เมื่อวาน เวลา 11:29 • ประวัติศาสตร์

“ความโง่” ที่อันตรายที่สุด เรื่องราวของชายผู้ “แกล้งโง่” เพื่อช่วยชีวิตเพื่อนนับร้อย

เมื่อวันที่ 6 เมษายน ค.ศ.1967 (พ.ศ.2510) “ดั๊ก เฮกดาห์ล (Doug Hegdahl)” กะลาสีเรือชาวอเมริกันวัย 20 ปี สังกัดกองทัพเรืออเมริกัน ได้พลัดตกจากเรือในอ่าวตังเกี๋ย ก่อนจะถูกเรือประมงช่วยชีวิตไว้ได้และส่งตัวให้แก่กองกำลังเวียดนามเหนือ และถูกนำไปคุมขังในฐานะนักโทษสงคราม ณ คุก "หว่าโล่ (Hỏa Lò)“ อันอื้อฉาว
ในช่วงแรก ผู้คุมพยายามใช้เขาเป็นเครื่องมือในการโฆษณาชวนเชื่อ เฮกดาห์ลจึงตัดสินใจแก้สถานการณ์เพื่อประวิงเวลาด้วยการแสร้งทำเป็นคนอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ ซึ่งแผนการนี้ได้ผลเกินคาด ทหารเวียดนามเหนือต่างปักใจเชื่อว่าเขาเป็นคนโง่เขลาเบาปัญญา ถึงขั้นขนานนามเขาว่า "เจ้าคนซื่อบื้อ" และด้วยความที่มองว่าเขาไม่มีพิษมีภัย พวกเขาจึงปล่อยให้เฮกดาห์ลสามารถเดินไปไหนมาไหนในคุกได้อย่างอิสระ
ตลอดระยะเวลาสองปีในคุกหว่าโล่ เฮกดาห์ลได้ใช้สิทธิพิเศษที่ได้รับนี้ในการแอบติดต่อสื่อสารกับเพื่อนนายทหารที่ถูกคุมขัง ลอบทำลายยานพาหนะของศัตรู และเก็บรวบรวมข้อมูลความเป็นไปภายในคุก "ฮานอยฮิลตัน (Hanoi Hilton)" แห่งนี้ ที่สำคัญที่สุดคือ เขาสามารถจดจำรายชื่อของเพื่อนนักโทษสงครามได้ถึง 256 คน ซึ่งในจำนวนนั้นมีรายชื่อของผู้ที่เคยถูกระบุว่า "สูญหายในการรบ" รวมอยู่ด้วย
ดั๊ก เฮกดาห์ล (Doug Hegdahl)
เมื่อเฮกดาห์ลได้รับการปล่อยตัวในปีค.ศ.1969 (พ.ศ.2512) รายชื่อที่เขาท่องจำออกมาได้กลายเป็นความหวังและเครื่องยืนยันแก่ครอบครัวหลายสิบครัวเรือนที่เคยปักใจเชื่อว่าบุคคลอันเป็นที่รักได้เสียชีวิตไปแล้ว นอกจากนี้ ข้อมูลข่าวสารที่เขาได้รวบรวมมาระหว่างการถูกคุมขัง ยังมีส่วนสำคัญในการช่วยเหลือและรักษาชีวิตนักโทษสงครามคนอื่นๆ ไว้อีกนับไม่ถ้วน
เรื่องราวของเขาเป็นอย่างไร ผมจะเล่าให้ฟังครับ
“ดั๊ก เฮกดาห์ล (Doug Hegdahl)” เกิดเมื่อวันที่ 3 กันยายน ค.ศ.1946 (พ.ศ.2489) ในเมืองคลาร์ก รัฐเซาท์ดาโกตา ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยเขาเติบโตมาแบบเด็กหนุ่มชาวมิดเวสต์ทั่วไป และหลังจบมัธยมปลาย เขาก็ตัดสินใจสมัครเข้าเป็นทหารเรือ ทั้งที่ในชีวิตไม่เคยเห็นมหาสมุทรมาก่อน แต่ที่สมัครก็เพียงเพราะคำแนะนำของแม่ที่มองว่า การเป็นทหารเรือน่าจะดีกว่าการถูกเกณฑ์ไปเป็นทหารราบ
ในฐานะกะลาสีเรือ เขาประจำการอยู่บนเรือ ”USS Canberra“ ซึ่งเป็นเรือครูเซอร์ติดตั้งขีปนาวุธนำวิถีที่กำลังลาดตระเวนอยู่ในอ่าวตังเกี๋ย
กระทั่งเช้ามืดของวันที่ 6 เมษายน ค.ศ.1967 (พ.ศ.2510) เวลาประมาณ 04:30 น. เฮกดาห์ลได้พลัดตกจากเรือลงสู่ท้องทะเล ซึ่งมีบันทึกเหตุการณ์ที่แตกต่างกันไปว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร บ้างก็ว่าเขาถูกแรงอัดจากการยิงปืนใหญ่ขนาดห้านิ้วกระแทกจนตกเรือ ในขณะที่บางกระแสคาดว่าเขาอาจจะแค่ก้าวพลาดจนเสียหลักเท่านั้น ซึ่งเฮกดาห์ลได้ให้สัมภาษณ์ในภายหลังว่า
ผมบอกไม่ได้เหมือนกันว่าตกลงมาจากเรือได้ยังไง รู้แค่ว่าผมเดินขึ้นมาบนดาดฟ้าเรือ ตอนนั้นมันมืดสนิทและมีการยิงปืนใหญ่กันอยู่ มารู้ตัวอีกทีผมก็ลงไปอยู่ในน้ำเสียแล้ว"
แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม เฮกดาห์ลก็ได้จมหายไปในอ่าวตังเกี๋ยเพียงลำพังโดยที่เรือยังคงมุ่งหน้าต่อไปและทิ้งเขาไว้เบื้องหลังอย่างไม่รู้ตัว
เฮกดาห์ลต้องลอยคออยู่กลางทะเลนานถึง 12 ชั่วโมง ก่อนที่ชาวประมงในละแวกนั้นจะสังเกตเห็นและช่วยเขาขึ้นเรือมา แต่นี่ไม่ใช่การช่วยเหลือที่ทหารเรืออเมริกันปรารถนา เพราะท้ายที่สุดแล้ว เขาถูกส่งตัวให้กับกองกำลังเวียดนามเหนือ และถูกนำไปคุมขังในฐานะนักโทษ ณ คุกหว่าโล่ที่แสนอื้อฉาว หรือที่รู้จักกันในนาม "ฮานอยฮิลตัน (Hanoi Hilton)" นั่นเอง
ในตอนแรก ผู้คุมชาวเวียดนามเหนือปักใจเชื่อว่าเฮกดาห์ลคือสายลับที่ทำงานให้ซีไอเอ เนื่องจากพวกเขามองว่าเรื่องราวการพลัดตกเรือกลางทะเลนั้นดูเหลือเชื่อเกินกว่าจะเป็นเรื่องจริง และแม้เฮกดาห์ลจะหวาดกลัวการถูกทรมาน แต่เขาก็ไม่มีความคิดที่จะยอมเผยข้อมูลใดๆ โดยง่าย เขาจึงตัดสินใจเลือกใช้กลยุทธ์ที่ต่างออกไป
เมื่อทหารเวียดนามเหนือสั่งให้เฮกดาห์ลเขียนแถลงการณ์ต่อต้านสงครามและโจมตีสหรัฐอเมริกาเพื่อใช้ในการโฆษณาชวนเชื่อ พวกเขาต่างพากันประหลาดใจเมื่อเห็นว่าเขารับคำอย่างกระตือรือร้น แต่แล้วเขากลับ "แสร้งทำเป็นคนอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้" และเพื่อให้แผนแนบเนียนยิ่งขึ้น เขาจึงเริ่มชวนคุยเรื่องความคล้ายคลึงกันระหว่างเรือกสวนไร่นาในเวียดนามกับในบ้านเกิดที่เซาท์ดาโกตา จนผู้คุมหลงเชื่อว่าเฮกดาห์ลเป็นเพียงเด็กหนุ่มชาวไร่ผู้ใสซื่อและไร้การศึกษา
1
แผนการของเขาได้ผล
แต่ถึงอย่างนั้น ฝ่ายเวียดนามเหนือก็ยังไม่ละความพยายาม พวกเขาคิดจะสอนให้เฮกดาห์ลอ่านออกเขียนได้เพื่อใช้เขาเป็นเครื่องมือในการชวนเชื่อ จึงได้จัดหาครูสอนพิเศษมาให้ แต่ปรากฏว่าเฮกดาห์ลกลับทำเหมือนไม่สามารถปฏิบัติตามคำสั่งที่ง่ายที่สุดได้ จนในที่สุดพวกเขาก็ถอดใจและเลิกสนใจในตัวเขา และผู้คุมพากันขนานนามเขาว่า "เจ้าคนโง่จนไม่น่าเชื่อ (The Incredibly Stupid One)“
เมื่อสิ้นหวังที่จะสอนเฮกดาห์ล ทางเรือนจำก็มอบหมายให้เฮกดาห์ลทำเพียงหน้าที่กวาดลานในคุกหว่าโล่เท่านั้น และด้วยความที่มองว่าเขาโง่เง่าไร้พิษมีภัย เขาจึงได้รับอนุญาตให้เดินเหินในค่ายได้อย่างอิสระกว่านักโทษอื่นๆ ซึ่งเฮกดาห์ลได้ให้สัมภาษณ์ในภายหลังว่า
"ผมคงเป็นคนที่ถูกจับกุมได้น่าอับอายที่สุดในสงครามเวียดนามแล้วล่ะ ผมพบว่าวิธีป้องกันตัวที่ดีที่สุดคือการแกล้งโง่ ซึ่งก็นะ พอคุณตกจากเรือมาดื้อๆ แบบนั้น มันก็มีเหตุผลให้คนเชื่อว่าเราบื้อได้ไม่ยากเลย"
แต่ในความเป็นจริง เฮกดาห์ลไม่ได้โง่เขลาอย่างที่ใครคิด การสวมหน้ากากเป็นคนเขลาไม่เพียงแต่ช่วยลดอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับตัวเขา แต่มันยังเปิดโอกาสให้เขาได้แอบทำลายยุทธปัจจัยของเวียดนามเหนืออย่างลับๆ อีกด้วย
เฮกดาห์ลสวมหน้ากากเป็นคนโง่อย่างแนบเนียนต่อเนื่องถึงสองปี ซึ่งช่วงเวลานี้เองที่เขาได้มีโอกาสบ่อนทำลายกองทัพเวียดนามเหนืออย่างเงียบเชียบ และแม้ผู้คุมจะยังพยายามพาเขาออกไปนอกเรือนจำหลายครั้งเพื่อหวังจะใช้เขาเป็นเครื่องมือชวนเชื่อ แต่นั่นกลับกลายเป็นโอกาสให้เขาได้จดจำตำแหน่งที่ตั้งที่แน่นอนของคุกฮานอยฮิลตันได้อย่างแม่นยำ
ภายในค่ายกักกัน เฮกดาห์ลใช้หน้าที่พนักงานกวาดพื้นให้เป็นประโยชน์ด้วยการแอบส่งสารติดต่อสื่อสารระหว่างนักโทษ นอกจากนี้เขายังเคยแอบใส่ดิน ทราย และเศษใบไม้ลงในถังน้ำมันของรถบรรทุกกองทัพเวียดนามเหนือถึงห้าคันจนเครื่องยนต์พังเสียหายและใช้งานไม่ได้ในที่สุด
นาวาโท “ริชาร์ด แสตรตตัน (Richard Stratton)” นักบินกองทัพเรือซึ่งถูกคุมขังในที่เดียวกัน ได้เขียนชื่นชมความกล้าหาญของเฮกดาห์ลในภายหลังว่า
“ดั๊ก เฮกดาห์ล เด็กจบมัธยมปลายจากแผนกโรงอาหารที่บังเอิญตกเรือ มีผลงานทำลายรถบรรทุกศัตรูถึงห้าคัน ส่วนผมผู้เป็นนักบินมือดี มีปริญญาติดตัวสองใบ ผ่านชั่วโมงบินกับเครื่องบินขับไล่มา 2,000 ชั่วโมง ลงจอดบนเรือบรรทุกเครื่องบิน 300 ครั้ง และออกรบมา 22 ภารกิจ ผมมีผลงานทำลายรถบรรทุกศัตรูบ้างไหม? คำตอบคือ “ศูนย์”“
มีช่วงหนึ่งที่เฮกดาห์ลถูกย้ายไปขังรวมกับ เรืออากาศโท “โจเซฟ เครกกา (Joseph Crecca)” แห่งกองทัพอากาศอเมริกัน และเครกกาก็ได้มอบหมายงานสำคัญให้ "เจ้าคนซื่อบื้อ" คนนี้ นั่นคือการจดจำรายชื่อนักโทษสงครามทั้ง 256 คนในคุกหว่าโล่ พร้อมด้วยข้อมูลส่วนตัวเพื่อใช้ยืนยันตัวตน ซึ่งเฮกดาห์ลก็ทำภารกิจที่ดูเป็นไปไม่ได้นี้ให้สำเร็จด้วยการนำรายชื่อเหล่านั้นมาใส่ทำนองและร้องเป็นเพลง “Old MacDonald Had a Farm” เพื่อให้จดจำได้ขึ้นใจ
จนกระทั่งในปี ค.ศ.1969 (พ.ศ.2512) ฝ่ายเวียดนามเหนือได้เสนอให้ปล่อยตัวเฮกดาห์ลก่อนกำหนด ซึ่งปกติแล้วเหล่านักโทษได้ทำพันธสัญญาใจกันไว้ว่า "จะไม่มีใครยอมออกไปจนกว่าคนสุดท้ายจะได้รับอิสระ" และใครที่ผิดคำสัญญานี้จะถูกตราหน้าว่าเป็นคนทรยศ แต่กระนั้น ผู้บังคับบัญชาของเฮกดาห์ลกลับคะยั้นคะยอให้เขารับข้อเสนอนั้น เพื่อให้เขานำข้อมูลสำคัญที่รวบรวมได้ทั้งหมดกลับไปแจ้งแก่ทางการอเมริกัน
ในตอนนั้นเอง เฮกดาห์ลยังไม่ทันตระหนักเลยว่า ข้อมูลที่อยู่ในหัวของตนนั้นจะมีค่ามหาศาลเพียงใด
ดั๊ก เฮกดาห์ล ได้รับการปล่อยตัวจากคุกหว่าโล่เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม ค.ศ.1969 (พ.ศ.2512) และทันทีที่กลับถึงสหรัฐอเมริกา เขาสามารถท่องรายชื่อนักโทษทั้ง 256 คนที่เขาเคยถูกคุมขังอยู่ด้วยได้อย่างแม่นยำ พร้อมทั้งบอกเล่ารายละเอียดเกี่ยวกับสภาพความเป็นอยู่ที่โหดร้ายทารุณภายในคุกให้แก่เจ้าหน้าที่ในเพนตากอนได้รับทราบ
ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้กองทัพอเมริกันสามารถเปลี่ยนสถานะของกำลังพล 63 นาย จากเดิมที่ระบุว่า "สูญหายในการรบ" ให้เป็น "เชลยศึก" ซึ่งช่วยคลายความทุกข์โศกและสร้างความหวังครั้งใหญ่ให้แก่ครอบครัวของทหารเหล่านั้นหลังจากที่หลายคนถอดใจ ปักใจเชื่อไปแล้วว่าบุคคลอันเป็นที่รักได้เสียชีวิตไปแล้วในสงคราม
นอกจากนี้ การมีรายชื่อนักโทษที่ชัดเจนยังช่วยให้สหรัฐอเมริกามีอำนาจในการต่อรองมากขึ้น ซึ่ง “โรเจอร์ ชีลด์ส (Roger Shields)” อดีตรองผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมฝ่ายกิจการเชลยศึกและผู้สูญหาย ได้เปิดเผยกับสำนักข่าว The Independent ว่า รัฐบาลอเมริกันได้ยื่นคำขาดต่อเวียดนามเหนือว่า “พวกคุณต้องรับผิดชอบต่อความปลอดภัยและการรอดชีวิตของบุคคลที่มีรายชื่อเหล่านี้” ซึ่งถือเป็นการโยนภาระความรับผิดชอบและกดดันฝ่ายเวียดนามเหนือในแบบที่ไม่เคยทำได้มาก่อน
ยิ่งไปกว่านั้น ข้อมูลเรื่องความทารุณในคุกหว่าโล่ที่เฮกดาห์ลนำออกมา ยังทำให้เกิดแรงกดดันจากนานาชาติที่บีบให้เวียดนามเหนือต้องยุติการซ้อมทรมานนักโทษสงครามอย่างโหดเหี้ยม ซึ่งเชื่อกันว่าการเปลี่ยนแปลงนี้ได้ช่วยรักษาชีวิตของเชลยศึกไว้ได้อีกนับไม่ถ้วน และทั้งหมดนี้เกิดขึ้นได้เพราะความกล้าหาญของดั๊ก เฮกดาห์ลเพียงคนเดียว
เฮกดาห์ลปลดประจำการจากกองทัพเรืออเมริกันอย่างสมเกียรติในเดือนกรกฎาคม ค.ศ.1970 (พ.ศ.2513) หลังจากนั้น เขาได้ทำหน้าที่ถ่ายทอดวิชาความรู้ด้านการเอาตัวรอด ณ โรงเรียนฝึกทักษะการเอาตัวรอด การหลบหลีก การขัดขืน และการหนี ในซานดิเอโก ก่อนจะเกษียณอายุในปีค.ศ.2001 (พ.ศ.2544) และใช้ชีวิตส่วนตัวอย่างสงบเรียบง่ายมาโดยตลอดในฐานะวีรบุรุษที่มีชื่อจารึกไว้ในประวัติศาสตร์อย่างสง่างาม
เรื่องราวของ ดั๊ก เฮกดาห์ลจะยังคงเป็นตำนานบทสำคัญที่เตือนใจเราเสมอว่า วีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่อาจไม่ได้มาในคราบนักรบที่น่าเกรงขาม แต่อาจมาในคราบกะลาสีเรือผู้แสนธรรมดา ผู้ที่แสร้งทำเป็นคนซื่อบื้อและโง่ที่สุดในสายตาศัตรูเท่านั้นเอง
โฆษณา