3 เม.ย. เวลา 14:32 • ธุรกิจ

AI แย่งงาน หรือแค่ข้ออ้าง? รู้ให้ทันเกม Wall Street เบื้องหลัง Big Tech ปลดพนักงานนับแสน

ช่วงหลายปีที่ผ่านมา ข่าวพาดหัวหน้าสื่อธุรกิจทั่วโลกมักจะเป็นเรื่องราวของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ที่ออกมาประกาศปลดพนักงานหลักหมื่นคน พร้อมกับประโยคยอดฮิตที่ถูกพูดถึงซ้ำไปซ้ำมาว่า AI กำลังจะเข้ามาแย่งงานมนุษย์
ตั้งแต่ปี 2022 ลากยาวมาจนถึงปัจจุบัน มีพนักงานในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีทั่วโลกถูกเลิกจ้างไปแล้วหลายแสนคน
บริษัทยักษ์ใหญ่ที่เราคุ้นเคยอย่าง Amazon Meta หรือ Microsoft ต่างก็เป็นผู้นำในการลดขนาดองค์กรกันทั้งสิ้น
ภาพที่ปรากฏตามหน้าสื่อคือภาพของพนักงานที่เก็บของเดินออกจากออฟฟิศ ท่ามกลางกระแสความตื่นตระหนกของสังคมว่ายุคทองของคนทำงานสายเทคโนโลยีอาจจะจบลงแล้ว…
สิ่งที่น่าสังเกตและสร้างความย้อนแย้งที่สุดในสถานการณ์นี้ก็คือ ในขณะที่บริษัทเหล่านี้กำลังแจกซองขาวให้พนักงานของตัวเอง พวกเขากลับทุ่มเงินลงทุนมหาศาลไปกับการพัฒนาระบบ AI
Microsoft ทุ่มเงินระดับหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อลงทุนในบริษัท OpenAI ซึ่งเป็นผู้สร้างโปรแกรมแชตบอตชื่อดังอย่าง ChatGPT
หรือในกรณีของ Meta ที่มีรายงานว่าเตรียมทุ่มงบลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ AI สูงถึงระดับแสนล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2026
เม็ดเงินเหล่านี้มหาศาลมากเมื่อเทียบกับการตัดงบประมาณด้วยการปลดคนออก
สิ่งนี้ชวนให้เราตั้งคำถามว่า ตกลงแล้วบริษัทไม่มีเงิน หรือแค่ไม่อยากจ่ายเงินให้คนทำงานกันแน่
มีกรณีศึกษาที่น่าสนใจจากบริษัทผู้ให้บริการสตรีมมิงเพลงอย่าง Spotify
ในช่วงปลายปี 2023 พวกเขาได้เปิดตัวฟีเจอร์ที่ใช้ระบบ AI วิเคราะห์พฤติกรรมการฟังเพลงของผู้ใช้งานได้อย่างแม่นยำ
ฟีเจอร์นี้ได้รับคำชื่นชมมากมายและสร้างกระแสไวรัลไปทั่วโลกโซเชียล มันคือบทพิสูจน์ถึงความสำเร็จในการนำ AI มาใช้งานจริงและเข้าถึงผู้คนนับล้าน
แต่เพียงไม่กี่วันหลังจากที่ฟีเจอร์นี้สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับผู้คน Spotify กลับประกาศปลดพนักงานออกถึง 17% ของทั้งองค์กร
ภาพที่ออกมาสู่สายตาสาธารณชน ทำให้คนทั่วไปและนักวิเคราะห์หลายคนสรุปอย่างรวดเร็วว่า AI กำลังก้าวเข้ามาแทนที่มนุษย์แบบสมบูรณ์แบบ บริษัทต่างๆ ไม่ต้องการพนักงานอีกต่อไป…
แต่ถ้าเราลองย้อนดูประวัติศาสตร์ ทุกครั้งที่มีเทคโนโลยีใหม่เกิดขึ้น มนุษย์เรามักจะเกิดความกลัวเสมอ
ตั้งแต่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมที่คนงานสิ่งทอกลัวเครื่องจักร หรือยุคเริ่มต้นอินเทอร์เน็ตที่คนกลัวว่าคอมพิวเตอร์จะแย่งงาน
วันนี้เรากำลังเผชิญกับความกลัวรูปแบบเดิม เพียงแค่เปลี่ยนชื่อจากเครื่องจักรไอน้ำมาเป็น AI
แต่คำถามที่สำคัญคือ ภายใต้ฉากหน้าของคำว่าเทคโนโลยีเข้ามาแย่งงาน ความเป็นจริงในห้องประชุมผู้บริหารคืออะไรกันแน่
ถ้าเราลองเปิดประตูเข้าไปดูการทำงานจริงๆ ภายในบริษัทเทคโนโลยีหลายแห่ง
สถานการณ์กลับแตกต่างจากที่พาดหัวข่าวรายงานอย่างสิ้นเชิง เทคโนโลยีในปัจจุบันยังไม่ได้สมบูรณ์แบบและไม่ได้เก่งกาจขนาดนั้น
เครื่องมืออัตโนมัติจำนวนมากยังคงต้องอาศัยมนุษย์ในการตรวจสอบความถูกต้องของงาน
ในความเป็นจริง ปัจจุบันเกิดหมวดหมู่งานรูปแบบใหม่ขึ้นมาภายในออฟฟิศ ซึ่งก็คือการคอยแก้ไขข้อผิดพลาดที่ระบบ AI สร้างขึ้น
พนักงานหลายคนที่เคยทำงานในรูปแบบเดิม ตอนนี้ต้องเปลี่ยนบทบาทมาเป็นผู้ตรวจสอบ และคอยช่วยฝึกฝนให้โมเดลภาษาขนาดใหญ่มีความฉลาดและแม่นยำมากขึ้น…
งานวิจัยด้านตลาดแรงงานชี้ให้เห็นว่า มีเพียงประมาณ 24% ของงานออฟฟิศเท่านั้นที่สามารถใช้เทคโนโลยีในปัจจุบันทำแทนได้แบบอัตโนมัติโดยสมบูรณ์
งานที่เหลือยังคงต้องพึ่งพาทักษะที่คอมพิวเตอร์ทำไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นการเจรจาต่อรองทางธุรกิจ การตีความบริบททางสังคมที่ซับซ้อน หรือการประสานงานที่ต้องใช้ความเห็นอกเห็นใจระหว่างมนุษย์ด้วยกัน
เทคโนโลยีทำงานได้ดีที่สุดในฐานะส่วนเสริมที่ช่วยสนับสนุนการทำงานของมนุษย์ให้รวดเร็วขึ้น มากกว่าที่จะมาเป็นตัวแทนที่มนุษย์โดยสมบูรณ์
ถ้าความจริงคือ AI ยังไม่พร้อมที่จะทำงานแทนคนทั้งหมดร้อยเปอร์เซ็นต์ แล้วทำไมบริษัทเทคโนโลยีถึงต้องปลดคนออกมากมายขนาดนี้
คำตอบของเรื่องนี้พาเราย้อนกลับไปในช่วงปี 2020 ถึง 2022
ในช่วงเวลานั้น โลกทั้งใบถูกบังคับให้ล็อกดาวน์ ผู้คนต้องเก็บตัวอยู่บ้าน การใช้ชีวิตและการทำงานถูกย้ายเข้าไปอยู่ในโลกดิจิทัลทั้งหมด…
สิ่งนี้ทำให้ความต้องการใช้งานแพลตฟอร์มออนไลน์ อีคอมเมิร์ซ บริการจัดส่งอาหาร และระบบคลาวด์ พุ่งสูงขึ้นแบบก้าวกระโดด
บริษัทเทคโนโลยีต่างพากันคาดการณ์ว่า พฤติกรรมนี้จะกลายเป็นมาตรฐานใหม่ที่จะอยู่ตลอดไป
พวกเขาจึงเริ่มกระบวนการจ้างงานอย่างบ้าคลั่งเพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งการตลาดและรองรับการเติบโต
ตัวอย่างเช่น Amazon เพิ่มจำนวนพนักงานจากประมาณแปดแสนคน กลายเป็นหนึ่งล้านหกแสนคนในเวลาเพียงสองปี
ปรากฏการณ์นี้ในโลกธุรกิจเรียกว่า “Overhiring” หรือการจ้างงานที่ล้นเกินความพอดี ซึ่งเป็นผลมาจากความมองโลกในแง่ดีเกินไปของเหล่าผู้บริหาร
แต่เมื่องานเลี้ยงเลิกรา โลกเริ่มฟื้นตัวและกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ผู้คนกลับไปใช้ชีวิตนอกบ้าน ซื้อของที่ห้างสรรพสินค้า ท่องเที่ยว และเข้าออฟฟิศ การเติบโตทางดิจิทัลที่เคยพุ่งทะยานก็กลับมาสู่ระดับปกติ
บริษัทเทคโนโลยีเหล่านี้จึงพบว่าตัวเองมีพนักงานมากเกินความจำเป็น
โครงสร้างองค์กรเต็มไปด้วยตำแหน่งหัวหน้างานระดับกลางที่ทำให้กระบวนการทำงานล่าช้าและต้นทุนการบริหารจัดการพุ่งสูงขึ้น…
ความจริงประการต่อมา ซึ่งอาจจะเป็นเหตุผลที่ทรงพลังที่สุดในการตัดสินใจของผู้บริหาร คือแรงกดดันจาก “Wall Street” ซึ่งเป็นศูนย์กลางการเงินของโลก
ในโลกของการลงทุน นักลงทุนมองหาการเติบโตและผลกำไรเสมอ ในช่วงวิกฤตโรคระบาด อัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ในระดับต่ำติดดิน เงินทุนไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นเทคโนโลยีอย่างง่ายดาย
แต่เมื่อโลกต้องเผชิญกับภาวะเงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ยถูกปรับสูงขึ้นเพื่อสกัดกั้น ต้นทุนทางการเงินของบริษัทก็สูงขึ้นตามไปด้วย เมื่อรายได้ไม่ได้เติบโตแบบก้าวกระโดดเหมือนเดิม ราคาหุ้นก็เริ่มชะงัก
ผู้บริหารจึงต้องหาทางลดต้นทุนให้เร็วที่สุดเพื่อรักษาระดับผลกำไร และวิธีที่รวดเร็วและเห็นผลชัดเจนที่สุดในการทำให้ตัวเลขในงบการเงินดูดีขึ้น ก็คือการลดจำนวนพนักงานประจำ
แต่การที่ผู้บริหารระดับสูงจะออกมาเดินบอกนักลงทุนตรงๆ ว่าบริษัทคาดการณ์ทิศทางตลาดผิดพลาดและจ้างคนมามากเกินไป ย่อมไม่เป็นผลดีต่อภาพลักษณ์ และอาจทำให้ราคาหุ้นร่วงหนักกว่าเดิม…
ผู้บริหารระดับสูงจึงต้องการเครื่องมือสื่อสารที่ดูดีมีวิสัยทัศน์ เพื่อบอกนักลงทุนว่าพวกเขายังควบคุมสถานการณ์ได้ และมีแผนการสำหรับอนาคต
ตรงจุดนี้เองที่คำว่า AI กลายมาเป็นข้ออ้างที่สมบูรณ์แบบในการใช้เป็นเหตุผลบังหน้าสำหรับการปลดคน
การประกาศปลดพนักงานพร้อมกับการให้เหตุผลว่า บริษัทกำลังปรับโครงสร้างองค์กรเพื่อมุ่งเน้นทรัพยากรไปที่การพัฒนาเทคโนโลยีแห่งอนาคต เป็นเรื่องเล่าที่นักลงทุนชื่นชอบ
มันแสดงให้เห็นถึงความเด็ดขาดในการคุมต้นทุน และยังดูมีวิสัยทัศน์ก้าวไกล
ข้อมูลสถิติในตลาดหุ้นระบุชัดเจนว่า บริษัทที่ประกาศกลยุทธ์เกี่ยวกับการเลิกจ้างควบคู่ไปกับการลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ มักจะเห็นราคาหุ้นพุ่งสูงขึ้นแทบจะในทันที
นอกจากเรื่องของการสร้างเรื่องเล่าเพื่อดึงดูดนักลงทุนแล้ว การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีก็มีต้นทุนที่มหาศาลอย่างแท้จริง…
การพัฒนาโมเดลภาษาขนาดใหญ่ต้องใช้ชิปประมวลผลประสิทธิภาพสูงจากบริษัทอย่าง Nvidia และต้องใช้ศูนย์ข้อมูลจำนวนมหาศาลเพื่อใช้ในการประมวลผล
การลงทุนระดับนี้ต้องใช้เงินสดหมุนเวียนจำนวนมาก บริษัทจึงเลือกที่จะตัดงบประมาณด้านบุคลากร เพื่อนำกระแสเงินสดเหล่านั้นไปลงทุนในฮาร์ดแวร์แทน
แม้ว่าการใช้วิธีปลดคนออกเพื่อลดต้นทุนระยะสั้น อาจจะทำให้ตัวเลขในงบการเงินดูสวยงามและสามารถดึงดูดใจนักลงทุนในตลาดหุ้นได้ แต่ในระยะยาว สิ่งนี้มักจะสร้างบาดแผลลึกให้กับองค์กร
องค์กรธุรกิจทุกแห่งต้องพึ่งพาความรู้ ประสบการณ์ และความสัมพันธ์ที่พนักงานสั่งสมมา เมื่อกลุ่มคนเก่งหายไปจากบริษัท สิ่งที่สูญเสียไปไม่ได้มีแค่จำนวนคน
แต่รวมถึงความเข้าใจในตัวลูกค้า วัฒนธรรมองค์กร และกระบวนการทำงานที่ราบรื่น การจะสร้างประสบการณ์ที่สูญเสียไปขึ้นมาใหม่ถือเป็นกระบวนการที่ยากและใช้เวลานาน…
มีข้อมูลการวิจัยในโลกธุรกิจที่น่าสนใจระบุว่า บริษัทที่มีทีมงานมั่นคงและไม่มีการปลดคนแบบฉับพลัน สามารถเติบโตได้เร็วกว่าบริษัทที่มีการปลดพนักงานครั้งใหญ่อย่างต่อเนื่องถึง 18%
นอกจากนี้ การหาบุคลากรมาทดแทนพนักงานที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านในภายหลัง ยังมีต้นทุนแฝงที่สูงมาก ตามผลการศึกษาของตลาดแรงงาน
การจ้างและฝึกอบรมพนักงานใหม่หนึ่งคนอาจใช้ต้นทุนสูงถึง 40% ของเงินเดือนประจำปีของพวกเขาเลยทีเดียว ซึ่งเป็นรายจ่ายที่บริษัทมักมองข้ามในช่วงที่ต้องการลดต้นทุน
สิ่งเหล่านี้อธิบายได้ว่า ทำไมบางบริษัทที่มองการณ์ไกลจึงเลือกที่จะหลีกเลี่ยงการปลดคนจำนวนมาก แต่หันไปใช้วิธีการชะลอการจ้างงานใหม่ หรือใช้วิธีโยกย้ายตำแหน่งงานภายในองค์กรแทน
เมื่อมองไปสู่อนาคต ภาพรวมที่เกิดขึ้นในวงการเทคโนโลยีตอนนี้ ไม่ใช่เรื่องของเครื่องจักรที่ลุกขึ้นมาปฏิวัติแย่งงานมนุษย์แบบในภาพยนตร์ไซไฟ…
แต่มันคือเรื่องของวัฏจักรเศรษฐกิจทุนนิยม การแก้ไขข้อผิดพลาดจากการบริหารงานในอดีต และการพยายามจัดการตัวเลขทางบัญชีเพื่อรักษาความเชื่อมั่นของนักลงทุน
บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่เหล่านี้ กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านตัวเองจากการเป็นบริษัทหน้าใหม่ที่เติบโตแบบก้าวกระโดด กลายมาเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ที่ทำหน้าที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานให้กับบริษัทอื่นๆ ทั่วโลก
พวกเขากำลังเปลี่ยนสภาพไปสู่การเป็นระบบสาธารณูปโภคยุคใหม่ ที่เน้นความมั่นคงของการทำกำไรมากกว่าการขยายตัวเลขพนักงานแบบไร้ขีดจำกัดเหมือนในอดีตที่ผ่านมา
แน่นอนว่าระบบคอมพิวเตอร์และโปรแกรมอัจฉริยะกำลังเข้ามาเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงานของเรา
แต่ผู้เชี่ยวชาญในวงการต่างเห็นตรงกันว่า ทักษะของมนุษย์ยังคงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้
ดังนั้น ในยุคที่เทคโนโลยีหมุนเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว สิ่งที่คนทำงานควรให้ความสำคัญมากที่สุด อาจจะไม่ใช่การตื่นตระหนกว่าคอมพิวเตอร์จะมาแย่งงานเราเมื่อไหร่…
แต่คือการตั้งคำถามกับตัวเองว่า เราจะสามารถพัฒนาทักษะใหม่ๆ เพื่อใช้งานเทคโนโลยีเหล่านี้ให้เป็นประโยชน์ได้อย่างไร
เราควรเรียนรู้วิธีการออกคำสั่ง ปรับใช้ และทำงานร่วมกับโปรแกรมอัตโนมัติ เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับผลงานของเรา และลดระยะเวลาในการทำงานเดิมๆ ลง
การทำความเข้าใจข้อจำกัดของระบบ และการใช้ความคิดสร้างสรรค์ซึ่งเป็นสิ่งที่คอมพิวเตอร์ยังลอกเลียนแบบไม่ได้ จะกลายเป็นเกราะป้องกันชั้นดีให้กับคนทำงานในยุคนี้
เพราะท้ายที่สุดแล้ว ในสมรภูมิของการทำงานยุคดิจิทัล สิ่งที่จะเข้ามาแย่งงานของเรา อาจจะไม่ใช่ AI แต่เป็นมนุษย์อีกคนหนึ่งที่สามารถใช้ AI ได้เก่งและคล่องแคล่วกว่าเราต่างหาก…
References : [bloomberg, cnbc, forbes, techcrunch, reuters]
◤━━━━━━━━━━━━━━━◥
หากคุณชอบคอนเทนต์นี้อย่าลืม 'กดไลก์'
หากคอนเทนต์นี้โดนใจอย่าลืม 'กดแชร์'
คิดเห็นอย่างไรคอมเม้นต์กันได้เลยครับผม
◣━━━━━━━━━━━━━━━◢
ติดตามสาระดี ๆ อัพเดททุกวันผ่าน Line OA ด.ดล Blog
คลิกเลย --> https://lin.ee/aMEkyNA
——————————————–
ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
=========================
โฆษณา