4 เม.ย. เวลา 02:09 • หุ้น & เศรษฐกิจ

สงครามชิปครั้งใหม่ เมื่อ “หน่วยความจำ” คือไพ่ตายของจีนและสหรัฐฯ

ย้อนกลับไปในยุคที่คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลเริ่มเข้ามามีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวัน สิ่งแรกที่เรามักจะมองหาเวลาเลือกซื้อคอมพิวเตอร์สักเครื่องคือความเร็วของหน่วยประมวลผล
เรามักจะถูกทำให้เชื่อว่ายิ่งสมองของคอมพิวเตอร์คิดได้เร็วเท่าไร เครื่องก็จะยิ่งทำงานได้ลื่นไหลมากขึ้นเท่านั้น
แต่ในความเป็นจริงแล้วยังมีอีกหนึ่งชิ้นส่วนสำคัญที่มักถูกมองข้าม
ในยุคที่อินเทอร์เน็ตเริ่มเฟื่องฟู หลายบริษัททุ่มเงินมหาศาลไปกับการอัปเกรดเซิร์ฟเวอร์ให้มีหน่วยประมวลผลที่แรงที่สุด แต่กลับพบว่าระบบยังคงล่มเมื่อมีผู้ใช้งานหลั่งไหลเข้ามาพร้อมกัน…
ปัญหาในตอนนั้นไม่ได้อยู่ที่สมองคิดไม่ทัน แต่อยู่ที่การส่งต่อข้อมูลจากแหล่งเก็บข้อมูลมายังสมองนั้นทำได้ช้าเกินไปต่างหาก
และดูเหมือนว่าหน้าประวัติศาสตร์กำลังจะซ้ำรอยเดิมอีกครั้งในยุคที่โลกทั้งใบกำลังถูกขับเคลื่อนด้วย AI
ทุกวันนี้เวลาที่เราพูดถึงความก้าวหน้าของเทคโนโลยีภาพแรกที่ทุกคนนึกถึงคงหนีไม่พ้นบริษัทอย่าง Nvidia ที่สามารถออกแบบชิปประมวลผลอันทรงพลัง
พวกเขาปฏิวัติวงการและกลายมาเป็นสัญลักษณ์สำคัญของยุคสมัย แต่ความจริงที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังความสำเร็จนี้กลับมีวิกฤตเงียบที่กำลังก่อตัวขึ้น
วิกฤตที่กำลังผลักดันให้ต้นทุนการพัฒนาเทคโนโลยีพุ่งสูงขึ้นแบบก้าวกระโดด และที่น่าแปลกใจคือแทบจะไม่มีใครพูดถึงเรื่องนี้อย่างจริงจัง
เคยสงสัยหรือไม่ว่าสิ่งใดคือข้อจำกัดที่แท้จริงของการพัฒนาเทคโนโลยีในปัจจุบัน
คอขวดที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่ตัวชิปประมวลผล หรือ GPU อย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่มันคือสิ่งที่เราคุ้นเคยกันดีอย่าง “Memory”…
ลองจินตนาการถึงห้องครัวในร้านอาหารระดับพรีเมียมที่มีเชฟฝีมือระดับโลกประจำการอยู่ เชฟคนนี้สามารถทำอาหารได้รวดเร็วและอร่อยหาตัวจับยาก
วัตถุดิบชั้นเลิศมากมายถูกเตรียมไว้พร้อมสรรพเปรียบเสมือนข้อมูลมหาศาลที่ระบบต้องใช้ แต่ปัญหาคือโต๊ะเตรียมอาหารกลับมีขนาดเล็กนิดเดียว
ต่อให้เชฟจะเก่งและทำอาหารได้เร็วแค่ไหน แต่ถ้าพื้นที่วางวัตถุดิบมีจำกัด เขาก็ไม่สามารถหยิบจับทุกอย่างมาปรุงแต่งได้อย่างทันท่วงที
เชฟระดับโลกก็ต้องมายืนรอให้ลูกมือส่งวัตถุดิบมาให้ทีละชิ้น ซึ่งทำให้สูญเสียเวลาและระบบการทำงานขาดประสิทธิภาพอย่างรวดเร็ว
นี่คือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน สมองประมวลผลนั้นฉลาดล้ำลึก แต่การดึงข้อมูลมาใช้งานกลับทำได้ไม่เร็วพอ
การฝึกสอนโมเดลภาษาขนาดใหญ่ต้องเข้าถึงชุดข้อมูลมหาศาล ข้อมูลเหล่านั้นต้องถูกจัดเก็บ เคลื่อนย้าย และประมวลผลในเสี้ยววินาที
เพื่อแก้ปัญหานี้ เทคโนโลยีหน่วยความจำประเภทใหม่จึงถูกคิดค้นขึ้นมา มันถูกเรียกว่า High Bandwidth Memory หรือ HBM
สิ่งนี้ต่างจากรูปแบบดั้งเดิมตรงที่มันเปิดช่องทางขนาดใหญ่ให้ข้อมูลเคลื่อนที่ระหว่างหน่วยประมวลผลและพื้นที่จัดเก็บข้อมูลได้อย่างรวดเร็วเป็นพิเศษ
หากขาดสิ่งนี้ไป แม้แต่ชิปที่ทรงพลังที่สุดในโลกก็จะทำงานช้าลงอย่างเห็นได้ชัดและไม่สามารถแสดงศักยภาพที่แท้จริงออกมาได้…
ในแง่ของการผลิต การสร้างชิ้นส่วนประเภทนี้มีความซับซ้อนมากกว่าที่เราคิดหลายเท่าตัว
แทนที่จะสร้างบนพื้นที่ราบแบบเดิม ผู้ผลิตเลือกที่จะนำแผ่นเวเฟอร์ซิลิคอนที่บางเฉียบมาวางซ้อนกันเป็นชั้นสูงขึ้นไปในแนวดิ่ง
จากนั้นพวกเขาต้องเจาะรูขนาดเล็กจิ๋วทะลุแผ่นซิลิคอนเหล่านั้นนับพันรู เพื่อร้อยสายสัญญาณให้เชื่อมต่อกันทุกชั้นอย่างสมบูรณ์แบบ
หากมีการเจาะพลาดเพียงรูเดียว หรือการจัดเรียงเอียงไปเพียงแค่เศษเสี้ยวของเส้นผม ชิ้นงานทั้งหมดก็จะกลายเป็นของไร้ค่าทันที
ความยากระดับนี้ทำให้ปัจจุบันมีเพียงไม่กี่บริษัทในโลกที่สามารถผลิตในปริมาณมากและได้มาตรฐานตามที่กำหนด
ตลาดระดับโลกจึงตกอยู่ในมือของผู้ผลิตเพียงไม่กี่ราย ได้แก่ SK Hynix จากเกาหลีใต้ Micron จากสหรัฐอเมริกา และ Samsung จากเกาหลีใต้
โดยเฉพาะ SK Hynix ที่สามารถยึดครองส่วนแบ่งการตลาดไปได้อย่างมหาศาล เนื่องจากเป็นผู้จัดหาชิ้นส่วนหลักให้กับผู้นำตลาดอย่าง Nvidia…
ในอดีตอุตสาหกรรมนี้มักจะผูกติดอยู่กับวัฏจักรของสินค้าทั่วไปอย่างสมาร์ทโฟนหรือคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล
เมื่อคนแห่ซื้อรุ่นใหม่ ผู้ผลิตก็จะมีรายได้มหาศาล แต่พอหมดกระแส ความต้องการก็ลดลงและราคาก็ตกลงตามไปด้วย
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันนั้นแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง วงการเทคโนโลยีกำลังเผชิญกับคลื่นลูกใหญ่ที่ความต้องการไม่มีทีท่าว่าจะลดลง
บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่และผู้ให้บริการ Data Center ทั่วโลกต่างกำลังกว้านซื้อชิ้นส่วนเหล่านี้ล่วงหน้าไปไกลกว่าหนึ่งปี
อัตรากำไรขั้นต้นที่สูงลิ่วทำให้บรรดาผู้ผลิตต่างพากันโยกย้ายกำลังการผลิตไปทุ่มเทให้กับสินค้ากลุ่มนี้เป็นหลัก
ผลกระทบที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือการขาดแคลนชิ้นส่วนแบบมาตรฐานที่เราใช้กันในอุปกรณ์ทั่วไป ซึ่งอาจส่งผลให้สินค้าไอทีมีราคาพุ่งสูงขึ้นในอนาคตอันใกล้…
วิกฤตนี้ไม่ได้ส่งผลกระทบแค่ในมุมของเศรษฐกิจและธุรกิจเท่านั้น แต่มันกำลังลุกลามไปถึงเรื่องของภูมิรัฐศาสตร์ระดับโลก
ในขณะที่สหรัฐอเมริกาและชาติพันธมิตรพยายามรักษาความเป็นผู้นำในเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าที่สุด จีนก็กำลังเดินหน้าอย่างรวดเร็วเพื่อลดการพึ่งพา
สหรัฐอเมริกาออกมาตรการควบคุมการส่งออกอย่างเข้มงวดเพื่อจำกัดการเข้าถึงอุปกรณ์และเทคโนโลยีระดับสูงของจีน
ข้อจำกัดเหล่านี้ทำให้ผู้ผลิตจีนประสบความยากลำบากอย่างหนักในการผลิตให้อยู่ในระดับเดียวกับผู้นำระดับโลก
แต่แทนที่จะพยายามดิ้นรนแข่งขันในระดับสูงสุดที่โดนสกัดกั้น จีนกลับเลือกเดินเกมรุกในรูปแบบที่แตกต่างออกไป
พวกเขาหันมามุ่งเน้นไปที่สิ่งที่ทรงพลังไม่แพ้กัน นั่นคือการสร้างปริมาณและขนาดเพื่อตอบสนองตลาดภายในประเทศ
ผู้ผลิตชาวจีนอย่าง CXMT เริ่มสร้างความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วกว่าที่นักวิเคราะห์หลายคนเคยคาดคิดเอาไว้
แม้ว่าผลิตภัณฑ์จะยังไม่สามารถเทียบชั้นกับเทคโนโลยีขั้นสูงสุดได้ แต่ก็เริ่มสามารถแข่งขันได้ในตลาดระดับกลางอย่างสูสี
กลยุทธ์นี้มีความน่าสนใจมาก เพราะในความเป็นจริงแล้วไม่ใช่ทุกงานที่จำเป็นต้องใช้ฮาร์ดแวร์ระดับล้ำยุคสุดยอดเสมอไป…
การสร้างและฝึกสอนโมเดลขนาดใหญ่อาจต้องพึ่งพาระบบระดับบนสุด แต่เมื่อนำมาใช้งานจริงมักจะใช้เทคโนโลยีที่ลดหลั่นลงมา
และนี่คือช่องว่างขนาดใหญ่ที่จีนมองเห็นโอกาสในการเข้ามาแทรกซึมและยึดครองส่วนแบ่งการตลาด
การกระทำเช่นนี้เปรียบเสมือนการเดินเกมแบบป่าล้อมเมือง เมื่อเจาะตลาดระดับบนไม่ได้ก็เลือกที่จะครองตลาดระดับกลางและล่างให้เบ็ดเสร็จ
ด้วยการผลิตสินค้าที่ใช้งานได้ดีในปริมาณมหาศาลและมีราคาเข้าถึงง่าย บริษัทจีนจึงสามารถสนับสนุนการพัฒนาในประเทศได้อย่างต่อเนื่อง
มีรายงานว่าบริษัทเหล่านี้เตรียมระดมทุนมหาศาลเพื่อนำไปสร้างโรงงานและวิจัยเทคโนโลยีอย่างเต็มรูปแบบเพื่ออนาคต
ยิ่งไปกว่านั้นยังมีการพยายามร่วมมือกับบริษัทภายในประเทศด้วยกันเองเพื่อสร้างระบบนิเวศการผลิตแบบครบวงจรโดยไม่ง้อชาติตะวันตก…
ในทางกลับกัน สหรัฐอเมริกาก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ พยายามสร้างความแข็งแกร่งผ่านนโยบายสนับสนุนการผลิตภายในประเทศเช่นกัน
โครงสร้างพื้นฐานระดับสูงที่ทำงานได้รวดเร็วที่สุดกำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศที่ถูกควบคุมและดูแลอย่างเข้มงวด
โลกกำลังถูกบีบให้เผชิญกับสถานการณ์ที่ยากลำบาก ในขณะที่เทคโนโลยีต้องการทรัพยากรมากขึ้น ต้นทุนก็ถีบตัวสูงขึ้นตามไปด้วย
เราอาจจะต้องตั้งคำถามว่า อนาคตของนวัตกรรมจะยังคงเปิดกว้างสำหรับทุกคนอยู่หรือไม่
บริษัทเล็กๆ ที่มีความฝันอยากสร้างสิ่งใหม่กลับต้องมาชนกับกำแพงต้นทุนที่สูงลิบลิ่วจนยากจะก้าวข้าม…
สุดท้ายแล้วความก้าวหน้าระดับโลกอาจจะถูกผูกขาดอยู่กับบริษัทยักษ์ใหญ่เพียงไม่กี่แห่งที่มีเงินทุนมหาศาลเพียงพอ
สิ่งนี้นำไปสู่การเกิดขึ้นของสองเส้นทางที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงในตลาดโลกอย่างที่เราไม่เคยพบเห็นมาก่อน
เส้นทางหนึ่งมุ่งเน้นไปที่ประสิทธิภาพสูงสุด ขับเคลื่อนด้วยฮาร์ดแวร์ขั้นสูงที่มีราคาแพงและเข้าถึงได้ยาก
ในขณะที่อีกเส้นทางหนึ่งมุ่งเน้นไปที่ความคุ้มค่า การพึ่งพาตนเอง และการผลักดันให้เกิดการใช้งานในสเกลที่กว้างขวาง
ช่องว่างระหว่างสองเส้นทางนี้จะเป็นตัวกำหนดทิศทางว่าเทคโนโลยีแห่งอนาคตจะพัฒนาและเติบโตไปในรูปแบบใด…
การแข่งขันในยุคนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการสร้างความฉลาดล้ำหน้า หรือการมีหน่วยประมวลผลที่ทำงานได้เร็วกว่าอีกต่อไป
แต่มันคือการต่อสู้เพื่อแย่งชิงทรัพยากรเบื้องหลังที่จะคอยหล่อเลี้ยงให้ความฉลาดเหล่านั้นสามารถแสดงศักยภาพออกมาได้เต็มที่
สงครามเทคโนโลยีระดับโลกระหว่างสองมหาอำนาจกำลังพลิกโฉมหน้าอนาคตของอุตสาหกรรมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
แทนที่จะเติบโตไปข้างหน้าเป็นหนึ่งเดียว โลกอาจกำลังถูกแบ่งแยกออกเป็นสองห่วงโซ่อุปทานที่เดินสวนทางกัน
ความแตกแยกนี้จะส่งผลกระทบอย่างลึกซึ้งต่ออุตสาหกรรม เศรษฐกิจ และความมั่นคงของหลายประเทศในทศวรรษหน้า
ตั้งแต่นี้ต่อไป ใครก็ตามที่กุมอำนาจในการผลิตและจัดจำหน่ายชิ้นส่วนที่ดูเหมือนจะธรรมดานี้ได้
คนคนนั้นก็เปรียบเสมือนผู้ถือครองกุญแจสำคัญที่จะเปิดประตูสู่อนาคตที่แท้จริง
เพราะผู้ชนะในการแข่งขันครั้งประวัติศาสตร์นี้ อาจไม่ใช่ผู้ที่มีสมองที่คิดคำนวณได้รวดเร็วที่สุด…
แต่จะเป็นผู้ที่มี “Memory” ยอดเยี่ยมเพียงพอที่จะจดจำและขับเคลื่อนทุกจินตนาการให้กลายเป็นความจริงต่างหาก
References : [reuters, bloomberg, ft, wsj, nikkei]
◤━━━━━━━━━━━━━━━◥
หากคุณชอบคอนเทนต์นี้อย่าลืม 'กดไลก์'
หากคอนเทนต์นี้โดนใจอย่าลืม 'กดแชร์'
คิดเห็นอย่างไรคอมเม้นต์กันได้เลยครับผม
◣━━━━━━━━━━━━━━━◢
The original article appeared here https://www.tharadhol.com/a-new-chip-war/
ติดตามสาระดี ๆ อัพเดททุกวันผ่าน Line OA ด.ดล Blog
คลิกเลย --> https://lin.ee/aMEkyNA
——————————————–
ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
=========================
โฆษณา