4 เม.ย. เวลา 12:09 • ประวัติศาสตร์

พระสมเด็จ​ปัญจสิริ พิมพ์พระพุทธ​ทรงครุฑ​ วังหน้า หรือพระสมเด็จเบญจรงค์

เมื่อปีพุทธศักราช 2408-2411 ปลายรัชสมัยพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ต้นรัชสมัยพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5
สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี เป็นองค์ประธานในพิธีมหาพุทธาภิเษก ใช้ผงวิเศษตามสูตรตำรับการสร้างพระผงของวัดระฆัง เนื้อมวลสารส่วนใหญ่เป็นลักษณะเนื้อมวลสารคล้ายพระสมเด็จวัดระฆัง ผสมเนื้อกังไส
การสร้างพระพิมพ์ในวาระนี้ใช้เครื่องบดมวลสารแทนการโขลกหรือตำ จึงทำให้มวลสารที่นำมาสร้างมีความละเอียดมากกว่าพระในสกุลสมเด็จทั่วไป การทำพระพิมพ์มีการพัฒนาไปมากจึงทำให้มีการยึดเกาะตัวของมวลสารสูง หนึกนุ่ม มันวาว แข็งแกร่ง มีน้ำหนัก มีแร่มวลสารที่เป็นมงคลและหายาก เช่น ผงทองนพคุณ ผงแร่รัตนชาติ ผงแร่เหล็กไหล แร่มงคลย่อยละเอียดจากศิลาจารึกพระคาถาพญาธรรมิกราช
การสร้างพระในวาระนี้เพื่อทูลเกล้าถวายแด่พระมหากษัตริย์ พระบรมวงศานุวงศ์ และมอบให้แก่ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ และข้าราชบริภารในพระบรมมหาราชวังเป็นสำคัญ ที่เหลือนำไปบรรจุไว้ในสุวรรณเจดีย์ เจดีย์ย่อไม้สิบสอง ฐานชุกชีหลังครุฑวัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือวัดพระแก้ว
เชื่อกันว่าพลังพุทธคุณและอิทธิคุณ ที่ถูกบรรจุในพระสมเด็จปัญจสิริ ช่วยส่งเสริมให้ผู้ที่ครอบครองมีอำนาจ วาสนา บารมี เป็นที่เมตตามหานิยมแก่บุคคลโดยทั่วไป ประกอบธุรกิจเจริญก้าวหน้า ทำการค้ามีกำไรร่ำรวย แคล้วคลาดปราศจากภยันตรายทั้งปวง และทรงคุณความดีอันประเสริฐอีกนานัปการ แก่ผู้ที่ยึดมั่น และกระทำแต่คุณงามความดี
พระสมเด็จปัญจสิริ มีความเป็นเลิศ 4 ประการ คือ
1.พระสูตรคาถาอันเป็นศิริมงคลสูงสุด
2.เนื้อมวลสารที่นำมาสร้างมีความเป็นศิริมงคลอันเป็นเลิศ
3.ผู้จัดสร้างถึงพร้อมด้วย เจตนาที่บริสุทธิ์และคุณงามความดี
4. พิธีมหาพุทธาภิเษกเป็นพิธีหลวงที่สมบูรณ์ครบถ้วนตามแบบโบราณราชประเพณี
พระสมเด็จปัญจสิริ หรือสมเด็จเบญจรงค์ซึ่งอาจารย์ประถม อาจสาคร ได้เป็นผู้ตั้งชื่อไว้
เป็นพระเครื่องที่สร้างขึ้นที่วังหน้า เมื่อปีพุทธศักราช 2411 หลังการเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 เพื่อเป็นการฉลองการขึ้นครองราชย์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5
โดยเจ้าพระยาภาณุพงษ์มหาโกษาธิบดี เป็นผู้ทูลเกล้าขอพระบรมราชานุญาต จึงมีชื่ออีกชื่อหนึ่งว่าสมเด็จเจ้ากรมท่า แต่เป็นการสร้างกันที่วังหน้า และทำพิธีมหาพุทธาภิเษกที่โบสถ์วัดบวรสถานสุทธาวาส วังหน้า จึงพากันเรียกชื่อว่า"พระสมเด็จวังหน้า"
เจ้ากรมวังหน้าในสมัยนั้น คือ สมเด็จกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญสถานมงคล เป็นพระโอรสของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว
พระองค์มีพระชนม์มากกว่าสมเด็จพระจุลจอมเกล้าถึง 15 พระชันษา มีวิชาความรู้มาก และเป็นที่สนิทสนมของขุนนางทั้งปวง ทั้งขุนนางไทยและต่างประเทศ
วังของพระองค์จึงเป็นที่ชุมนุมของเหล่าเจ้านายทั้งวังหน้าและวังหลวง ทั้งขุนนางต่างประเทศที่รับราชการอยู่ในประเทศไทย
จึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดการเขม่นกันขึ้นระหว่างวังหลวงและวังหน้า แต่วังหน้าท่านชอบความสงบ จึงมักหลบออกไปสัญจรอยู่ต่างจังหวัดเสียส่วนมาก โดยเฉพาะวังสีทาที่สระบุรีของเสด็จพระบิดาของท่าน และที่วังปากน้ำสมุทรปราการ
 
อาจารย์ประถม และหลายท่านมีความเชื่อว่า วังหน้าสำเร็จวิชาจากหลวงปู่ใหญ่ ท่านแกล้งตายหรือหลอกตาย แล้วไปฝึกวิชาต่อในดงลี้ลับกับหลวงปู่ใหญ่หรือหลวงปู่ดำ ที่บุคคลทั่วไปรู้จักก็คือพระครูเทพโลกอุดร นั่นเอง
พระสมเด็จปัญจสิริ พิมพ์ทรงครุฑ​ ได้มีการสร้างมาหลายวาระหลายแม่พิมพ์​
ตั้งแต่ยุคต้นราวพุทธศักราช 2350 จนกระทั่งได้ครองสมณศักดิ์เป็นสมเด็จ​พุฒาจารย์​ ในปีพุทธศักราช 2407
พระสมเด็จปัญจสิริ พิมพ์​ทรงครุฑ​ นี้ช่างหลวงได้แกะแม่พิมพ์​ขึ้นใหม่ตามต้นแบบวัดระฆัง​ เพื่อสร้างพระพิมพ์ในวาระฉลองการขึ้นครองราชของรัชกาลที่ 5 พุทธศักราช 2411 อีกครั้ง สร้างด้วยเนื้อปัญจสิริ โรยเศษตะไบพระกริ่ง ผงตะใบทองคำ เศษพระกรุ แร่รัตนชาติ
องค์พระมีความกว้าง 3.5 เซนติเมตร สูง 5.2 เซนติเมตร
นับได้ว่าเป็นพระพิมพ์ที่การสร้างดี พิธีหลวงยิ่งใหญ่สมบูรณ์แบบครบถ้วนเป็นมงคลสูงสุดอีกวาระหนึ่งในสยาม
#พระสมเด็จปัญจสิริ #พิมพ์พระพุทธทรงครุฑ #วังหน้า #โบราณบานเมือง #brm_24
โฆษณา