5 เม.ย. เวลา 01:22 • ความคิดเห็น

จอมกวี

ตวัดกระบี่พลิ้วไหว จิตใจมิเอนเอียง
เสียงขลุ่ยบรรเลง ยุทธภพใช่จีรัง
บุญคุณความแค้นมิยั่งยืน ตื่นจากฝันชั่งว่างเปล่า
ท้องทะเล คำรามตาม เกลียวคลื่น
โบกโยกคลื่น กระทบฝั่ง ดังแผดไหว
พัดขึ้นลง ตามวิถี ในทันใด
สวรรค์ไซร้ หัวเราะเยาะโลก โขกโลกา
ใครแพ้ชนะ เพียงสวรรค์ นั้นที่รู้
เสียงพัดภู ช่างขบขัน มิหวั่นหาย
พิรุณพร่ำ ร่ำสายหมอก ยอกย้อนใจ
ลมผ่านไป ในหลายฝน ยังคงเดิม
สายลมยิ้ม เยาะหยัน แล้วพลันเงียบ
สงบเรียบ ไม่หุนหัน พลันโดดเดี่ยว
อันลาภยศ สุดท้ายเหลือ แค่สิ่งเดียว
เหลือเปลือกเพียว ไว้ห่อเลี้ยง เพียงใจตน
มาหัวเราะ เยาะเย้ยหยัน เช่นวันนี้
ปุถุชน คนว่าดี ที่โง่เขลา
ผู้มัวเมา เคลิบเคลิ้มใน เกียรติยศเงา
สุดท้ายเล่า เหลือสิ่งใด ไม่มีจริง
ชีวิตนี้ แสนสั้น พบกัน ไม่นานก็จาก
รัก โลภ โกรธ เกลียด
เพียง มายา ของ ใจ
เกิด ดับ ตาม การ
คลื่นทะเลซัดสาดดูน่าขัน
หาดประจันสะบัดคลื่นตามวิถี
กระแสซ่านให้จดจำชั่วนาที
พ้นวันนี้กระแสลับไม่กลับมอง
มองท้องฟ้าขอบหล้าน่ายิ้มเย้ย
มนุษย์เอ๋ยต่อสู้คู่ขัดแย้ง
แพ้ชนะเพียงฟ้ารู้สู้สิ้นแรง
ครั้นฟ้าแจ้งอดีตจางอย่างหมอกควัน
ยิ้มเยาะลมพัดฉิวเฉื่อยระเรื่อยลิ่ว
พลอยใจหวิวลิ่วลอยละห้อยโหย
ยศอำนาจสูงส่งล้วนร่วงโรย
แสงตะวันลับยังโปรยจ้ากว่าเรา
หัวเราะเยาะผู้คนชนชาวโลก
สิ้นความโศกไม่เดียวดายไม่เปลี่ยวเหงา
กระหยิ่มยิ้มเย้ยเยาะโลกมัวเมา
ช่างโง่เขลาน่าขันทุกเรื่องราว
ยุทธภพช่างแสนวุ่นวาย ตัวข้าพอใจจักเพียงดื่มกิน
"ข้าขอคาราวะหนึ่งจอก"
โฆษณา