5 เม.ย. เวลา 01:59 • ไลฟ์สไตล์

ชื่อเรื่อง: วันที่สามีลาออก: เดิมพันครั้งใหญ่กับธุรกิจส่วนตัว และ 3 ปีที่ต้องแลกด้วยความอดทน

การตัดสินใจท่ามกลางความว่างเปล่า
นับตั้งแต่ย้ายมาใช้ชีวิตที่ญี่ปุ่น สามีทำงานประจำมาโดยตลอด จนกระทั่งงานล่าสุดที่บริษัทแก๊สหุงต้ม แม้รายได้จะไม่ได้เหลือเฟือ แต่ก็ถือว่ามั่นคง เมื่อรวมกับเงินเดือนของเราแล้ว ครอบครัว 4 คนของเราก็อยู่ได้อย่างไม่เดือดร้อน
แต่แล้ววันหนึ่ง หลังจากคลอดลูกคนที่ 2 ได้ไม่นาน สามีเดินมาบอกว่า "เขาจะลาออกจากงานบริษัท เพื่อมาทำกิจการของตัวเอง" เป็นธุรกิจซ่อมแซมและ "รีฟอร์มโอฟุโระ"
วินาทีนั้นสมองของเราว่างเปล่าไปหมด มีแต่ความกังวลถาโถมเข้ามา เพราะลูกคนเล็กก็เพิ่งลืมตาดูโลก และที่น่าห่วงกว่านั้นคือแผนงานที่เขาอธิบาย... เขาบอกว่าธุรกิจนี้ต้องใช้เวลากว่า 3 ปี กว่าที่ระบบจะเข้าที่และเริ่มมีลูกค้าประจำ โดยไม่มีอะไรการันตีเลยว่าหลังจากนั้นจะไปได้ดีจริงไหม
ทางเลือกที่ต้องใช้หัวใจนำทาง
แม้จะกังวลสุดขีด แต่เพราะเรารู้นิสัยของเขาดีว่า เขาเป็นคนที่ไม่ชอบเป็นลูกจ้างใครได้นาน และที่ผ่านมาเขาก็เปลี่ยนงานบ่อย เราจึงคิดว่ามันคงจะดีกว่าถ้าเขาได้ทำในสิ่งที่รักจริงๆ และสามารถทำต่อเนื่องไปได้นานๆ สุดท้ายเราจึงบอกเขาไปว่า "ถ้าคิดทบทวนดีแล้ว ก็ตามใจ"
การเริ่มต้นธุรกิจไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด เขาต้องไปอบรมต่างจังหวัดถึง 2 อาทิตย์ จากนั้นต้องไปเป็นลูกมือช่วยงานรุ่นพี่จนกว่าจะชำนาญ ควบคู่ไปกับการออกหาลูกค้าเอง แถมยังต้องใช้เงินก้อนใหญ่จนต้องทำเรื่องกู้ยืมเงินมาลงทุน
ในช่วงที่สามีไม่อยู่เพราะต้องไปอบรม เราต้องกลายเป็น "คุณแม่เลี้ยงเดี่ยว" ชั่วคราว ดูแลลูกน้อยทั้ง 2 คนเพียงลำพัง พร้อมกับทำงานประจำแบบเต็มเวลา (Full-time) ไปด้วย เป็นช่วงเวลาที่เหนื่อยทั้งกายและใจอย่างที่สุด
3 ปีแห่งการประคองตัว
เป็นไปตามคาดการณ์... ช่วง 3 ปีแรก รายได้จากทางฝั่งสามีแทบจะไม่ขยับเลย แม้เขาจะไม่ได้มีรายได้เป็นศูนย์เสียทีเดียว เพราะยังพอมีงานจิปาถะหรืองานช่วยรุ่นพี่เข้ามาบ้าง แต่รายได้หลักที่หล่อเลี้ยงครอบครัวคือเงินเดือนของเราและเงินเก็บที่มีเท่านั้น
โชคดีที่ตอนนั้นเรายังอาศัยอยู่ในบ้านเช่าสวัสดิการของบริษัท ซึ่งค่าเช่าถูกมาก และเศรษฐกิจญี่ปุ่นเมื่อ 10 ปีก่อนยังไม่ได้ซบเซาเหมือนทุกวันนี้ ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ราคาถูกกว่าปัจจุบันมากนัก เงินเดือนของเราหลังจากหักค่าเช่าบ้านแล้ว จึงยังพอเหลือให้เราประคองชีวิตคู่และลูกๆ ไปได้ แม้จะไม่ได้ลำบากจนไม่มีจะกิน แต่เราก็ต้องปรับตัวให้รู้จักความไม่ประมาท และตัดค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือยทุกอย่างออกไป
ในใจของเราสั่นคลอนตลอดเวลา กลัวว่าถ้าสถานการณ์ยังเป็นแบบนี้ต่อไปจนเงินเก็บหมดจะทำอย่างไร
แต่ท่ามกลางความกังวล ลูกค้าก็เริ่มทยอยเข้ามามากขึ้นเรื่อยๆ จนย่างเข้าสู่ปีที่ 4 รายได้จึงเริ่มนิ่งและเพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายในครอบครัว ทำให้เราเริ่มเบาใจลงได้บ้าง
และที่สำคัญที่สุด เราเห็นสามีมีความสุขและมีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้นกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด เขาคงภูมิใจในงานของเขา เพราะงานของเขาแต่คือการดูแลระบบห้องอาบน้ำแบบญี่ปุ่นทั้งหมด ซึ่งสำหรับคนญี่ปุ่น "โอฟุโระ" คือหัวใจของบ้าน เป็นพื้นที่แห่งการผ่อนคลายที่สำคัญมาก การรีฟอร์มจึงต้องใช้ความประณีต ไม่ว่าจะเป็นการซ่อมหรือเปลี่ยนผนัง เพดาน และพื้น รวมถึงการกันซึม ไปจนถึงการเปลี่ยนอ่างอาบน้ำใหม่ให้สวยงามและใช้งานได้ดีกว่าเดิม
บทสรุปของการรอคอย
นี่คืองานแรกที่เขาทำติดต่อกันมาได้ยาวนานจนถึงปัจจุบัน รวมเวลาแล้วก็เกือบ 10 ปี มันพิสูจน์ให้เห็นว่าความวิตกกังวลตลอด 3 ปีที่ผ่านมานั้นคุ้มค่าเพียงใด การตัดสินใจเปลี่ยนงานของสามีในวันนั้น ไม่เพียงแต่สร้างอาชีพที่ยั่งยืนให้เขา แต่ยังสร้างฐานที่มั่นคงพอที่จะทำให้เรากล้าตัดสินใจลาออกจากงานเดิมในวันที่ต้องเผชิญกับปัญหาในเวลาต่อมา
โฆษณา