5 เม.ย. เวลา 14:49 • ข่าว

ปริศนาน้ำมันล่องหน 57 ล้านลิตร... ปฏิบัติการปล้นกลางแดดที่รอการเปิดโปง

การหายไปของน้ำมันจำนวน 57 ล้านลิตรกลางทะเล ถือเป็นหนึ่งในคดีที่สร้างความกังขาให้กับสังคมมากที่สุดในเวลานี้ เพราะนี่ไม่ใช่การลักลอบสูบน้ำมันขายแบบรายย่อย แต่เป็นตัวเลขระดับ "อาชญากรรมทางเศรษฐกิจ" ที่สะท้อนให้เห็นถึงความหละหลวม (หรือจงใจปล่อยปละละเลย) ของระบบโลจิสติกส์พลังงานไทย ซึ่งหากนำข้อสังเกตจากภาคประชาชนมากางดู จะพบว่ามีหลายจุดที่ "ส่อพิรุธ" และรอคอยคำตอบจากภาครัฐ
1. ปริมาณมหาศาลขนาดนี้ "ต้องมีคนรับผิดชอบ"
น้ำมัน 57 ล้านลิตร คิดเป็นมูลค่ามหาศาล หากขนส่งด้วยรถบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่ (40,000 ลิตร) ต้องใช้รถมากกว่า 1,400 คัน! การที่สินค้าสเกลใหญ่ระดับนี้หายไปจากระบบ โดยที่เพิ่งจะมาตรวจพบ ย่อมหมายความว่าต้องมีเครือข่ายที่ใหญ่พอจะจัดการกับของกลาง ทั้งกระบวนการถ่ายเท ขนส่ง และกระจายสินค้าเข้าสู่ตลาดมืด การที่ DSI เข้ามารับเป็นคดีพิเศษถือเป็นก้าวแรก แต่สังคมกำลังจับตาว่า ท้ายที่สุดแล้วจะสาวถึง "ไอ้โม่ง" ตัวจริง หรือจะจบลงแค่การจับปลาซิวปลาสร้อย
การ “กล้าทำ” ขนาดนี้ มันต้องมาพร้อมกับความมั่นใจพิเศษ และต้องมี “แบ็ค” ดีมากๆ อย่างแน่นอน ไม่งั้น จะเสกน้ำมัน 1/3 ของการใช้ 1 วันของทั้งประเทศให้หายไปได้อย่างไร
2. เกมวัดใจ "คลังน้ำมันปลายทาง"
ตามรายงานระบุว่าเรือเหล่านี้เดินทางไปยัง คลังน้ำมัน 6 แห่งในจังหวัดสุราษฎร์ธานี (โดยยืนยันแล้วว่าโรงกลั่นต้นทางไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง)
คำถามที่น่าสนใจคือ ในบรรดาคลังน้ำมันปลายทางเหล่านี้ มีเจ้าไหนที่ออกมากางโต๊ะแถลงข่าวความบริสุทธิ์ใจแล้วบ้าง? และเจ้าไหนที่ยังคง "เก็บตัวเงียบ"? ในวงการนี้มีผู้เล่นเพียงไม่กี่ราย การตรวจสอบข้ามสาย (Cross-check) ว่าใครคือผู้ที่ควรจะได้รับน้ำมันล็อตที่หายไป จึงเป็นเรื่องที่แคบลงมาและตรวจสอบได้ไม่ยากเลย
3. แกะรอยบัญชีดำจาก "ยอดสั่งซื้อที่ผิดปกติ"
น้ำมันเถื่อน 57 ล้านลิตร ย่อมต้องมีสถานที่รองรับเพื่อเตรียมขายทำกำไร วิธีการตรวจสอบที่แม่นยำที่สุดคือการกางตัวเลขทางบัญชี ใครสั่งน้ำมันลดลงผิดปกติในช่วงเวลาที่เกิดเหตุ? (เพราะแอบใช้น้ำมันเถื่อนที่ราคาถูกกว่าสวมรอยเข้าไปแทน) หรือคลังไหนมียอดสั่งซื้อไม่สอดคล้องกับปริมาณการขายจริง ข้อมูลภาษีและใบกำกับขนส่งจะเป็นตัวชี้วัดที่โกหกไม่ได้
4. ระบบ AIS: พยานปากเอกที่ฆ่าไม่ตาย
ระบบติดตามเรือ (Automatic Identification System - AIS) คือจุดตายของคดีนี้ ตามกฎหมายการเดินเรือพาณิชย์ เรือต้องเปิด AIS ไว้ตลอดเวลา สิ่งที่เจ้าหน้าที่ต้องกางออกมาให้ประชาชนดูคือ:
* เส้นทางเดินเรือ (Tracking): มีการออกนอกเส้นทางที่ควรจะเป็นหรือไม่?
* ความเร็วผิดปกติ (Speed Anomalies): มีการลดความเร็วหรือลอยลำนิ่งๆ กลางทะเลในจุดที่ไม่ควรจอดหรือไม่?
* การจอดเทียบเคียง (Ship-to-Ship Transfer): ข้อมูล AIS สามารถบอกได้ว่ามีเรือลำอื่น (ที่อาจเป็นเรือดูดน้ำมันเถื่อน) เข้ามาประกบติดในช่วงเวลาที่เรือเดินทางหรือไม่
จะได้รู้ว่า น้ำมันมันหายไปไหน ใครได้ประโยชน์ ไปกัมพูชาจริงไหม
5. ช่องโหว่การตรวจรับ... ทำไม 96 เที่ยวถึงเพิ่งมารู้ตัว?
นี่คือคำถามที่แทงใจดำที่สุด! การส่งน้ำมันมีการชั่งตวงวัดทั้ง "ต้นทาง" ก่อนลงเรือ และ "ปลายทาง" ตอนสูบขึ้นคลัง เป็นไปได้อย่างไรที่การขนส่งถึง 96 เที่ยว มีน้ำมันหายไปเรื่อยๆ จนสะสมถึง 57 ล้านลิตร โดยที่คลังปลายทางไม่โวยวายว่า "ของขาด" และต้นทางไม่เอะใจว่า "ยอดไม่ตรง"? ความผิดปกติมันควรจะถูกตีกลับตั้งแต่การขนส่งเที่ยวแรกๆ ที่ตัวเลข Volume หายไปแล้ว
การปล่อยให้ล่วงเลยมาจนถึงขนาดนี้ บ่งชี้ได้สองทางคือ: ระบบตรวจสอบหละหลวมขั้นวิกฤต หรือ มีการ "ฮั้ว" กันอย่างเป็นระบบตั้งแต่คนปล่อยของ คนส่ง และคนรับของ
และที่เจ็บปวดที่สุด คงเป็นเรื่องที่ว่า ถ้าราชการ อุตสาหกรรมน้ำมัน อุตสาหกรรมเดินเรือ มันโปร่งใสกว่านี้สักนิด เราจะจับเคสนี้ได้สบายๆ มันจึงเป็นตัวอย่างที่ดีที่บอกว่า ความโปร่งใส และข้อมูลเป็นเหมือนแสงไฟ ในการส่องไฟ ให้อาชญากรไม่กล้าทำผิด หรือถ้ากล้าทำ ก็ต้องโดนจับได้
คดีน้ำมันหาย 57 ล้านลิตร จึงไม่ใช่แค่เรื่องของของหาย แต่เป็นบททดสอบประสิทธิภาพและความโปร่งใสของกระบวนการยุติธรรมไทย ข้อมูลพื้นฐานอย่าง GPS เรือ ใบกำกับสินค้า และตัวเลขรับจ่ายน้ำมันของคลังต่างๆ คือหลักฐานเชิงประจักษ์ที่มีอยู่แล้ว รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งนำข้อมูลเหล่านี้มาตีแผ่ เพราะในยุคที่ข้อมูลข่าวสารเชื่อมโยงกันหมด ประชาชนพร้อมจะเป็นนักสืบและไม่ยอมให้เรื่องนี้เงียบหายไปพร้อมกับสายลมและเกลียวคลื่นอย่างแน่นอน
อย่าปล่อยให้ความยุติธรรมระเหยหายไป เหมือนน้ำมัน 57 ล้านลิตรที่หายไปครับ
โฆษณา