5 เม.ย. เวลา 18:41 • ภาพยนตร์ & ซีรีส์

เพราะชีวิตไม่ใช่แค่การ Checkmate: ทำไมหมากล้อมถึงเป็นสัญลักษณ์ที่ลึกซึ้งในโลกภาพยนตร์

สวัสดีครับช่วงนี้ผมพยามย่างก้าวตัวเองให้กลายเป็นนักเขียนโดยเป้าหมายผมเพียงแค่อยากกำกับ ภาพยนต์หรือแอนิเมชั่นสักเรื่องจึงเริ่มฝึกและศึกษาการอ่านการเขียนการดู โดยจุดเริ่มต้นมันมาจาก ผมกำลังแต่งนิยายเรื่องหนึ่งอยู่ ซึ่งเป็นแนวสืบสวนสอบสวนเป็นฉากหลังโดยมีไอเดียที่ผมคิดเป็นแกนหลัก
โดยผมเป็นคนหนึ่งครับ ที่เวลาดูหนัง สื่อหรือเล่นเกม สิ่งหนึ่งที่ดึงดูดผมคือ ตัวร้ายที่มีเสน่ห์ ผมจึงถามข้อมูลจากคนรอบค้าง และให้เขาแนะนำหนังหรือการ์ตูนเรื่องไหนก็ได้ให้ผมดูเพื่อศึกษา ผมได้มาหลายเรื่องเลยครับหลายแนว แต่ตอนนี้ผมมุ่งเน้นทำความเข้าใจโลกของหนัง นิยาย การ์ตูนที่เป็นสืบสวนสอบสวน เป็นหลัก
จึงได้มาเรื่องหนึ่งมาครับ เป็นซีรีย์ใน Netflix ชื่อ Partners For Justics เป็นซีรีย์เกาหลีแนวสืบสวนสอบสวน และมีเรื่องของนิติเวชมาเกี่ยวด้วย ระหว่างที่ผมดูในคดีแรกและค่อยๆฝึกวิเคราะห์อยู่นั้น ผมก็ดันสังเกตุฉากหนึ่ง ที่ตัวละครนั่งเล่นหมากล้อมคนเดียว และตัวละครนั้นดูเหมือนจะมีตำแหน่งที่สูงของสำนักงานกฏหมายเหมือนกัน นี่เลยคือจุดเริ่มต้นจากความสงสัยจนกลายมาเป็นบทความนี้ให้ทุกท่านได้อ่านกัน
ประสบการณ์ในหัว
เอาจริง ผมก็เคยเห็นหมากล้อมในสื่อพวกหนังหรือการ์ตูนมาบ้างแล้วครับ อย่างซีรีย์The Glory
หรืออนิเมะชื่อดังอย่างวันพีช ที่มีการเล่นหมากล้อมและหมากรุก แต่ ณ ตอนนั้นในสายตาผมหมากล้อมเป็นเกมกระดานที่ดูเล่นยากมากครับ
ก็เลยไม่ได้ใส่ใจมาก บวกกับตอนนั้นไม่ได้ตั้งใจจะวิเคราะห์อะไรมาก ดูหนังหรือการ์ตูนเพื่อความบันเทิง จนเมื่อรู้เป้าหมายตัวเองแล้วเริ่มฝึก การวิเคราะห์รายละเอียดเล็กๆน้อยๆจึงสำคัญกับผมมาก หมากล้อมก็หนึ่งในหัวข้อครั้งนี้ที่เกิดจากการฝึกวิเคราะห์ของผม ว่า “ทำไม หมากล้อมถึงคู่กับหนังเรื่องนี้ มันมีความหมายแฝงยังไง”
ความต่างระหว่างหมากรุกกับหมากล้อม
จากประสบการณ์และการหาข้อมูลมา ค่อนข้างต่างกันโดยสิ้นเชิง ระยะเวลาการเล่นเป้าหมาย วิธีเล่น การบริหาร และความสำคัญของตัวหมาก ผมจะยกตัวอย่างหมากรุก หมากฮอต และหมากรุกไทย 3 เกมนี้ คือเกมแห่งการวางกลยุทธ์ การโจมตีและตั้งรับฝั่งตรงข้ามให้หมดกระดานหรือไม่มีทางให้เดินต่อ ส่วนหมากล้อม เป็นเกมชิงพื้นที่ ในขณะเดียวกันก็สามารถปั่นป่วนคู่ต่อสู้โดยการพยามกินหมากหรือปั่นป่วนพื้นที่ เพื่อตัดแต้มตอนจบเกมของคู่ต่อสู้
หมากรุก: สงครามบนกระดานที่ขับเคลื่อนด้วยลำดับชั้น หมากรุกนั้นถ้าให้เปรียบเทียบผมขอเปรียบเทียบเหมือนวิดีโอเกมที่มีคาแรคเตอร์ชัดเจน อย่างเช่น เกม red alert หรือเกมแนววางกลยุทธ์
ที่เป้าหมายการนำทหารตัวละครต่างไปบุกฐานศัตรูหรือตั้งรับเมื่อโดนบุกฐานตัวเอง แต่ละตัวจะมีตำแหน่งและชัดเจนความสามารถแตกต่างกันไป ในส่วนของหมากรุกนั้นหากเราเปิดหมากตามตำรา แน่นอนว่ารูปเกมจะดีกว่าหรือถูกต้องกว่า แล้วเราก็ไปรับรูปเกมตามสถานการณ์ที่แตกต่างกัน การชนะของหมากรุก จะเป็นเช็คเมท (Checkmate)" หรือ "รุกฆาต" หากตัวคิงไม่สามารถเดินได้นั้นคือชัยชนะหรือของใครคนหนึ่งหมดก็ถือว่าชนะ
หมากล้อม: การเอาตัวรอดบนพื้นที่ว่างที่ทุกคนเริ่มต้นจากศูนย์ หมากล้อมนั้นถ้าเปรียบเทียบผมขอเปรียบเหมือนเกมแนว Battle royal คือการที่ผู้เล่นไม่มีอะไรแล้วต้องโดดลงไปตัวเปล่าเหมือนกัน เพื่อหาทรัพยากรณ์ ในการเอาตัวรอดให้ได้ที่หนึ่งของแมตช์นั้น ถามว่าทำไมผมถึงเปรียบเทียบกับเกมนี้
1. ในการเล่นหมากล้อมกระดานหนึ่งในตอนเล่นเกมจะว่างเปล่า เหมือนผู้เล่นในเกมที่ตัวเปล่า
2. หมากล้อมเราคือการชิงพื้นที่ ให้ได้แต้มเยอะหลังจบเกม เกมแนวBattle Royalก็เหมือนกันที่เราต้อง หาพื้นที่ที่ได้เปรียบ ให้เหมาะกับการอยู่รอด
3. ในหมากล้อม หมากหนึ่งหมาก จะมีสิ่งหนึ่งที่เรียกว่า “ลมหายใจ” การที่จะกินหมากของฝั่งตรงข้ามได้นั้น เราต้องตัดลมหายใจ ของหมากตัวนั้น ให้ครบสี่ทิศเพื่อกินหมาก เกมแนวBattle Royal ก็เหมือนกัน การฆ่ากันเราต้องบีบฝั่งตรงข้ามให้เสียเปรียบแล้วปิดจ้อบด้วยการสังหารคู่ต่อสู้
4. การเล่นที่อิสระในแต่ละเกม หมากล้อมนั้น เป็นเกมชิงพื้นที่ ที่ในแมตช์หนึ่งเราจะวางหมากยังไงก็ได้ตาม ตรรกะความคิดของเราหรือตามแผนของเราที่จะทำให้เกมชนะ การกินหมากคือการโจมตี ที่เราจะเลือกที่จะโจมตีก็ได้ หรือเลือกที่จะสร้างพื้นที่ต่อ
เหมือนกับเกมแนวนี้ ในหนึ่งแมตช์เราจะโดดร่ม ลงตรงไหนก็ได้ของแผนที่ เราจะล่าคะแนนการฆ่าโดยการวิ่งตามหาผู้เล่นอื่น หรือเราจะเล่นแบบปลอดภัยหลีกเลี้ยงการปะทะ โดยการฟาร์ม(ฟาร์มของคือ ศัพท์ของเกม หมายถึงการรวบรวมทรัพยากรต่างๆที่จำเป็นตาอการเล่นของเกมนั้นๆ) ของให้พร้อม แล้วหาพื้นที่ที่เหมาะในการอยู่ให้รอด
5. อุปสรรค์ของเกม Battle Royalนั้นคือศัตรู วงสีแดงที่จะค่อยๆบีบ ส่วนหมากล้อมอุปสรรค์คือความคิดเชิงจิตวิทยาของผู้เล่นฝั่งตรงข้าม
เปรียบเทียบเชิงภาพยนตร์สัญลักษณ์
1. ตัวละคร
หมากรุก เหมือนกับตัวละครที่มี Role(Roleคือบทบาทของตัวละครเกมนั้นๆ) ชัดเจน อย่างเช่น หนังแนวทหาร คือพวก เบี้ย ม้า บิชอบ ป้อม และควีน สิ่งนี้เหมือน ยศตำแหน่งและความเก่งกาจของตัวละคร แต่ ไม่เสมอไป ในหมากรุก ตัวเบี้ย ก็สามารถใต่ระดับเป็นหมากที่เก่งได้ ส่วนคิง เหมือนเป้าหมายของแต่ละฝั่ง เช่นตัวร้ายต้องการจะฆ่าตัวดี ตัวดีต้องการจะโค้นตัวร้าย
หมากล้อม ในขณะที่หมากล้อม ตัวละครมักเริ่มต้นจากความธรรมดาที่เท่าเทียมกัน แต่คุณค่าของตัวละครจะเกิดจาก 'พลวัต' (Dynamic)ของการวางหมากแต่ละเม็ด ที่สถานการณ์รอบข้างจะคอยกำหนดว่าหมากเม็ดนั้นจะเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญ หรือเป็นแค่หมากที่ถูกทิ้งเพื่อรักษาพื้นที่ส่วนใหญ่เอาไว้
2. ชัยชนะที่แรกมาด้วย ”ความตาย" vs "ความว่างเปล่า“
หมากรุก ความตายของตัวร้าย การฆ่ามหาวายร้าย ตอนจบที่สะใจ หรือตอนจบที่หนังควรจะเป็น ธรรมะชนะอธรรมแต่ไม่เสมอไป เพราะเราจะได้เห็นหนังบางเรื่องที่จบด้วยการแพ้ทั้งสองฝ่ายหรือเสมอกัน เพราะในหมากรุกนั้น ไม่ได้มีแค่แพ้หรือชนะเท่านั้น ยังมีสิ่งที่เรียกว่า “เสมอกัน” หรือต่างฝ่ายต่างมีปัจจัยที่เท่ากันไม่ว่าจะเดินไปทางไหนก็จะจบลงด้วยการเสมอกัน
หมากล้อม ความว่างเปล่า การวางหมากพลาด ของตัวละครหนึ่ง จะส่งผลลัพธ์ของตัวละครนั้นต่างออกไป หมากรุกคือการทำลายตัวร้ายหรือปัญหา(คิง) ส่วนหมากล้อมคือการพรากพื้นที่ชีวิตตอนจบที่มีรสชาติของการอ้าปากค้างของหนังบางเรื่อง การที่เราได้เห็นตัวละครหนึ่งพ่ายแพ้แบบคุกเข่าไม่มีที่ยืน นั้นคือการตายทั้งเป็นไปแล้ว
3. จังหวะของหนัง "สงครามประจันหน้า" vs "สงครามประสาท"
หมากรุก นั้นการแอ็คชั่นให้เห็นถึงสถานการณ์การจู่โจมตั้งรับ และจบด้วยชัยชนะ การห้ำหั่น การนองเลือดในบางครั้ง โดยการเดินหมากของสองฝั่ง แต่การนองเลือดก็จะมีสองทางคือการแลกเลือดตัวเองเพื่อที่จะชนะ หรือเอาเลือดศัตรูเพื่อที่จะชนะ เหมือนกับหนังบางเลือดที่เราจะได้เห็นการเสียสละจากฝั่งตัวเอง หรือตัวเองไปตัดกำลังสำคัญของตัวร้าย
หมากล้อม การสื่อในภาษาหรือการกระทำที่ลึกชวนให้คิดตาม การลอบโจมตี รู้ตัวอีกทีเราเห็นตัวละครหนึ่งเสียท่าแทบแย่ หรือแพ้แบบเวทนาไปแล้ว ไม่จำเป็นต้องนองเลือด แต่ฆ่ากันด้วยจิตวิทยาและการกระทำที่ตรงและเห็นผลลัพธ์ที่คาดไม่ถึงของการวางหมากตัวละคร
สรุปก็คือทำไมต้องหมากล้อม
หากคุณชอบหนังที่ดูเข้าใจง่าย การดูหนังที่ใช้สไตล์การเดินแบบหมากรุกถือว่าตอบโจทย์เพราะหมากรุกแสดงถึง ความชัดเจนในเรื่อง โดยเฉพาะตัวละคร และตอนจบ นั้นก็คือชัยชนะหรือการแก้ปัญหาสำเร็จ
หนังบางเรื่องอาจจะไม่ได้เห็นชัยชนะ แต่เราได้เห็นความชัดเจนของตัวละครหนึ่งและเรารู้ตัวละครนั้น คือ Role อะไร อย่างเช่นหนังแนวโลกล้มสลาย หรือการแพร่ระบาดของเชื้อผีดิบ ปัญหามันไม่ได้จบหมดหรือชัยชนะแบบกระจ่าง แต่ก็จะมีการวางคิงตัวร้ายในรูปแบบอื่นมาแทน "ต่อให้ปัญหาจะไม่จบสิ้น แต่อย่างน้อยหมากรุกก็ทำให้เราเห็นเป้าหมายที่ชัดเจน"และการเดินหมากทั้งรุกและรับ
หากคุณชอบหนังที่ชวนคิดตามและมีเสน่ห์“ความรื่นรมย์ของการเห็นแผนการค่อย ๆ ก่อตัว" การดูหนังโดยการวางหมากล้อม ถือว่าตอบโจทย์หนังพวกนี้มักจะเป็นหนังยาว หรือซีรีย์ยาวหลายตอน หากคุณชอบความเข้มข้น มีให้ลุ้นให้คิดตามหรือคาดไม่ถึงการหาหนังที่เล่าเรื่องแบบนี้ถือว่าตอบโจทย์คุณครับ
"สุดท้ายแล้ว ไม่ว่าภาพยนตร์จะเลือกเดินหมากแบบไหน สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการที่คนดูได้เข้าไปอยู่ในกระดานนั้น และสนุกไปกับ 'พลวัต' ของการตัดสินใจที่ตัวละครมอบให้เรา"
ขอให้มีความสุขกับการเสพสื่อภาพยนตร์มากขึ้นครับ
โฆษณา