6 เม.ย. เวลา 06:40 • ปรัชญา
จิตที่มาอาศัยอยู่ในกายนี้ ไม่มีความเป็นอิสระอะไรเลย เป็นทาสอารมณ์กรรม ที่ปรุงแต่ง มีความโลภโกรธหลง เสมือนเงาดำ อวิชชาห้อมล้อมจิต .ก็ต้องอาศัยอยู่ในกายนี้ ไปจนกายนี้ ผุพัง .ลมเข้าออกไม่ได้ หมดสภาพ ทางชีวภาพ .จิตก็อาศัยต่อไปไม่ได้ เพราะมันเป็นของเน่าเหม็น ลมก็ไม่มีมามาช่วยพัด กลิ่นเหม็นออกไป . เหมือนเวลาพายลม มีแต่ของเหม็นออกมา ยิ่งลมไม่เข้าออก ก็เน่าเหม็น
มีเรื่องราว ที่เค้า ว่าฯทำกาย ทำจิต . มีพระท่าน สอนให้ ทำกายนิ่ง จิตเฉย นำกายไปนั่ง ในท่านกลางดินฟ้าอากาส ฝนตกแดดออก ก็ไปนังกายนิ่ง จิตเฉย นั่งพับเพียบ มือซ้ายวางที่หน้าตัก มือขวา วางที่หน้าตัก ภาวนา พุทโธไป รวบรวมกาย เวทนา จิตให้เป็นหนึ่ง
..เมื่อกายนิ่ง จิตนิ่ง ก็มีแสงมาช่วย ส่องลงมาที่จิต ..ทำไปเรื่อย . นั่งๆไป เหมือนไม่กาย .ตรงนี้ จิตก็มีความสุข สุขที่ไม่มีกาย .เหลือแต่จิตดวงเดียว ..ที่เค้าเรียกว่า เอกกัคคตาจิต . จิตเป็นหนึ่งพ้นทุกข์ชั่วขณะหนึ่งก็ยังดี .พอขยับเขยื้อนกาย ไปยึดทุกข์ .จิตก็ทุกข์อีกแล้ว จิตไม่เป็นหนึ่งเกิดขึ้น
ครวานี่เราก็ไปสำรวจตรวจสอบ ระหว่างที่จิตมีสมาธิเป็นหนึ่ง กับจ้ตที่ไม่เป็นหนึ่ง มีกาย .
อย่างไหนสุข อย่างไหนทุกข์ .อย่างไหนเป็นอิสระ คราวนี้ ผู้ที่ท่านทำได้ จิตมีกำลัง ยกขันธ์ห้าออกไปจากจิตได้ กายก็เกิดเป็นกายบุญหนุนนำจิต จิตก็มีกำลัง กายไม่มีกรรม เป็นอุปสรรค .นั่งสมาธิ .กายก็ช่วยจิต . นั่งได้ ไม่กระดูกกระดิก
เมื่อจิตมีขันติเป็นบารมี ก็สามารถ ผ่านทะลุ .เข้าไปสู่ ที่เค้าว่า นิโรธสมาบัติ .จิตออกจากกาย ไปเรียนรู้ สถานที่ ต่างๆได้ เกิดสิ่งที่เรียกว่า มะโนทะศึกษา ไปดูนรก สวรรค์ นั้นเป็นอย่างไร ไปดูวิมาน สวรรค์ ของเทพองค์นั้นองค์นี้ เป็นอย่างไร พอไปพบ สวรรค์ชั้นฟ้ามีความสุข ก็ไม่อยากกลับมาอาศัยกายมนุษย์อีก
เพราะอยู่สวรรค์มีความสุข มีแต่ความสุข .แต่พอหมดบุญ ก็ต้องลงมาเกิด อาศัยกายมนุษย์ สร้างบุญกุศลต่ออีก พลาดไป ก็ลงนรก นั้นก็คือ เรื่องราวทุกข์สุข ที่กรรมช่วยหนุนนำจิต หรือบุญหนุนนำ เมื่อยุติการเกิดไม่ได้ .พ้นการเวียนว่ายตายเกิดไม่ได้ จิตก็ไม่มีความสุขที่แท้จริง .ได้เลย
โฆษณา