วันนี้ เวลา 06:55 • ปรัชญา

พระอริยะจะเว้นขาดจากการรับเงินทอง

คนไทยในรอบร้อยกว่าปีมานี้ ได้ถูกชักนำ และชักจูงไปใน "มิจฉาทิฏฐิ"
คือมีความเชื่อผิดๆจากคำสอนมากมาย
เนื่องจากในยุคนั้น การศึกษา ยังไม่เจริญมากมาย ไฟฟ้าก็ยังไม่มีใช้ ศาสนาพุทธ
เป็นศาสนาแห่งปัญญา ถ้าเราเชื่อตาม
คนที่ไม่มีปัญญา เราก็ได้ "มิจฉาทิฏฐิ"
กันอยู่อย่างในทุกวันนี้
จะยกตัวอย่างสักสองสามข้อให้ฟัง
เพื่อให้เกิดปัญญา
  1. ที่กำลังจะได้ฟังต่อไปนี้ขอให้อย่าเพิ่งปลงใจเชื่อ แต่ไป check กับคำสอนอีกครั้งหนึ่ง
  2. การที่เราเชื่อพวกพระที่แสดงธรรม
โดยเข้าใจคิดว่า พระคือผู้รู้ นี่แหละผิดมหันต์ พระโง่ๆมีมากมาย พระอริยะจริงๆ
มีได้น้อย หนึ่งในแสนหรือหนึ่งในล้าน ก็ยังยาก เพราะคำสอนคือ "อย่าเพิ่งปลงใจเชื่อ
เพราะเห็นว่าสมณะนี้เป็นครูเรา"
3. พระที่รับเงินทองทั้งหมด ไม่ว่าจะรับมากรับน้อย ต่างเป็นภิกษุผู้เลวทรามทั้งหมด ไม่มีข้อยกเว้น เป็นผู้ต้องอาบัติ
เป็นผู้ทำลายพระธรรมวินัย เป็นพระ
ปรารถนาลามก เป็นผู้ทุศีลทั้งสิ้น ยิ่งพระที่รับเงินทองมาก นี่แหละมหาโจร
  4. พระที่ควรเคารพไม่ใช่พระบวชนาน
อย่างที่เข้าใจกัน แต่พระที่บรรลุธรรมภายในเจ็ดปีนี้แหละควรเคารพ
พระที่บวชเกินเจ็ดปีแล้วไม่บรรลุธรรมอะไร คือพวกพระปัญญาไม่พอและพวกปฏิบัติผิดปฏิบัติไม่ตรง ถ้าปฏิบัติได้ถูก
ก็จะบรรลุธรรมภายในเจ็ดปี
5. ข้อสำคัญพระต้องมี "ศีล" ถ้าไม่มีศีล
ก็เหมือนชาวบ้านธรรมดาตาสีตาสาทั่วไป
พระเหล่านี้ถือว่ามีการบรรพชาที่เป็นหมัน
เป็นการบวชที่เปล่าประโยชน์ สำหรับตนเอง และยิ่งไปสอนผู้อื่นก็เท่ากับไปทำร้ายผู้อื่น ศีลที่ว่านี้คือ ศีล 43 ข้อใน
จุลศีล มัชฌิมศีล และมหาศีล พระแก่ๆ
เหล่านี้ที่ทำลายพระธรรมวินัยก็มีอยู่มากมายในปัจจุบัน
และทั้งหมดที่กล่าวมานี้ อย่าเพิ่งปลงใจเชื่อ แต่ให้ check กับคำสอนอีกครั้ง แล้วใช้ปัญญาตนเอง ณ.ขณะนั้นชั่งใจดู
   และเรื่องสุดท้ายคือถ้าได้อ่านมาจบแล้ว
ให้ระลึกว่า นี่แหละที่เกิดขึ้นและดับไปต่อ
หน้าเรา นี่แหละ"ทุกข์"อย่างหนึ่ง การฟังธรรมก็เป็นทุกข์ อย่างหนึ่ง แต่เป็นทุกข์ที่
จะพาเราไปดับทุกข์ตัวอื่นๆ และควรจำไว้ว่า
"พระอริยะจะเว้นขาดจากการรับเงินทอง"
โฆษณา