6 เม.ย. เวลา 11:00 • ธุรกิจ

ารกลับมาเกิดใหม่ของ Nokia! จากเกือบล้มละลาย สู่ขุมพลัง AI ของ Nvidia

18 กรกฎาคม 2012 เป็นวันที่มืดมิดที่สุดของอาณาจักรที่เคยยิ่งใหญ่ทะลุฟ้า…
ราคาหุ้นของ Nokia ร่วงลงไปแตะระดับเพียง 1.33 ยูโร บริษัทที่เคยผลิตโทรศัพท์มือถือป้อนประชากรถึงครึ่งโลก กำลังเผชิญหน้ากับหุบเหวแห่งความตาย
ในยุคทอง พวกเขาเคยสร้างรายได้มหาศาลจนมีสัดส่วนคิดเป็น 4% ของ GDP ประเทศฟินแลนด์ทั้งประเทศ แต่ตอนนั้นมูลค่าของบริษัทกลับหายไปถึง 98%
การล้มละลายดูเหมือนจะเป็นชะตากรรมที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ สื่อทุกสำนักต่างพาดหัวข่าวเตรียมไว้อาลัยให้กับอดีตราชันย์แห่งวงการมือถือ
แต่เรื่องราวนี้กลับมีการหักมุมที่ไม่มีใครคาดคิด…
Nokia ปฏิเสธที่จะยอมแพ้ต่อโชคชะตา พวกเขาตัดสินใจทำในสิ่งที่เจ็บปวดที่สุด นั่นคือการขายธุรกิจโทรศัพท์มือถือที่เปรียบเสมือนลมหายใจของตัวเองทิ้งไปให้กับ Microsoft
จากนั้นก็นำเงินที่ได้ไปกว้านซื้อกิจการโทรคมนาคมยักษ์ใหญ่ และเร้นกายใช้เวลาตลอดทศวรรษเพื่อซุ่มสร้างตัวเองขึ้นมาใหม่ ให้กลายเป็นอาวุธลับที่โลกเทคโนโลยีขาดไม่ได้
จนกระทั่งในช่วงปลายเดือนตุลาคมปี 2025 โลกก็ต้องตกตะลึงอีกครั้ง…
ที่งานสัมมนาเทคโนโลยี GTC ในกรุง Washington ชายที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก AI อย่าง Jensen Huang แห่ง Nvidia ได้ประกาศบนเวทีว่าจะลงทุนด้วยเม็ดเงินมหาศาลถึง 1 พันล้านดอลลาร์ในบริษัท Nokia
ผู้นำของ Nvidia กล่าวอย่างมั่นใจว่า พวกเขามีความร่วมมือครั้งยิ่งใหญ่กับ Nokia ในขณะที่ผู้นำของ Nokia ก็ได้ประกาศกร้าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้จะเปรียบเสมือนการนำศูนย์ข้อมูล AI หรือ AI Data Center ย่อส่วนมาใส่ไว้ในกระเป๋าของทุกคน
บริษัทที่เกือบจะสูญสิ้นทุกอย่าง พลิกเกมกลับมาเป็นหมากกระดานสำคัญมูลค่าพันล้านดอลลาร์ของ Nvidia ได้อย่างไร เรื่องนี้ต้องย้อนกลับไปยาวนานกว่าที่หลายคนคิด
ในปี 1865 วิศวกรชาวฟินแลนด์ชื่อ Frederick Edustam ได้ก่อตั้งโรงงานผลิตกระดาษเล็กๆ ขึ้นทางตอนใต้ของฟินแลนด์ ซึ่งในเวลานั้นยังคงเป็นเพียงดินแดนส่วนหนึ่งของจักรวรรดิรัสเซีย
6 ปีต่อมา เขาและเพื่อนชื่อ Leo Mitchelin ได้ร่วมกันก่อตั้งบริษัทและตั้งชื่อตามเมืองริมฝั่งแม่น้ำที่โรงงานแห่งที่สองตั้งอยู่ นามนั้นคือ Nokia AB
เมื่อเวลาผ่านไปนับศตวรรษ บริษัทได้ปรับตัวและควบรวมกิจการกับอีกสองบริษัทใหญ่ในประเทศ ได้แก่ Finnish Rubber Works ผู้ผลิตยางรถยนต์และรองเท้าบูท และ Finnish Cable Works ผู้ผลิตสายโทรศัพท์
ทั้งหมดหลอมรวมกันจนเกิดเป็นมหาอำนาจทางอุตสาหกรรมในชื่อ Nokia Corporation…
พวกเขาเริ่มก้าวเท้าเข้าสู่วงการโทรศัพท์มือถือในปี 1979 ผ่านบริษัทร่วมทุนที่ชื่อ Mobira ในยุคที่โทรศัพท์มือถือยังเป็นเพียงของเล่นราคาแพงลิ่วสำหรับมหาเศรษฐี
3 ปีต่อมา โทรศัพท์รุ่นแรกก็ถือกำเนิดขึ้นในชื่อ Mobira Senator แต่มันไม่ใช่โทรศัพท์พกพาอย่างที่เรารู้จัก เพราะมันมีน้ำหนักเกือบ 10 กิโลกรัมและต้องติดตั้งไว้ในรถยนต์เท่านั้น
ในตอนนั้น ธุรกิจมือถือยังเป็นเพียงเศษเสี้ยวรายได้ของบริษัท เพราะกำไรหลักยังคงมาจากการขายสายเคเบิล ยางพารา และเครื่องใช้ไฟฟ้าทั่วไป
จนกระทั่งจุดเปลี่ยนครั้งประวัติศาสตร์มาถึงในปี 1992…
Jorma Ollila ผู้บริหารวัย 41 ปี ได้ก้าวขึ้นมากุมบังเหียนในฐานะ CEO ก่อนหน้านี้เขาดูแลแผนกโทรศัพท์มือถือที่กำลังขาดทุนอย่างหนัก จนบอร์ดบริหารหลายคนลงความเห็นว่าควรจะตัดหางปล่อยวัด
แต่เขามองเห็นในสิ่งที่คนอื่นตาบอด นั่นคือคลื่นพายุลูกใหญ่ของเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบดิจิทัล หรือ Digital Cellular Networks ที่กำลังจะพัดมาระดับโลก
เขาตัดสินใจทุบหม้อข้าวตัวเอง สั่งขายโรงงานกระดาษ โรงงานยางพารา และธุรกิจเคเบิลทิ้งจนหมดเกลี้ยง เพื่อนำทุกบาททุกสตางค์มาเดิมพันกับโทรศัพท์มือถือเพียงอย่างเดียว
1
และมันคือการเดิมพันที่เปลี่ยนโลกไปตลอดกาล…
ภายในปี 1994 บริษัทได้ผงาดขึ้นไปจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ New York Stock Exchange สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นคือตำนานหน้าใหม่ของวงการธุรกิจ
เพียง 6 ปีให้หลัง พวกเขาไม่ได้แค่ขายโทรศัพท์ แต่กำลังแบกเศรษฐกิจของประเทศฟินแลนด์เอาไว้บนบ่า ด้วยสัดส่วนรายได้ 4% ของ GDP และครองสัดส่วนถึง 70% ของตลาดหลักทรัพย์ Helsinki
มูลค่าตามราคาตลาด หรือ Market Cap ของพวกเขาพุ่งทะยานทะลุชั้นบรรยากาศไปแตะระดับ 303 พันล้านดอลลาร์
ในปี 2000 โทรศัพท์รุ่นตำนานอย่าง 3310 ได้ออกวางจำหน่าย มันทำยอดขายถล่มทลายถึง 126 ล้านเครื่องทั่วโลก และทำให้คนทั้งเจเนอเรชันคลั่งไคล้เกม Snake
โทรศัพท์รุ่นนี้สร้างภาพจำที่แข็งแกร่งจนได้รับฉายาว่า “ไม่มีวันพัง” จนถึงปี 2007 พวกเขาครอบครองส่วนแบ่งตลาดมือถือทั่วโลกเกือบ 40% ทิ้งห่างคู่แข่งชนิดที่ไม่เห็นฝุ่น
แต่บนยอดเขาที่สูงที่สุด อากาศมักจะเบาบางจนทำให้คนเราตัดสินใจผิดพลาด…
ในเดือนมกราคมปี 2007 Steve Jobs ได้ก้าวขึ้นเวทีและเปิดตัวอุปกรณ์ที่จะมาพลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์ พร้อมกับประโยคสั้นๆ ว่า “เราเรียกมันว่า iPhone”
ทีมงานของ Nokia รีบนำอุปกรณ์หน้าตาประหลาดนี้มาชำแหละวิเคราะห์ทันที พนักงานระดับหัวกะทิ 9 คนเตือนว่า นี่คือภัยคุกคามขั้นสูงสุด และหน้าจอสัมผัสนี้จะสร้างมาตรฐานใหม่ให้โลกใบนี้
ทว่าทีมผู้บริหารระดับสูงกลับหัวเราะเยาะ พวกเขามองเห็นแต่จุดอ่อน ต้นทุนที่แพงลิ่ว หน้าจอที่แตกง่ายเมื่อทำตก และความผิดพลาดร้ายแรงที่สุดในสายตาพวกเขา คือมันไม่มีปุ่มกด
ในมุมมองของผู้บริหารยุคนั้น iPhone เป็นแค่ของเล่นบอบบางราคาแพงที่ขาดฟีเจอร์พื้นฐาน
และตัวเลขในปี 2007 ก็ดูเหมือนจะเข้าข้างพวกเขา เพราะ Nokia ยังคงครองตลาดเกินครึ่ง ในขณะที่ Apple มีส่วนแบ่งไม่ถึง 3%
ปีถัดมา พวกเขายังทำลายสถิติด้วยยอดขาย 468 ล้านเครื่อง ซึ่งเป็นปีที่หอมหวานที่สุด…
แต่พายุของจริงกำลังก่อตัวขึ้นอย่างเงียบๆ HTC และ Google ได้จับมือกันปล่อยสมาร์ทโฟนระบบปฏิบัติการ Android รุ่นแรกออกมา
สมรภูมิไม่ได้มีแค่สองขั้วอีกต่อไป ระบบนิเวศของฝั่งคู่แข่งเริ่มสูบเอานักพัฒนาและผู้ใช้งานออกไปจากอ้อมอกของ Nokia อย่างรวดเร็ว
ปี 2009 พวกเขาพยายามโต้กลับด้วยรุ่น N97 ที่อัดแน่นด้วยกล้อง 5 ล้านพิกเซล แป้นพิมพ์สไลด์ ระบบ GPS และหน้าจอสัมผัส พร้อมสถาปนาให้มันเป็น นักฆ่า iPhone
แม้จะขายได้หลักล้านเครื่องในช่วงแรก แต่ประสบการณ์ใช้งานจริงกลับเป็นฝันร้าย หน้าจอสัมผัสสุดอืด ระบบปฏิบัติการ Symbian ที่ค้างกระจุยกระจาย และร้านค้าแอปพลิเคชันที่แทบจะว่างเปล่าเมื่อเทียบกับคู่แข่ง
ไม่กี่เดือนต่อมา ผู้บริหารระดับสูงต้องออกมาก้มหัวขอโทษ และยอมรับความพ่ายแพ้ว่าโทรศัพท์รุ่นนี้คือความน่าผิดหวังอย่างใหญ่หลวง
1
กันยายนปี 2010 บอร์ดบริหารตัดสินใจดึงตัว Steven Elop อดีตผู้บริหารจาก Microsoft เข้ามาเป็น CEO ชาวต่างชาติคนแรกในประวัติศาสตร์ เพื่อกู้วิกฤตครั้งใหญ่นี้
เขาใช้เวลาวิเคราะห์ปัญหา ก่อนจะส่งบันทึกภายในสุดสะเทือนใจไปให้พนักงานทุกคน บันทึกที่ต่อมาถูกขนานนามว่า “แท่นขุดเจาะที่กำลังไฟไหม้”…
เขาเปรียบเทียบว่าบริษัทกำลังยืนอยู่บนแท่นขุดเจาะกลางทะเลที่เพลิงกำลังลุกไหม้ โดยมีระบบ Symbian เป็นกองเพลิง และทางรอดเดียวคือการกระโดดหนีลงทะเล
การกระโดดของเขา คือการทิ้งระบบปฏิบัติการเดิมและหันไปซบ Windows Phone ของ Microsoft ด้วยความหวังว่าจะเป็นเจ้าของแพลตฟอร์มที่สามารถสร้างความแตกต่างจากกองทัพ Android ได้
แต่บันทึกลับนี้กลับหลุดรอดไปถึงมือสื่อมวลชน มันคือการประกาศให้โลกรับรู้ว่าซอฟต์แวร์ของตัวเองตายไปแล้ว
ใครที่ซื้อโทรศัพท์รุ่นเก่าก็เท่ากับซื้อเศษเหล็ก ยอดขายจึงพังพินาศลงในพริบตา
แม้โทรศัพท์ซีรีส์ Lumia จะออกมาวางจำหน่าย แต่นักพัฒนาก็หนีไปหา iOS และ Android กันหมดแล้ว
ยอดขาย 36 ล้านเครื่องตลอดสองปี ดูน้อยนิดไปเลยเมื่อเทียบกับ iPhone ที่ขายได้ 150 ล้านเครื่องในปีเดียว
จากส่วนแบ่งตลาด 33% ร่วงหล่นลงมาเหลือไม่ถึง 3% หุ้นที่เคยสูงส่งกลับเหลือมูลค่าเพียงเศษสตางค์ บริษัทที่ยิ่งใหญ่ที่สุดกำลังจะสิ้นใจลงตรงนี้
แต่ในมุมมืด ประธานบริษัท Risto Siilasmaa กำลังวางแผนผ่าตัดใหญ่ที่โหดร้ายที่สุด…
ตัวเลขขาดทุนมหาศาลระดับ 2.3 พันล้านยูโร บีบให้เขาต้องยอมรับความจริงอันโหดร้าย
เขาเปรียบเทียบสถานการณ์นี้ว่าเหมือนการถอดเครื่องยนต์และปีกเครื่องบินออกกลางอากาศ แล้วประกอบใหม่ให้เป็นรูปร่างอื่น
มกราคม 2013 Steve Balmer แห่ง Microsoft โทรมาเจรจาขอซื้อกิจการมือถือ แม้ในใจจะอยากปฏิเสธ แต่บาดแผลที่เลือดไหลไม่หยุดทำให้เขาต้องยอมเฉือนเนื้อเพื่อรักษาชีวิต
กันยายนปีนั้น โลกได้จารึกดีลมูลค่า 7.2 พันล้านดอลลาร์ Nokia ยอมปล่อยมือจากธุรกิจที่สร้างชื่อเสียงให้พวกเขามากที่สุด
แต่สิ่งที่คนทั่วโลกมองไม่เห็น คือพวกเขาไม่ได้แค่ขายทิ้ง แต่กำลังสับเปลี่ยนรางรถไฟครั้งประวัติศาสตร์…
ภายใต้ร่มเงาของธุรกิจมือถือ Nokia มีแผนกโครงสร้างพื้นฐานเครือข่ายที่ซุ่มทำร่วมกับ Siemens มาตั้งแต่ปี 2007
ก่อนหน้าการขายกิจการให้ Microsoft พวกเขาแอบซื้อหุ้นคืนจาก Siemens จนเป็นเจ้าของธุรกิจนี้แบบเบ็ดเสร็จ
ตรรกะเบื้องหลังนั้นคมกริบ หากสู้ในสงครามผลิตโทรศัพท์ไม่ได้ ก็จงเปลี่ยนมาเป็นผู้สร้างถนนและเครือข่ายที่โทรศัพท์ทุกเครื่องบนโลกต้องจ่ายค่าผ่านทาง
เวลาพิสูจน์แล้วว่าการตัดสินใจนี้คือความอัจฉริยะ Microsoft ต้องยอมกลืนเลือดทิ้งมูลค่าดีลทั้งหมดและปลดพนักงานทิ้ง
ในขณะที่ Nokia เดินลอยนวลออกมาพร้อมเงินสดก้อนโต สิทธิบัตรล้ำค่า และธุรกิจเครือข่ายที่ผูกขาด
พฤษภาคม 2014 Rajeev Suri ลูกหม้อที่ปั้นแผนกเครือข่ายจนมีกำไร ได้ขึ้นมาเป็น CEO คนใหม่ พร้อมเงินทุนมหาศาลในหน้าตัก
พวกเขาต้องเผชิญหน้ากับยักษ์ใหญ่อย่าง Ericsson และ Huawei ที่มีอาวุธครบมือกว่า เพื่ออุดช่องโหว่ พวกเขาจึงทุ่มเงิน 15.6 พันล้านดอลลาร์ เข้าซื้อกิจการ Alcatel Lucent
ดีลนี้ทำให้พวกเขาได้ครอบครอง Bell Labs สุดยอดห้องปฏิบัติการวิจัยระดับโลกที่เป็นต้นกำเนิดของสิทธิบัตรมากกว่า 20,000 ฉบับ นี่คือการเติมขุมพลังเพื่อเตรียมเปิดศึกในสมรภูมิยุค 5G…
และแล้วผลงานก็ประจักษ์ ชิปเซ็ต Reef Shark ถูกปล่อยออกมาด้วยประสิทธิภาพที่เร็วกว่าเดิมสามเท่าและประหยัดพลังงานลงมหาศาล
จังหวะเวลาช่างเป็นใจ เมื่อความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ทำให้รัฐบาลสหรัฐอเมริกาสั่งแบน Huawei ออกจากสารบบเครือข่ายตะวันตก พันธมิตรในยุโรปต่างทยอยทำตาม
ผู้ให้บริการเครือข่ายต่างพากันวิ่งเข้าหา Nokia พวกเขากวาดดีล 5G ทั่วโลกไปกว่า 100 ข้อตกลง ก้าวขึ้นมาเป็นขั้วอำนาจทางเลือกจากโลกตะวันตกได้อย่างเต็มภาคภูมิ
แต่สงครามเทคโนโลยีไม่เคยมีเวลาให้พักหายใจ…
ในช่วงห้าปีต่อมา โชคชะตาพลิกผันอีกครั้ง เมื่อลูกค้ารายใหญ่อย่าง Verizon และ AT&T ตัดสินใจหันไปจับมือกับ Samsung และ Ericsson เม็ดเงินมหาศาลปลิวหายไปในอากาศ
กำไรแผนกเครือข่ายร่วงดิ่งลงถึง 89% พวกเขากำลังเข้าตาจนอีกครั้ง แต้มบุญดูเหมือนจะหมดลง แต่แล้วแสงสว่างก็สาดส่องมาจากฝั่งของวงการชิปประมวลผล
Jensen Huang แห่ง Nvidia มองทะลุไปถึงอนาคตของยุค 6G เขาประเมินแล้วว่า อเมริกายังขาดแพลตฟอร์มเครือข่ายที่แข็งแกร่ง และ AI จะไม่ถูกขังอยู่ในศูนย์ข้อมูลอีกต่อไป แต่มันจะต้องไปอยู่ตามขอบของเครือข่าย
โดรน รถยนต์ไร้คนขับ และแว่นตาอัจฉริยะ ล้วนต้องการการประมวลผลแบบเสี้ยววินาทีโดยไม่ต้องส่งข้อมูลกลับไปที่คลาวด์ ศูนย์กลางการตัดสินใจของเทคโนโลยีจะต้องเกิดขึ้นที่เสาสัญญาณโดยตรง
Nvidia พยายามโน้มน้าวผู้เล่นหลายราย แต่สถาปัตยกรรมของคู่แข่งอย่าง Ericsson นั้นถูกผูกติดกับเทคโนโลยีเก่าจนยากจะรื้อโครงสร้าง
มีเพียง Nokia เท่านั้นที่มีสถาปัตยกรรมยืดหยุ่นพอที่จะฝังชิป AI ของ Nvidia ลงไปได้โดยตรง…
มันจึงนำมาสู่การประกาศลงทุนมูลค่า 1 พันล้านดอลลาร์ สร้างเสาสัญญาณแบบ “AI-RAN” ที่สามารถประมวลผลข้อมูลได้อย่างชาญฉลาด
นี่คือเทคโนโลยีที่จะลดการใช้พลังงานลงมหาศาล และเตรียมรับมือกับกองทัพ AI ที่จะแทรกซึมอยู่ในทุกอณูของการใช้ชีวิต
ตลาดนี้ถูกประเมินว่าจะมีมูลค่าทะลุ 2 แสนล้านดอลลาร์ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า
การเดิมพันครั้งนี้อาจทำให้ Nokia กลายเป็นกระดูกสันหลังของโครงสร้าง AI เชิงกายภาพทั่วโลก
บริษัทที่พ่ายแพ้ในศึกสมาร์ทโฟน กำลังจะกลายเป็นผู้กำหนดชะตากรรมของยุคสมัยที่เหนือกว่าสมาร์ทโฟน
บทเรียนสำคัญที่เราสามารถเรียนรู้ได้ก็คือ ความอยู่รอดของ Nokia ไม่ใช่เรื่องของโชคชะตาที่ฟ้าประทานมาให้ แต่มันเกิดขึ้นจากการตัดสินใจทางธุรกิจที่เด็ดขาดสามประการ
บทเรียนประการแรกคือ จงกล้าที่จะตัดใจจากสิ่งที่เคยสร้างชื่อเสียงที่สุด แม้ว่ามันจะเจ็บปวดเพียงใดก็ตาม การปล่อยมือในตอนที่ธุรกิจยังมีมูลค่า ดีกว่าการกอดมันไว้จนกลายเป็นเศษซาก
บทเรียนประการที่สองคือ เมื่อมีทรัพยากรอยู่ในมือยามวิกฤต จงใช้มันเพื่อลงทุนสร้างอนาคตใหม่ที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม ไม่ใช่ใช้เพื่อแค่ต่อลมหายใจประคองตัวไปวันๆ
บทเรียนประการสุดท้ายคือ บางครั้งทางรอดที่ดีที่สุดไม่ได้มาจากการไขว่คว้าหาสิ่งใหม่ แต่มาจากการกลับไปสำรวจสินทรัพย์และจุดแข็งที่เรามีมาตลอด แต่ถูกความสำเร็จในอดีตบดบังเอาไว้
ความพ่ายแพ้อาจไม่ใช่จุดสิ้นสุดเสมอไป โทรศัพท์รุ่นตำนานของพวกเขาเคยถูกพิสูจน์แล้วว่าแข็งแกร่งเพียงใด
และวันนี้จิตวิญญาณของบริษัทก็กำลังพิสูจน์ให้โลกเห็นถึงความแข็งแกร่งนั้นเช่นเดียวกัน
References : [reuters, bloomberg, theverge, nvidia, nokia]
◤━━━━━━━━━━━━━━━◥
หากคุณชอบคอนเทนต์นี้อย่าลืม 'กดไลก์'
หากคอนเทนต์นี้โดนใจอย่าลืม 'กดแชร์'
คิดเห็นอย่างไรคอมเม้นต์กันได้เลยครับผม
◣━━━━━━━━━━━━━━━◢
The original article appeared here https://www.tharadhol.com/the-rebirth-of-nokia/
ติดตามสาระดี ๆ อัพเดททุกวันผ่าน Line OA ด.ดล Blog
คลิกเลย --> https://lin.ee/aMEkyNA
——————————————–
ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
=========================
โฆษณา