7 เม.ย. เวลา 21:00 • ธุรกิจ

COLA เครื่องมือที่ชาว Com&Ben ใช้รับมือของแพงพร้อมหลักการใช้

คน HR รุ่นใหม่ ๆ อ่านหัวข้อนี้แล้วอาจจะงง ๆ แล้วเข้าใจไปว่าดื่ม COLA แล้วจะแก้ของแพงได้ยังไง
COLA ที่พูดกันวันนี้มาจากคำว่า Cost of Living Allowance ชาว Com&Ben เลยเรียกย่อ ๆ กันว่า COLA ครับ
เวลาเกิดวิกฤติเศรษฐกิจครั้งใดที่ทำให้เกิดข้าวยากหมากแพงผู้คนเดือดร้อน ภาวะค่าครองชีพสูงขึ้น เจ้า COLA นี่ก็มักจะถูกหยิบมาใช้ในบริษัทที่ไม่เคยมีการจ่ายตัวนี้มาก่อน
หรือในบริษัทที่เคยมีการจ่าย COLA อยู่แล้วก็อาจพิจารณาปรับเพิ่มขึ้นไปเพื่อช่วยเหลือจุนเจือพนักงานให้พออยู่พอกินกับสภาวะของแพงที่สูงขึ้น
ครั้งนี้ก็เหมือนกันครับเราท่านกำลังโดนผลกระทบที่หนักหนารุนแรงอีกครั้งหนึ่งที่เกิดจากตาแก่อารมณ์แปรปรวนป่วนโลกจนข้าวยากหมากแพงที่หนักมากอีกครั้งหนึ่ง
ผมเชื่อว่าหลายบริษัทคงต้องหยิบเจ้า COLA ขึ้นมาปัดฝุ่นใช้งานกันอีกครั้ง ก็เลยขอนำหลักการที่น่ารู้และข้อควรระวังเกี่ยวกับ COLA มาเล่าสู่กันฟังดังนี้ครับ
1. จำนวนเงินที่ให้และลักษณะการจ่าย : ทุกบริษัทที่ผมเคยทำงานมาจะจ่ายเป็นเม็ดเงินที่เท่ากันทุกคนทุกตำแหน่งครับ เช่น บริษัทจ่ายค่าครองชีพให้คนละ 1,000 บาทเท่ากันทุกคน
ถ้าจะถามว่าจะจ่ายแยกตามระดับชั้น/ตำแหน่งได้ไหม เช่น ระดับพนักงานจ่าย 1,000 บาท หัวหน้าแผนกจ่าย 1,200 บาท ผู้ช่วยผู้จัดการ 1,500 บาท
คำตอบคือถ้าจะจ่ายแบบนี้ก็ได้อยู่หรอกครับ แต่จะตอบเหตุผลพนักงานยังไงล่ะว่าทำไมตำแหน่งสูงกว่าถึงได้ COLA มากกว่า ข้าวของมันแพงขึ้นตามตำแหน่งหรือไง ?
ก็เลยต้องจ่าย COLA ให้เท่ากันทุกคนและจ่ายเป็นเม็ดเงินที่เท่ากันครับ
2. จ่ายแยกออกจากเงินเดือน : ใน Payslip จะแยกช่อง COLA ออกมาต่างหากจะได้ไม่รวมเป็นฐานในการขึ้นเงินเดือนประจำปี, เป็นฐานในการการจ่ายโบนัส, เป็นฐานในการคำนวณ Provident Fund เพื่อไม่ให้ Staff Cost บวมมากจนเกินไป
3. ระยะเวลาที่ให้ : มักพบว่าบริษัทจะออกประกาศเกี่ยวกับการจ่าย COLA ในลักษณะหาเสียงกับพนักงานอยู่หน่อย ๆ ประมาณนี้ “เนื่องจากปัจจุบันราคาสินค้าที่จำเป็นต่อการอุปโภคบริโภคเพิ่มสูงขึ้นมาก บริษัทเห็นความเดือดร้อนของพนักงานที่ต้องรับภาระดังกล่าวจึงเห็นสมควรจ่ายค่าครองชีพเพื่อช่วยเหลือพนักงานคนละ………บาทตั้งแต่วันที่……..เป็นต้นไป”
ตรงนี้แหละครับที่บางบริษัทก็ไม่กำหนดระยะเวลา คือให้ COLA ตลอดไปแม้ว่าจะผ่านพ้นช่วงวิกฤตินั้น ๆ ไปแล้วก็ตาม
ในขณะที่บางบริษัทจะประกาศให้ในช่วงเวลาหนึ่ง เช่นคราวละ 6 เดือน แล้วรอดูสถานการณ์ ถ้าภาพรวมเริ่มดีขึ้น เช่นมีการตกลงกันได้ระหว่างตาแก่วิปริตกับคู่กรณี บริษัทก็ไม่จ่าย COLA ให้เมื่อครบกำหนดตามประกาศ แต่ถ้าตาแก่อยากบู๊ต่อแล้วเศรษฐกิจโลกดิ่งต่อ บริษัทก็ออกประกาศว่าจะจ่าย COLA อีก 6 เดือนแล้วสงวนสิทธิที่จะให้หรือไม่ให้ COLA โดยจะพิจารณาอีกครั้งในอีก 6 เดือนข้างหน้า
ความแตกต่างของการให้แบบไม่มีกรอบเวลา กับการให้อย่างมีกรอบเวลาคือ “ความรู้สึก” ของพนักงานครับ
จากประสบการณ์ของผม พนักงานจะรู้สึกดีกับบริษัทถ้าบริษัทจ่าย COLA ให้แบบไม่มีกรอบเวลาหรือให้แล้วให้เลยตลอดไป มากกว่าการให้โดยมีกรอบเวลา
ก็แหงแหละครับ ของเคยได้ก็ต้องอยากได้ต่อไปตามธรรมชาติของคน
อันนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับนายใหญ่ว่าจะให้แบบไหน แต่ที่เห็นมาคือให้แล้วให้เลยเสียเป็นส่วนใหญ่
ถ้าการจ่าย COLA เป็นแบบให้แล้วให้เลยทุกเดือนเท่ากันตลอดโดยไม่มีเงื่อนไขก็ต้องไม่ลืมว่า COLA ตัวนี้เป็น “ค่าจ้าง” ที่ต้องใช้เป็นฐานในการคำนวณสิทธิประโยชน์ให้แก่ลูกจ้างตามกฎหมายคือใช้เป็นฐานในการคำนวณค่าโอที, ค่าชดเชย, ค่าตกใจ, ประกันสังคม ด้วยนะครับ
4. งบประมาณที่ต้องคำนึง : การให้ COLA เป็นเม็ดเงินในจำนวนที่แน่นอนนั้นสามารถคำนวณงบประมาณได้ง่ายและหมูมากที่สุดสำหรับคนทำงาน Com&Ben ครับ เช่น บริษัทจ่าย COLA คนละ 1,000 บาท แล้วบริษัทมีพนักงานอยู่ 500 คน งบประมาณที่ต้องใช้คือ 500,000 บาทต่อเดือน ปีละ 6,000,000 ครับ เรื่องที่สำคัญก็คือแต่ละบริษัทมีขีดความสามารถในการจ่าย (Ability to pay) ไม่เท่ากัน
ตรงนี้แต่ละบริษัทจะให้ COLA มากหรือน้อยแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับว่าบริษัทไหนจะไหวแค่ไหนกับ Staff Cost ที่ต้องเพิ่มขึ้น
อ่านมาถึงตรงนี้แล้วก็เชื่อว่าเราจะเข้าใจกับเครื่องมือที่ถูกหยิบมาใช้ในยามของแพงพร้อมทั้งข้อคิดเพื่อนำไปเป็นไอเดียต่อยอดกันบ้างแล้วนะครับ
ไม่ต้องต้องการจะทำให้คนอ่านตกใจกลัว เพียงแค่อยากจะบอกว่าวิกฤติเศรษฐกิจที่เรากำลังเจอในตอนนี้ยังเพิ่งเริ่มต้นนะครับยังมี After Shock ที่หนัก ๆ ตามมาอีกโดยมีตัวแปรที่สำคัญคือตาแก่อารมณ์แปรปรวนกับคู่กรณีจะตกลงกันได้หรือไม่และเมื่อไหร่
เตรียมรับแรงกระแทกนี้ได้เลยและคงต้องให้กำลังใจซึ่งกันและกันครับ
ถ้าผมนึกถึงเรื่องอะไรที่เกี่ยวกับการบริหารงาน HR ในยามมีวิกฤติเศรษฐกิจก็จะเอามาเล่าสู่กันฟังอีกนะครับ (ถ้าคนอ่านไม่เบื่อเสียก่อน) 😆
โฆษณา