เมื่อวาน เวลา 02:28 • ความคิดเห็น
จิต..นั้นเป็นนามธรรม ได้เกิดมาอาศัยกายมนุษย์ ระยะเวลาสั้นๆ เลือกทางเดิน ไปสถานที่ ทุกข์ หรือ สุข บ้างก็สู้ .จนตาย ไปหายพระเจ้า บ้างก็ไม่มีศรัทธา ไม่เชื่ออะไรเลย ตายแล้วก็เน่าเหม็นเปินธรรมดา ก็รู้อยู่แค่นั้น สืบค้น เลยที่กายหมดลมไม่ได้ .มีผู้บอกว่า จิตรอ .รอคอยจะได้กายมนุษย์ มีมากมายก่ายกอง เหนือนเอา แค่จิต..จิตทั้งโลกที่ อาศัยในหมูหมาเป็ดไก่ มดปลวก นกปลา มดปลวก แมลงต่างๆ ยุงไร .ทั้งโลก ก็เป็นจิตดวงหนึ่ง ..กว่าจะได้กายมนุษย์ .นั้น ยากเย็นแสนเข็น
เรื่องราว พระกฤษณะ เราเคยฟังจากพระที่เรานับถือ คุยเรื่องราวของทพให้ฟัง พระกฤษณะท่านเล่า ว่า ในสมัยที่มนุษย์ ยุคที่เป็นมนุษย์มิลักขะ ไม่ศาสนา ไม่อารยะธรรม เค้ามีแต่ความโหดร้าย พ่อแม่ก็ไม่รู้จัก มีการเข่นฆ่า เบียดเบียน ทำร้ายกัน มีแต่ความหฤโหด ไม่มีคำว่า เมตตาปรานี เกื้อกูล เห็นอกเห็นใจกัน มีแต่จิคที่หิวโหย
. ท่านก็ลงมาเกิด .ช่วยสอนมนุษย์ ให้มีสติ เมตตา เห็นอกเห็นใจกัน จิตที่เกิดมา มาอาศัยกายมนุษย์ ก็มาจากสถานที่ ต่าๆมากมายก่ายกอง เหมือน ที่ว่า จิตที่รอเกิด มาอาศัยกายมนต์นั้นมีมากมาย ยุคนี้ เป็นยุค ที่เสมือนให่จิตที่มาจากนรก อบายมุข เค้าให้โอกาสมาเกิดอาศัยกายมนุษย์ชั่วขณะหนึ่ง ยุคพระกฤษณะ ท่านก็ไม่ได้มีการสอนไปถึง เรื่องราวการสร้างทานบุญบารมี จนหลุดพ้น ยุติการเกิด
เรื่องราว คำว่า มนุษย์ .กายมนุษย์ รูปมนุษย์ .นั่น เป็นเพียง ให้จิตมาอาศัย ชั่วขณะหนึ่ง ทำไมกายนี้ ต้องมี ตามีหู มีวิญญาณทั้งหก .ที่เป็นช่องทาง ให้เกิด. การเรียนรู้ การจดจำ การยึดถือ อะไรต่างๆ ที่ไปสัมผัส มีการบันทึกองไปที่ธาตุทั้งสี่ พอถึงเวลา กายนี้ เค้าก็ไม่ให้อยู่อาศัย เค้าก็เอาไปเผา . จิตที่ออกจากกาย ก็มองดู . เอ..ทำไมเค้าต้องเผา กายที่เราเคยยึดถือ เอ.ทำไมเค้าเผาทิ้งไม่มีเยื่อใย .
เรื่องราว ความสุข นั่น เป็นความสุข ของกาย หรือ ความสุขของจิต ..ย้อนมาเรื่องราว ของการนำกายนี้ มาตั้งอยู่นิ่งเฉย ทำกายให้นิ่ง จิตนิ่ง ..นั่งพับเพียบ .ภาวนา พุทโธ หรือ แม้แต่การกราบพระ ทำอย่างไร ให้จิตนั้นเป็นหนึ่ง การกราบพระ นั่น เพื่อที่จะเอาธาตุทั้งสองของคุณบิดามารดา ธาตุทั้งสี่ ไปสัมผัส ให้มือทั้งสองของคุณบิดามารดา กอบเอาแสงสี แสงรัตนะ เข้ามาสู่จิต .มันก็เป็นเรื่องราวของการฝึกหัด
คราวนี้ ย้อนมาเรื่องราว ที่ว่า ป่าช้า .พอกายนี้หมดลม คนเค้าก็เอาไปทิ้งป่าช้า โอ้ว..กายนี้ ที่เรายึดถือ มีอารมณ์นึกคิดต่างๆ มันเป็นกายที่เป็นทุกข์ ที่เรา จิตอาศัยนั่นยึดทุกข์ ปลดเปลื้องทุกข์ไม่ได้ ก็ยึดถือ หลงใหล .มีอารมณ์นั่น คิดนั้นคิดนี้ ไหลผ่านกาย เคยหยุดยั้งอารมณ์นึกคิดได้มั้ย
.สิ่งที่เรียกว่า อารมณ์นึกคิด .ที่ไหล ผ่านการ จิตมันก็ไปยึด แล้วก็ไหลตามอารมณ์นึกคิด . เคยทำกายนิ่งๆ จิตเฉยๆ สำรวจตรวจสอบ อารมณ์นึกคิด นั่นมาอย่างไร นำพาจิต ไปทางใด เรื่องราวของการพิจารณาอารมณ์ ตรวจสอบ อารมณ์นึกคิด นั้น ต้อง อาศัยกายนิ่ง จิตนิ่ง จิตมีขันติ .อดทน รักษากายนิ่งไม่ขยับเขยื้อน อารมณ์ อะไรเกิดขึ้น กายก็นิ่ง จิตก็เฉย จิตมีสติสัมปชัญญะ
..ด้วยจิตที่นิ่ง มองดูอารมณ์ในกายที่เกิดขึ้นมองไปที่ธาตุทั้งสี่ มีอะไร ไหลออกมา สิ่งที่ไหลออกมา .ต้องรักษากายนิ่งจิตเฉย . ปลดเปลื้องสิ่งที่ไหลออกมา ไม่ไปยึดถือ .ในอารมณ์ที่ให้ความรู้สึกนึกคิดต่างๆ
คราวนี้ การที่จะประพฤติปฏิบัติ ให้กายนิ่ง ได้นั้น ต้องหมั่นสร้าง บุญกุศล ให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า ทำกายกรรม ให้เป็นกายบุญ แล้วก็อาศัยกายบุญ บุญกุศลที่สะสมอยู่กับธาตุทั้งสี่ มาช่วยหนุนนำจิต ใช้กายมาประพฤติปฏิบัติธรรม ในรอยทั้งสี่ขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทำไปทำไม ทำไปเพื่อที่ สะสางกรรม ที่อยู่กับธาตุทั้งสี่ ที่นำพาจิตให้เกิดแก่เจ็บตาย .ที่ว่า ทำธาตุทั้งสี่ให้เป็นแก้วเจียระไน
ไม่ว่าอะไร เกิดขึ้น กายที่จิตอาศัยนี้ มันก็ไปยึดถือ มีอารมณ์ นึกคิด วิตกกังวลอะไรต่างๆ .เราปลดเปลื้องอารมณ์นึกคิด ออกไปจากกายได้ .จิตที่อาศัยกาย ก็เบา เป็นปกติ กายที่ไม่อารมณ์ ปรุงแต่ง อารมณ์นึกคิด กายก็เบา จิตก็เบา . มามาเพียงจิต มาอาศัยกายชั่วขณะหนึ่ง แล้วจากลา คนเค้าก็ช่วยอนุเคราะห์ ไปเผาในป่าช้า .กายนี้ มันทุกข์ มีแต่ทุกข์ เกิดมามีกายเมื่อไหร่ มันก็ทุกข์ ไม่เกิดเสียได้ ดีสุด ..ทำอย่างไรดีหนอ.
หากเราไปทบทวนดูรอยของพระพุทธเจ้า พระอรหันต์ ท่านก็สะสมบุญกุศลมาเป็นอเนกชาติ เกิดเป็นเทพ ลงมาสร้างบุญกุศล ขึ้นไปเป็นเทพยดาอินทร์พรหม หมดบุญก็ลงมาอาศัยกายพ่อแม่เป็นมนุษย์ สร้างบุญกุศล ขึ้นไปเป็นเทพ ไปชั้นดุสิต ชั้นโพธิสัตว์ ก็ยังเสี่ยงทาย ลงมาเกดใหม่ ก็อาจ ไปสูอบาย ต้องขึ้นไปชั้นดาวดึงส์ เรียนรู้จัก เรื่องราวของธรรม ลงมาเกิดอีกครั้ง ก็ยุติการเกิด
โฆษณา