9 ชั่วโมงที่แล้ว • ยานยนต์

วิบากกรรม Robo-taxi เมื่อ AI สู้คนไม่ได้ เจาะลึกจุดอ่อนของรถยนต์ไร้คนขับ

ลองนึกภาพว่าคุณกำลังนั่งอยู่ในรถคันหนึ่งที่กำลังแล่นลงไปตามถนนที่คดเคี้ยวที่สุดในเมืองใหญ่อย่าง San Francisco
บนเบาะคนขับนั้นว่างเปล่า ไม่มีใครคอยจับพวงมาลัย ไม่มีเท้าของใครคอยเหยียบแป้นเบรก
ภาพที่ดูเหมือนหลุดมาจากภาพยนตร์ Sci-Fi ล้ำยุคนี้ กลายเป็นเรื่องปกติไปแล้วในหลายพื้นที่ของสหรัฐอเมริกา…
แต่ความจริงที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังความน่าทึ่งของเทคโนโลยีเหล่านี้คืออะไรรู้ไหมครับ
ไม่ว่าจะเป็นรถของ Waymo หรือระบบ Full Self-Driving ของ Tesla ก็ยังไม่มีรถคันไหนที่เป็นระบบอัตโนมัติแบบสมบูรณ์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์
หลายคนเชื่อว่าเทคโนโลยี Robo-taxis กำลังจะกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของเราในไม่ช้า
คำถามที่น่าสนใจก็คือ เทคโนโลยีนี้มีความพร้อมแค่ไหน ทำไมการสร้างรถยนต์ที่สามารถขับเคลื่อนได้เองอย่างอิสระถึงเป็นเรื่องที่ยากแสนเข็ญ
และใครจะเป็นผู้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในตลาดที่ถูกประเมินว่ามีมูลค่าระดับล้านล้านดอลลาร์แห่งนี้
ย้อนกลับไปในอดีต เรามักจะตื่นเต้นกับนวัตกรรมที่สัญญาว่าจะเปลี่ยนโลก เหมือนกับที่เราเคยเชื่อว่ายุค 2000 โลกนี้จะเต็มไปด้วยรถยนต์บินได้
ทุกวันนี้ สังเวียนเทคโนโลยีไร้คนขับมีผู้เล่นหลักอยู่สองรายที่กำลังขับเคี่ยวกันอย่างดุเดือด นั่นคือ Waymo และ Tesla
ทั้งสองบริษัทมีวิสัยทัศน์และแนวทางในการสร้างเทคโนโลยีรถยนต์ไร้คนขับที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง…
มาเริ่มกันที่ฝั่งของ Waymo รถของพวกเขาถูกประดับประดาไปด้วยเซ็นเซอร์ล้ำสมัยมากมาย ทั้งเรดาร์และกล้องมากถึง 29 ตัวรอบคัน
แต่สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยคืออุปกรณ์ที่เรียกว่า LiDAR
อุปกรณ์ชิ้นนี้จะทำหน้าที่ยิงคลื่นเลเซอร์ออกไปรอบทิศทางเพื่อสร้างแผนที่ความละเอียดสูงแบบสามมิติ มันสามารถตรวจจับรถคันอื่น จักรยาน หรือคนเดินถนนได้อย่างแม่นยำ
ส่วนเรดาร์ก็ใช้คลื่นวิทยุเพื่อคำนวณความเร็วและระยะห่างของวัตถุ ซึ่งมีข้อดีคือสามารถทะลุทะลวงได้แม้กระทั่งฝน หมอก และฝุ่นควันหนาทึบ
ในขณะที่กล้องจะคอยอ่านสีและป้ายจราจร ความล้ำหน้าทางเทคโนโลยีนี้ส่งผลให้ปัจจุบัน Waymo มีมูลค่าบริษัทพุ่งทะลุหนึ่งแสนล้านดอลลาร์ไปแล้ว หลังจากที่เพิ่งดำเนินการระดมทุนรอบใหม่ไปเมื่อไม่นานมานี้…
ตัดภาพมาที่ฝั่ง Tesla แนวทางของซีอีโออย่าง Elon Musk นั้นมีความเรียบง่ายและดุดันกว่ามาก
รถของพวกเขามีเพียงกล้อง 8 ตัวที่แทบจะกลืนไปกับดีไซน์ของตัวรถ
เขาเคยให้ความเห็นไว้ว่าการใช้ LiDAR เป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นและมีต้นทุนที่สูงเกินไป
แนวทางของ Tesla คือการใช้เพียงวิสัยทัศน์จากกล้องประมวลผลร่วมกับ AI ซึ่งมีข้อได้เปรียบมหาศาลในเรื่องของการคุมต้นทุนการผลิต
ในขณะนี้พวกเขาก็กำลังเตรียมความพร้อมที่จะเริ่มเดินสายพานการผลิต Cybercab หรือรถแท็กซี่ไร้คนขับที่ถูกออกแบบมาให้ไม่มีแม้แต่พวงมาลัยและแป้นเบรก โดยคาดว่าจะเริ่มเข้าสู่กระบวนการผลิตในช่วงต้นปี 2026…
แต่ผู้เชี่ยวชาญหลายคนในอุตสาหกรรมกลับมองว่า การพึ่งพากล้องเพื่อประมวลผลเพียงอย่างเดียวเปรียบเสมือนการมัดมือไพล่หลังข้างหนึ่งเข้าสู่สมรภูมิ
เพราะหากต้องการ “มาตรฐานความปลอดภัยสูงสุด” การมีเซ็นเซอร์หลากหลายรูปแบบไว้ทำงานสอดประสานกันย่อมเป็นทางเลือกที่ดีกว่า
อย่างไรก็ตาม หาก Tesla สามารถพิสูจน์ได้ว่าระบบของพวกเขาปลอดภัยเพียงพอ
รถ Tesla นับล้านคันบนท้องถนนก็สามารถกลายสภาพเป็นรถแท็กซี่ไร้คนขับที่สร้างรายได้ให้เจ้าของได้ชั่วข้ามคืน
สิ่งนี้จะสร้างแรงสั่นสะเทือนมหาศาลให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ทั่วโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้…
เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนยิ่งขึ้น เราต้องมาทำความรู้จักกับระดับความอัตโนมัติของรถยนต์ที่ถูกกำหนดมาตรฐานเอาไว้
ระดับเหล่านี้มีตั้งแต่ Level 0 ที่ผู้ขับต้องควบคุมทุกอย่างเอง ไปจนถึง Level 5 ที่ถือเป็นจุดสูงสุด คือรถสามารถขับเองได้ในทุกสถานที่ ทุกเวลา และในทุกสภาพอากาศ
ระบบ Full Self-Driving ของ Tesla ที่เป็นที่พูดถึงกันอย่างกว้างขวาง ปัจจุบันยังคงถูกจัดให้อยู่เพียง Level 2 เท่านั้น
นั่นหมายความว่าระบบสามารถควบคุมพวงมาลัยและเบรกได้พร้อมกัน แต่ผู้ขับขี่ยังต้องจับตาดูเส้นทางอย่างใกล้ชิดและพร้อมเข้าควบคุมรถเสมอ
การจัดอยู่ในระดับนี้ทำให้ Tesla สามารถหลีกเลี่ยงกฎระเบียบที่เข้มงวดของหน่วยงานกำกับดูแลแท็กซี่ไร้คนขับไปได้แบบแยบยล…
ส่วนทางด้าน Waymo นั้นก้าวไปถึง Level 4 แล้วในหลายพื้นที่
ซึ่งหมายความว่ารถสามารถขับเคลื่อนเองได้อย่างสมบูรณ์แบบโดยไม่ต้องมีคนนั่งอยู่หลังพวงมาลัย
แต่พวกมันก็ยังคงทำงานได้เฉพาะในพื้นที่ที่มีการกำหนดขอบเขตทางภูมิศาสตร์ล่วงหน้า หรือที่เรียกว่า Geofenced เท่านั้น…
แม้เทคโนโลยีจะก้าวหน้าไปไกล แต่รถยนต์ไร้คนขับก็ยังต้องเผชิญกับบททดสอบสุดหินที่วิศวกรเรียกว่า The Longtail Problem
มันคือสถานการณ์บนท้องถนนที่คาดเดาไม่ได้และมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยมาก
ลองจินตนาการถึงการต้องรับมือกับคนตาบอดที่นั่งรถเข็นแล้วกำลังไล่ต้อนเป็ดข้ามถนน หรือการขับตามรถกระบะบรรทุกต้นไม้ที่แกว่งไปมา…
ปัญหาเหล่านี้เป็นสิ่งที่มนุษย์สามารถใช้สัญชาตญาณและการคาดเดาเพื่อแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้าได้ทันที
แต่สำหรับคอมพิวเตอร์แล้ว มันคือความท้าทายระดับสูง หากระบบไม่เคยถูกป้อนข้อมูลสถานการณ์จำลองเหล่านี้มาก่อน มันก็แทบจะไม่รู้วิธีรับมือเลย
สภาพอากาศที่เลวร้ายก็เป็นอีกหนึ่งศัตรูตัวฉกาจ เมื่อเกิดพายุหิมะตกหนัก หิมะจะบดบังเส้นแบ่งเลนบนถนน
ทำให้กล้องและเซ็นเซอร์มองเห็นทุกอย่างเป็นสีขาวโพลน แม้บริษัทเทคโนโลยีจะพยายามป้อนข้อมูลจำลองสถานการณ์เข้าไปในระบบมากมายมหาศาล
แต่โลกแห่งความเป็นจริงก็มักจะมีเรื่องที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นเสมอ…
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือความผิดพลาดที่เคยเกิดขึ้นกับเทคโนโลยีเหล่านี้
มีรายงานการสอบสวนว่ารถยนต์ของบริษัทเทคโนโลยีมักจะมีปัญหากับการหยุดให้รถโรงเรียน บางครั้งก็ขับแซงขี้นไปเสียดื้อ ๆ
ในเหตุการณ์ที่น่าสลดใจกว่านั้น คือกรณีที่เกิดขึ้นในย่านหนึ่งซึ่งมีแมวร้านชำแสนรู้ชื่อ KitKat
แมวตัวนี้เป็นที่รักของคนทั้งชุมชน แต่ในคืนหนึ่ง มันได้วิ่งเข้าไปใต้ท้องรถ Waymo
แม้จะมีผู้เห็นเหตุการณ์พยายามตะโกนเรียกและพยายามห้ามรถไว้ แต่รถไร้คนขับก็ยังคงออกตัวและทับแมวตัวนั้นจนเสียชีวิต…
เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความโกรธแค้นให้กับคนในพื้นที่อย่างมาก
เพราะหากมนุษย์เป็นคนขับ เมื่อเห็นคนกำลังก้ม ๆ เงย ๆ ค้นหาอะไรบางอย่างอยู่หน้ารถ ก็คงจะต้องลงมาตรวจสอบให้แน่ใจก่อนออกตัว
ความไม่พอใจนี้ลุกลามจนกลายเป็นการประท้วง มีกลุ่มนักเคลื่อนไหวที่เรียกตัวเองว่า Safe Street Rebels ออกมาต่อต้าน
พวกเขาใช้วิธีนำกรวยจราจรสีส้มไปวางบนฝากระโปรงรถ Waymo ซึ่งการกระทำแค่นั้นก็เพียงพอที่จะทำให้รถเกิดอาการสับสน หยุดชะงัก และไปต่อไม่ได้ในทันที…
นอกเหนือจากความท้าทายบนถนนแล้ว ยังมีความลับอีกประการที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังความไร้คนขับ นั่นคือกลุ่มคนที่คอยควบคุมอยู่เบื้องหลัง
เมื่อรถยนต์เกิดอาการสับสน ไปต่อไม่ได้ หรือเจอทางตัน ระบบจะใช้วิธีระงับการทำงานชั่วคราวแล้วส่งสัญญาณไปยังศูนย์ควบคุมทางไกล
เพื่อให้พนักงานที่เป็นมนุษย์ช่วยวิเคราะห์ภาพจากกล้องและสั่งการว่าจะต้องทำอย่างไรต่อไป…
การรับส่งข้อมูลวิดีโอและคำสั่งที่มหาศาลจากรถยนต์ไปยังศูนย์ควบคุมที่บางครั้งตั้งอยู่ห่างไกลออกไปถึงต่างประเทศ อย่างเช่นที่ฟิลิปปินส์ ย่อมต้องพึ่งพาระบบโครงข่ายที่แข็งแกร่งและมีความหน่วงต่ำสุด
นอกเหนือจากพนักงานควบคุมทางไกลแล้ว บริษัทยังต้องพึ่งพาทีมงานทำความสะอาดเซ็นเซอร์ ทีมสลับเปลี่ยนแบตเตอรี่ และทีมวิศวกรอีกเป็นจำนวนมากที่คอยดูแลรถเหล่านี้ในศูนย์บริการ…
คำถามที่น่าคิดตามมาก็คือ หากเรายังต้องใช้มนุษย์จำนวนมากในการดูแลรถยนต์ไร้คนขับเพียงคันเดียวให้อยู่รอดบนถนนได้ โมเดลธุรกิจนี้จะสามารถทำกำไรและมีความยั่งยืนได้อย่างไร
ในเมื่อคอมพิวเตอร์ยังมีข้อบกพร่อง และเป้าหมายสูงสุดของการพัฒนารถยนต์ไร้คนขับคือการทำให้ถนนปลอดภัยขึ้น
บางทีเราอาจจะต้องหันกลับมาทบทวนว่า เทคโนโลยีชั้นสูงคือคำตอบเดียวสำหรับเรื่องนี้จริงหรือไม่…
มีกรณีศึกษาที่น่าสนใจจากเมือง Helsinki ประเทศฟินแลนด์
เมืองแห่งนี้สามารถทำสถิติตัวเลขผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุจราจรให้กลายเป็น “ศูนย์” ได้สำเร็จในช่วงระยะเวลา 12 เดือน นับตั้งแต่กลางปี 2024 จนถึงกลางปี 2025
สิ่งที่น่าทึ่งคือพวกเขาไม่ได้บรรลุเป้าหมายนี้ด้วยการนำรถยนต์ไร้คนขับที่ใช้ AI ล้ำยุคมาวิ่งบนถนน
แต่พวกเขาใช้วิธีที่เรียบง่ายกว่านั้นมาก นั่นคือการจัดการกับความเร็วและโครงสร้างเมือง…
ทางการเมืองได้ปรับลดอัตราความเร็วจำกัดในย่านชุมชน บีบช่องจราจรให้แคบลงเพื่อสร้างความรู้สึกให้คนขับต้องเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้นโดยอัตโนมัติ
รวมถึงลงทุนมหาศาลกับการสร้างระบบขนส่งสาธารณะและทางจักรยาน
ตรรกะของพวกเขาเป็นเรื่องพื้นฐานที่ว่า ยิ่งรถยนต์วิ่งช้าลง โอกาสที่จะเกิดอุบัติเหตุรุนแรงจนถึงขั้นเสียชีวิตก็ยิ่งน้อยลงตามไปด้วย…
ในขณะที่บริษัทเทคโนโลยีฝั่งอเมริกากำลังทุ่มเม็ดเงินหลายพันล้านดอลลาร์เพื่อสอนให้คอมพิวเตอร์เรียนรู้วิธีการขับรถให้เหมือนมนุษย์
เมืองในยุโรปกลับเลือกที่จะเปลี่ยนวิธีการออกแบบผังเมืองเพื่อไม่ให้รถยนต์มีโอกาสทำร้ายผู้คนได้ตั้งแต่แรกเริ่ม
นี่อาจจะเป็นวิธีการแก้ปัญหาความปลอดภัยที่ระบบอัตโนมัติไม่สามารถทดแทนการวางแผนของมนุษย์ได้อย่างสมบูรณ์…
แต่ถึงกระนั้น อนาคตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไร้คนขับก็ยังคงต้องเดินหน้าต่อไป
ผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่ายเริ่มลงความเห็นว่า สถานที่แรกที่เราจะได้เห็นระบบขับขี่อัตโนมัติ Level 5 ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ อาจจะไม่ใช่ใจกลางเมืองที่วุ่นวายและเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน
แต่มันจะเป็นพื้นที่อุตสาหกรรมแบบปิดที่มีสภาพแวดล้อมเฉพาะเจาะจง เช่น ท่าเรือขนถ่ายสินค้าขนาดใหญ่ หรือเหมืองแร่…
ในสถานที่เหล่านั้นมีกฎเกณฑ์การเดินรถที่ชัดเจน สามารถจำกัดคนเดินถนนได้ และความเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมมีน้อยมาก
บริษัทอย่าง Kodiak ประสบความสำเร็จในการนำรถบรรทุกไร้คนขับไปวิ่งขนส่งทรายในพื้นที่อุตสาหกรรมได้อย่างแม่นยำโดยไม่มีมนุษย์นั่งอยู่ในห้องโดยสารเลย
หรือบริษัทเหมืองแร่ยักษ์ใหญ่อย่าง Rio Tinto ก็ก้าวล้ำหน้าไปมากด้วยการใช้รถบรรทุกอัตโนมัติมานานนับสิบปีแล้ว…
บริษัทเทคโนโลยีและค่ายรถยนต์ชั้นนำก็ยังคงมุ่งมั่นกับวิสัยทัศน์นี้
แม้ว่าที่ผ่านมาบริษัทอย่าง Apple จะตัดสินใจยุติโครงการรถยนต์ไร้คนขับที่ซุ่มพัฒนามานานไปแล้ว หรือแม้แต่สตาร์ตอัปที่เคยมาแรงอย่าง Argo AI ก็ต้องปิดตัวลง
แต่บริษัทอย่าง Zoox ซึ่งอยู่ภายใต้ร่มเงาของ Amazon หรือผู้ผลิตชิปประมวลผลรายใหญ่อย่าง Nvidia ก็ยังคงทุ่มงบประมาณและทรัพยากรเพื่อพัฒนาระบบนิเวศของเทคโนโลยีนี้อย่างไม่ลดละ…
ท้ายที่สุดแล้ว เทคโนโลยีนี้จะยังคงดำเนินต่อไปในฐานะส่วนผสมที่ลงตัวของความล้ำสมัย ความท้าทายทางกฎหมาย และข้อบกพร่องที่ต้องได้รับการแก้ไข
เมื่อใดก็ตามที่คุณมีโอกาสได้เห็นรถยนต์ไร้คนขับแล่นผ่านไปบนท้องถนน ขอให้รู้ไว้ว่าเบื้องหลังความมหัศจรรย์ของเทคโนโลยี AI นั้น
ยังคงมีหยาดเหงื่อ การตัดสินใจ และการแก้ไขปัญหาของ “มนุษย์” ที่คอยควบคุมและประคับประคองอยู่เสมอ
เพราะฉะนั้นมันอาจจะต้องใช้เวลาอีกหลายสิบปี กว่าที่เราจะสามารถปล่อยมือและให้คอมพิวเตอร์รับหน้าที่แทนมนุษย์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ บนท้องถนนของโลกที่ยังคงมีความซับซ้อนและคาดเดาไม่ได้แห่งนี้…
References : [waymo, tesla, nhtsa, dawnproject, businessinsider]
◤━━━━━━━━━━━━━━━◥
หากคุณชอบคอนเทนต์นี้อย่าลืม 'กดไลก์'
หากคอนเทนต์นี้โดนใจอย่าลืม 'กดแชร์'
คิดเห็นอย่างไรคอมเม้นต์กันได้เลยครับผม
◣━━━━━━━━━━━━━━━◢
ติดตามสาระดี ๆ อัพเดททุกวันผ่าน Line OA ด.ดล Blog
คลิกเลย --> https://lin.ee/aMEkyNA
——————————————–
ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
=========================
โฆษณา