8 เม.ย. เวลา 10:00 • หุ้น & เศรษฐกิจ

ความเชื่อใจแบงก์กัมพูชาร้าว หลัง ‘ห้ามถอนเกิน 1 หมื่นบาท’ จุดกระแสตื่นตระหนก แห่ถอนเงิน

เมื่อ ‘ความเชื่อมั่นเริ่มหาย’ นั่นคือจุดอันตรายที่สุดของระบบธนาคาร และวันนี้ ‘กัมพูชา’ กำลังยืนอยู่บนเส้นบาง ๆ นั้น การไม่ให้ถอนเงินเกิน 1 หมื่นบาท จุดความตื่นตระหนกทั้งระบบ ท่ามกลางหนี้เสียพุ่ง 300% เศรษฐกิจซบเซา และการไม่มีระบบประกันเงินฝากเหมือนประเทศอื่น
ในโลกของธนาคาร วิกฤติไม่ได้เริ่มในวันที่เงินหมด หากแต่เริ่มขึ้นตั้งแต่วินาทีที่ “ความเชื่อมั่น” ค่อย ๆ เลือนหายไป และใน “กัมพูชา” วันนี้ สัญญาณนั้นกำลังปรากฏเด่นชัดขึ้นทุกขณะ เมื่อการจำกัดการถอนเงินของธนาคารแห่งหนึ่ง ได้จุดชนวนความตื่นตระหนก จนผู้คนพากัน “แห่ถอนเงิน” ราวกับคลื่นที่ซัดเข้าฝั่งพร้อมกัน
นิกเกอิ เอเชียรายงานว่า เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อ “ธนาคาร Asia-Pacific Development Bank” (APD) ประกาศระงับการให้บริการเป็นเวลา 5 วัน โดยอ้างเหตุผลว่าเพื่อซ่อมบำรุง
ทว่า เมื่อกลับมาเปิดทำการอีกครั้ง ธนาคารกลับจำกัดการถอนเงินเพียง “300 ดอลลาร์” (ประมาณ 10,000 บาท) ต่อวัน สร้างความตื่นตระหนกให้แก่ลูกค้าจำนวนมากที่มีเงินฝากตั้งแต่หลักพันจนถึงหลักล้านดอลลาร์ และท้ายที่สุด ก็จุดประกายให้เกิดปรากฏการณ์ “แห่ถอนเงิน” ขึ้นอย่างรวดเร็ว ต่างพากันมาที่ธนาคาร แต่ไม่สามารถเข้าไปภายในได้
ผู้ฝากเงินรายหนึ่งสะท้อนความรู้สึกว่า ไม่อาจไว้วางใจฝากเงินกับธนาคารได้อีกต่อไป เมื่อการเข้าถึงเงินของตน กลับกลายเป็นเรื่องยากลำบาก
“ฉันคิดว่าน่าจะมีลูกค้าหลายคนที่เจอสถานการณ์แบบเดียวกับฉัน” ผู้ฝากเงินรายหนึ่งซึ่งขอไม่เปิดเผยชื่อกล่าวกับนิกเกอิ เนื่องจากธนาคาร “ขู่จะดำเนินคดี” กับผู้ที่เผยแพร่ข่าวลือเกี่ยวกับบริษัท
“พวกเราไม่สามารถถอนเงินออกมาได้เต็มจำนวน ทั้งที่สาขาและตู้เอทีเอ็ม”
ลูกค้ารายนี้ มีเงินอยู่ในบัญชีประมาณ 1,000 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นเงินที่เธอต้องใช้จ่ายในครัวเรือน โดยเธอใช้เวลาถึง 4 วัน กว่าจะถอนเงินออกมาได้ทั้งหมด แต่ประสบการณ์ครั้งนี้ ทำให้เธอไม่มั่นใจในการฝากเงินกับธนาคารอีกต่อไป
ในขณะเดียวกัน ผู้มีบัญชีเงินฝากธนาคาร Panda Bank ของกัมพูชาอีกรายหนึ่งซึ่งขอสงวนชื่อ เปิดเผยว่า เขายังคงเฝ้ารอการคืนเงินฝากประจำ มูลค่า 20,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 6.5 แสนบาท) ของตน ท่ามกลางสถานการณ์ที่ดูไม่มั่นคง
ลูกค้ารายนี้ได้ถูกธนาคารขอให้กลับมาใหม่ในสัปดาห์ถัดไป ความไม่แน่นอนดังกล่าวยิ่งเพิ่มความกังวลให้เขา เมื่อพบว่าในช่วงก่อนหน้า ผู้ฝากเงินจะได้รับคืนเต็มจำนวน “เฉพาะผู้ที่มียอดเงินต่ำกว่า 10,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 3.2 แสนบาท) เท่านั้น”
“ในเวลานี้ ความเชื่อมั่นของผมต่อระบบธนาคาร แทบไม่หลงเหลือแล้ว” เขากล่าว
“พวกเราเลือกฝากเงินกับธนาคารเพราะเชื่อว่าเป็นสถานที่ปลอดภัย แต่กลับกลายเป็นว่า ที่ปลอดภัยนั้น กลับทำให้เราเสี่ยงที่จะไม่สามารถถอนหรือใช้เงินของตัวเองได้”
ยิ่งไปกว่านั้น เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว หากแต่ดูเหมือนหนึ่งในสัญญาณเตือนที่สะสมมา เพราะเมื่อก่อนหน้านี้ไม่นาน ธนาคารขนาดใหญ่ของกัมพูชาถึง “สองแห่ง” ต้องปิดฉากลง แห่งแรกคือ Prince Bank ของหัวหน้าแก๊งสแกมเมอร์เฉิน จื้อ ซึ่งถูกเพิกถอนใบอนุญาต ขณะที่อีกแห่งอย่าง Panda Commercial Bank ต้องล้มครืนลงภายใต้ภาวะการเงินที่ย่ำแย่
ทั้งหมดนี้กำลังประกอบกันเป็นภาพใหญ่ของ “รอยร้าวแห่งความเชื่อมั่น” ที่เริ่มขยายวงกว้าง
📌หนี้เสียพุ่ง 300% ใน 5 ปี
ในบทวิเคราะห์ขององค์กร ASEAN+3 Macroeconomic Research Office พบว่า เสถียรภาพทางการเงินของธนาคารบางแห่งในกัมพูชายังคงมีความเสี่ยง และปัจจัยสำคัญที่ซ่อนอยู่ใต้ผิวน้ำ คือ “การเพิ่มขึ้นของหนี้เสีย” (NPL)
รายงานของธนาคารกลางกัมพูชาปี 2025 ระบุว่า อัตราหนี้เสียของทั้งระบบอยู่ที่ 8.3% เพิ่มขึ้นจาก 7.1% ในปี 2024 และ 2.1% ในปี 2020 หรือ “เพิ่มขึ้นถึง 300%” ภายในเวลาเพียง 5 ปี
ในบางธนาคารในกัมพูชา “ตัวเลขหนี้เสีย” ยิ่งน่ากังวลมากขึ้น โดย Phillip Bank มีสัดส่วน NPL สูงถึง 17.2% ส่วน Prince Bank ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายสแกม มี NPL สูง 28% และ Hattha Bank ซึ่งเป็นสถาบันไมโครไฟแนนซ์ที่มีทุนจากไทย รายงานอัตรา NPL สูงถึง 35.6% ในปี 2025
ยิ่งไปกว่านั้น หนึ่งในความเปราะบางที่สุดของกัมพูชา คือ “ยังไม่มีระบบประกันเงินฝากระดับชาติ” ทำให้ผู้ฝากเงินไม่มีตาข่ายรองรับหากธนาคารมีปัญหา และนี่คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้ความตื่นตระหนก สามารถลุกลามได้ง่ายกว่าประเทศอื่นในอาเซียน
#กรุงเทพธุรกิจ #InsightforOpportunities #กรุงเทพธุรกิจEconomic
โฆษณา