Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
Between the Lines & the Layers by Boonrodjang
•
ติดตาม
7 เม.ย. เวลา 13:07 • ปรัชญา
A Short Prelude :
เมื่อตำราพัฒนาตนเองไม่ได้ผิดอะไร และมีหลายเล่มให้เราหยิบใช้ แต่ทำไมไปไม่ถึงไหน เพราะสิ่งที่ขาดหายไปคือ "แผนที่นำทาง"
ระหว่างที่ฉันกำลังจะเขียนเรื่องวิธีการหยุดคิด(มาก) อยู่ดีๆ ก็นึกขึ้นมาได้ว่า ถ้าเครื่องมือหรือวิธีการที่ฉันคิดได้ ก็น่าจะมีคนคิดได้เหมือนๆ กันกับเรา เราไม่ใช่คนแรกในโลกที่คิดเรื่องนี้หรอก ผ่านมาจนถึงวันนี้ วันที่ตัวเองจะ Public ข้อมูลอยู่แล้ว เลยลองเสิร์ชในอินเทอร์เน็ตเล่นๆ ดู ใช่ค่ะ ขึ้นมาเพียบเลย ตำราที่สามารถใช้การหยุดคิด(มาก) มีมากมายเต็มไปหมด แต่เป็นตำราที่ฉันไม่เคยเจอมาก่อนเลยในชีวิต โธ่เอ้ย ให้ฉันไปงมโข่งอยู่ได้ตั้ง 6-7 ปี ให้ค้นหาตัวเอง พัฒนาตัวเอง อ่านหนังสือไปเพียบจนโยนกองไว้ที่พื้น
สุดท้าย มันก็อยู่ในอินเทอร์เน็ตนั่นแหละ แต่เพราะตั้งคำถามไม่ถูก แล้วจะไปหาเจอได้ยังไง แล้วก็มัวแต่ไปซื้อหนังสือเท่าที่ปัญญาจะคิดได้ในตอนนั้น (กรรมเวร โธ่ถัง กะละมัง หม้อไห แม้จะเขียนภาษาดอกไม้ แต่ในหัวไม่ดอกไม้หรอก คำหยาบหลุดมาเพียบวิ่งฉิวแล่นลิ่วเต็มไปหมด) นี่แหละ ฉันเลยได้หัวข้อสำหรับคุณวันนี้แล้ว นั่นก็คือ “เกาไม่ถูกที่คัน”
อ๊ะๆๆ แต่ในความหงุดหงิดนั้น ขณะที่ฉันเจอการ “เกาไม่ถูกที่คัน” มันก็มีบางอย่างแฝงตัวอยู่ ซ่อนอยู่ และฉันเริ่มเห็นมัน ใช่ค่ะ เลยตั้งคำถามใหม่อีกครั้ง โดยลองลอกเลเยอร์ของการ “เกาไม่ถูกที่คัน” ออกทีละชั้น แล้วคุณเอไอก็ดีดรายชื่อหนังสือที่ไม่เคยผ่านตาฉันมาก่อนออกมาเพียบ หนังสือมีมากมาย แต่กระจัดกระจายไปตามหัวข้อที่แตกต่าง
กรี๊ดด นั่นแหละค่ะคือหัวข้อจริงๆ ของวันนี้ “เมื่อฉันเห็นอะไรที่หายไปในกองตำราพัฒนาตนเอง ติ๊กต่อก! ติ๊กต่อก! อ๋าาา.. Map” (เสียงโดราเอมอนดังขึ้นมาในหัวทันทีตอนล้วง Map ออกมาจากกระเป๋าวิเศษ)
โอเค มาเข้าเรื่องกัน เป็นเรื่องราวของฉันเองค่ะ ต้องบอกก่อนว่า การเขียนเรื่องเล่า (ที่ไม่เช้า) นี้ เป็นการยากมากพอสมควรที่จะไม่กล่าวถึงใคร แต่ฉันจะกล่าวถึงให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะเมื่อฉันก้าวข้าม The Lines จากความ “ไม่รู้” ไปสู่ “เข้าใจ” ฉันค้นพบว่า ฉันให้อภัยในความไม่รู้ของตัวเองในอดีตที่ผ่านมาได้แล้ว และก็ให้อภัยในความไม่รู้ของผู้อื่นด้วยเช่นกัน
ในการเดินบนเส้นทางพัฒนาตัวเองที่ทำมาตลอด 6-7 ปี ฉันเข้าใจได้ว่า คนทุกคนมีสิทธิ์ที่จะพัฒนาตัวเองได้เหมือนๆ กับที่ฉันทำ ดังนั้น ให้ทุกคนได้ออกเดินทางเถอะค่ะ อาจจะช้าบ้าง เร็วบ้าง ฉันก็เชื่อว่าทุกคนสามารถออกเดินทางได้ และฉันจะไม่เตะตัดขาใครทั้งสิ้น เพราะฉันก็ยังต้องเดินทางต่อไปเรื่อยๆ เช่นกัน เนื่องจากการพัฒนาตัวเองไม่มีที่สิ้นสุด และความรู้ก็มีมากมายเกินกว่าที่ชั่วชีวิตหนึ่งของเราจะศึกษาได้หมด
ก่อนที่จะเล่าต่อถึงสาเหตุการพังทลายของฉัน เครื่องมือในการหยุดคิดของฉันมีอยู่ 3-4 อย่าง นั่นคือสมุดแบบไม่มีเส้น ปากกาหรือดินสอ หนังสือที่ไม่เคยอ่านหรืออ่านยากๆ และนาฬิกาปลุกที่ได้ยินเสียงเข็มวินาที (แอพพลายเอาเองเลยค่ะ ถ้าหาไม่ได้) เดาไม่ยากเลยใช่ไหมคะ ว่าจะเอามาทำอะไร ผ่าม พ๊าม นั่นคือ ‘สุ จิ ปุ ลิ’ ปรบมือสิคะ รออะไรอยู่
โอเคค่ะ... เดี๋ยวฉันจะเล่าต่อว่าอยากให้คุณเอาเครื่องมือพวกนั้นมาทำอะไร แต่ก่อนอื่นขอนั่งไทม์แมชชีนย้อนเวลากลับไปในช่วงปี 2016-2018 (สารภาพตรงๆ ว่าตอนเขียนพาร์ทนี้ต้องรื้อฟื้นความทรงจำอยู่นานทีเดียว เพราะฉันลืมความเจ็บปวดเหล่านั้นไปแทบจะหมดแล้ว แต่จะพยายามเรียบเรียงให้คุณอ่าน แบบใส่ดราม่าเล็กๆ ด้วยแล้วกัน
เมื่อชีวิตเริ่มเจอทางตันและมองไม่เห็นทางออก
มันคงจะมีน้ำทะเลที่กัดเซาะตลิ่งมาก่อนช่วงนั้นแหละ แต่ฉันไม่รู้ตัว จนตลิ่งเริ่มเอียงให้เห็นก็ยังไม่ได้เอะใจว่ามันจะพังลงไป
ภาพจำที่เลือนลาง ลำดับเหตุการณ์ไม่เป๊ะ คือ เจอหมายศาลมายึดบ้านจากการค้ำประกัน แล้วฉันก็ต้องรูดบัตรเครดิตเอาเงินสดออกไปเคลียร์และทวงคืนมาได้เพียงเล็กน้อย ต่อมาก็เริ่มเผชิญกับสถานะทางการเงินที่ร่อแร่เพราะหนี้ที่ตัวเองก่อเพื่อคนอื่น การให้ยืมเงินออกไปหลายก้อน ชอปปิงแบบไร้สติ (จากการเสียใจที่ฉันไม่ยอมรับ) ดำเนินชีวิตทุกอย่างแบบที่คิดว่าตัวเองเอาอยู่ ... จู่ๆ ทุกอย่างก็ค่อยๆ ล้มเป็นโดมิโน่
แล้วบัตรเครดิตที่เคยอยู่ว่างๆ ก็ถูกรูดเต็มวงเงินทุกใบ ฉันเริ่มผัดผ่อนค่าเช่าร้าน ค้างค่างวดบ้าน ค้างค่าโทรศัพท์และอินเทอร์เน็ตทุกรายการ จนต้องเปลี่ยนไปใช้ระบบเติมเงิน แต่ด้วยลักษณะนิสัยหนึ่งของฉันที่เป็นคนเชื่อคนยาก ซึ่งถือเป็นเรื่องดี เพราะเมื่อมีคนมาชวนไปลงทุนนั่นนี่ ฉันจึงปฏิเสธไปอย่างนิ่มนวล ทำใจให้ตัวเองโดนทวงหนี้ทุกวัน และก็ใจแข็งไม่กู้นอกระบบ เพราะถ้าปัญหาถึงทางตันสุดจริงๆ หนี้ที่อยู่ในระบบจะปลอดภัยกว่า และเลือกใช้วิธียืมเงินจากเพื่อนผู้ใจดีมาหมุนเป็นวังน้ำวน
แน่นอนค่ะ แม้จะเศร้าแค่ไหน แต่ฉันก็ยังลุกไปจัดการหนี้บางอย่าง ฉันขายบ้าน (ด้วยกรอบความรู้ในตอนนั้น เลยทำให้ฉันขายไปในราคาเท่ามูลหนี้ของบ้านเป๊ะ) หมุนเงินอันน้อยนิดตัวเป็นเกลียวหัวเป็นน็อตจนปิดบัตรเครดิตได้ 3 ใบ ส่วนบัตรไหนที่ปิดไม่ได้ก็เดินขึ้นลงศาลเป็นว่าเล่น ลองยืมเงินคนที่ฉันเคยช่วยแต่ก็ไม่ได้ (การบอกตัวเองว่าเป็นคนเก่ง จึงเป็นเรื่องยากมากที่ฉันจะยืมเงินใคร)
และยังคงเปิดร้านขายของหารายได้ตามปกติ พร้อมกับเริ่มดื่มเบียร์ประคองชีวิตไปวันๆ ไม่เก็บขี้แมวเป็นเดือน บ้านเน่าเหม็นกลิ่นฉี่แมว ผ้าไม่ซัก และอีกหลายสิ่งที่กำลังดำเนินไปบนเส้นทางลาดลงเหว กระนั้นก็ยังบอกกับตัวเองทุกวันว่า ทุกอย่างพังได้หมดแต่จิตใจห้ามพัง
แต่เมื่อสถานการณ์ดำเนินมาถึงทางตันจริงๆ จากที่คิดว่าประคองได้ สุดท้ายจิตใจก็พังทลายลงมาและฉันเริ่มคิดที่จะจบชีวิตตัวเอง
ทว่า..ในช่วงเวลามืดมิดที่สุด ฉันตัดสินใจโทรหาสายด่วนสุขภาพจิตเพื่อขอความช่วยเหลือ หลังจากผ่านคำถามต่างๆ ที่ใช้ตรวจสอบสภาพจิตใจ สายด่วนก็บอกให้รีบไปหาจิตแพทย์ให้เร็วที่สุด เพราะมีแนวโน้มว่าฉันอาจจะทำร้ายตัวเอง
แต่ก็นั่นแหละค่ะ ฉันยังมีชีวิตมาจนถึงทุกวันนี้ มาเขียนเล่าเรื่องให้คุณฟัง เพราะฉันพาแมวไปตายด้วยไม่ได้ และเสียงในหัว “เคยสู้มาตลอดไม่ใช่เหรอ เธอชอบเอาชนะไม่ใช่เหรอ งั้นไปสู้ดิวะ สู้อีกสักตั้ง” ก็ดังลั่นขึ้นกลบความคิดอื่นๆ หมด และกลับมาใช้ชีวิตตามปกติกับความพยายามเลิกเศร้า..
แต่ยังค่ะ ยังไม่จบ มันยังมีการพังทลายของจิตใจครั้งที่สองด้วย ช่วงของความวัวยังไม่ทันหายความควายก็เข้ามาแทรก ฉันสูญเสียคนสุดท้ายที่ฉันคิดว่าเชื่อใจได้พ่วงมากับคดีอาญาที่ฉันไม่ได้ก่อ แต่ด้วยความรู้ที่มีอยู่น้อยนิดในเวลานั้น จึงตกลงไปรับเอาภาระของสิ่งที่อาจจะเป็นปัญหาในอนาคตมาไว้กับตัว
แน่นอนค่ะ ว่าคดีไม่ได้ร้ายแรงมากจนถึงขั้นต้องติดคุกติดตาราง แต่การถูกทิ้งให้
โดดเดี่ยวต้องเผชิญปัญหาเพียงลำพัง คือ สิ่งที่ทำร้ายจิตใจรุนแรงที่สุด แม้ทุกอย่างจะดาหน้าเข้ามาในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน แต่ฉันก็ไม่คิดฆ่าตัวตายอีกแล้ว
เพิ่มให้อีกเล็กน้อยกับความหลอนจนสติหลุดในช่วงเวลาเดียวกัน ฉันเจอสตอล์กเกอร์ด้วยล่ะ มันมาเฝ้าฉันทุกวันเป็นเวลานานมาก และฉันก็แจ้งความไม่ได้ด้วย เพราะตำรวจบอกว่ามันยังไม่ทำอะไรฉัน แต่บอกให้ฉันเตรียมอาวุธไว้ก็พอ 555+
อ่ะ พอๆ ..
อ้อ ลืมเล่า มีหนี้บัตรเครดิตตัวหนึ่งที่ฉันยืมเงินเพื่อนมาปิด และขอผ่อนจ่ายทีละเดือน แต่ความที่หาไม่พอใช้ ทำให้จ่ายคืนไม่ตรงเวลาจนเพื่อนเลิกคุยกับฉันเลยแหละค่ะ เลยเป็นที่มาของการ ‘คืนให้หมดและตั้งปณิธานว่าจะไม่ยืมเงินใครอีกชั่วชีวิต แม้จะต้องกินแค่ข้าวไข่เจียวก็ตาม’ และนั่นก็เป็นเรื่องเล็กๆ ที่นำไปสู่การเลือกซื้อของเท่าที่จำเป็น (ชั่วคราว)
เนื้อหาที่เล่ามาทั้งหมดนั้น คุณอาจจะสงสัยว่า ฉันตัวคนเดียวหรือเปล่า Yes! ใช่ค่ะ... ฉันเหลือตัวคนเดียวที่พยายามจะเอาตัวรอดให้ได้ในแต่ละวัน และการตัวคนเดียวในตอนนั้น มันคือจุดอ่อนที่ใหญ่มาก เพราะในสายตาคนรอบข้างมักจะมองว่า ‘ในเมื่อเธอไม่มีภาระ เธอก็ต้องเสียสละให้คนอื่นได้สิ... มีเท่าไหร่ก็ต้องให้คนอื่นไปทั้งหมด เพราะค่าของชีวิตเธอมันไม่เท่ากับคนอื่น’
เจ็บปวดดีแท้...
โอเคช่างมัน ผ่านไป ขี้เกียจคุ้ยแล้วล่ะ ลืมไปนานเกิ๊น
เมื่อความทุกข์โศกเศร้าหนักหนา ฉันก็ต้องหาทางหยุดคิด แต่สิ่งแรกที่เลือกทำในตอนนั้นคือการดีดกลับของนิสัย ย้อนไปสมัยวัยเด็กฉันเป็นคนไม่เชื่ออะไร เชื่อยาก แต่พอโตมาก็คุยกับคนยากขึ้น ฉันจึงพยายามเชื่อให้ได้ เชื่อตามที่สังคมส่วนใหญ่เป็น ข้างนอกของฉันเหมือนคนที่มีความเชื่อเต็มเปี่ยม แต่ข้างในฉันกลับต่อต้าน ดังนั้น ฉันจึงเลือกที่จะเป็นตัวเองตั้งแต่นั้นมา
เลิกเชื่อแล้วไปสวดมนต์ อ๊ะอ๊ะ ดูย้อนแย้งใช่ไหมคะ
ใช่ค่ะ ย้อนแย้ง เพราะในอดีตฉันสวดมนต์ตามที่เคยเรียนมา และเมื่อวันที่ฉันหัดหยุดคิดมาก ฉันเลยใช้บทสวดมนต์มาทำหน้าที่นั้นด้วยการมองเค้าเป็นเพียงภาษาบาลีที่อ่านยาก การอ่านออกเสียงในบทสวดมนต์ยากๆ ช่วยให้หยุดคิดได้ค่ะ ในกรณีนี้ คุณจะใช้ตำราที่อ่านยากๆ อื่นๆ ก็ได้นะคะ แต่ต้องอ่านออกเสียงเพื่อหยุดการคิดชั่วคราว ซึ่งฉันรู้เรื่องนี้เพราะสังเกตตัวเองเอาขณะที่สวดมนต์ ว่า เฮ้ย เราหยุดคิดนี่หว่า จุดพลุฉลอง ปังปังปัง
เสียงนาฬิกาดังติ๊กๆ (อันนี้มีคนแนะนำมา) นับในใจค่ะ ตามเสียงเข็มที่เดิน และเมื่อเข็มถึง 60 คุณก็ลองดูสักครั้งว่าตรงไหม ถ้าตรง ก็นับวนไปเรื่อยๆ จนกว่าจะพอใจ
และเขียนค่ะ เขียนทุกอย่างลงไป โกรธ ฉุนเฉียว โมโห รัก ใจดี อยากทำร้าย (ได้โปรดทำร้ายฉันมันให้แรงอีกหน่อย..) ลอกการบ้าน เขียนๆๆๆ เขียนทุกอย่างทั้งเรื่องดีและร้าย สุข เศร้า เหงา ทุกข์ เขียนสิ่งที่เจอแบบที่ฉันเจอข้างบนก็ได้ เขียนไปก่อน
คำเตือน : สำหรับคนที่ไม่มีพื้นที่ปลอดภัยในการซ่อนไดอารี่เพราะมีคนที่พร้อมจะก้าวข้ามอาณาเขตส่วนตัวเข้ามาเพื่อลดทอนตัวตนของคุณ ฉันก็ไม่รู้จะแนะนำยังไง อาจจะลองซ่อนในที่ที่คุณเก็บการ์ตูนวาย นิยายยูริ ถุงยางอนามัย ยาคุมแผงใหญ่ ก็ได้ แต่ถ้าไม่ได้จริงๆ .. ชะลอการพัฒนาตนเองไปก่อนค่ะ เอาตัวรอดให้พ้นวันไปก่อนคือสิ่งสำคัญที่สุด
ของฝากนักคิด(มาก) :
1. ระหว่างนี้ไม่ต้องพยายามสร้างวินัยอะไรทั้งสิ้น แค่เขียน อ่าน ฟัง ก็พอ อันที่จริงแล้ว ถ้าคุณยังตื่นไปทำงาน ไม่ขาด ไม่ลา ไม่มาสาย มันคือคำตอบแล้วว่าคุณมีวินัยค่ะ ไม่ใช่ไม่มี คำถามคือ แล้ววินัยอะไรที่ต้องทำเพิ่ม แล้ววินัยเหล่านั้นมันคือวินัยจริงๆ ที่ต้องทำหรือเปล่า คุณต้องไปหาเหตุผลตรงนั้นก่อน
แต่เชื่อเถอะ คนที่นอนกองอยู่กับการคิดมากและเผชิญปัญหารายวันที่รุมเร้า อย่าถามเลยว่าต้องลุกไปมีวินัยหรือต้องเปลี่ยนกิจวัตรเล็กๆ ยังไง แค่ปวดชริ้งฉ่อง (อ่านออกเสียงได้นะ เอาฮา) มันยังไม่อยากลุกไปห้องน้ำเลย แต่เดี๋ยวพอคุณหาสิ่งที่ต้องการเจอ คุณจะสร้างวินัยที่เป็นของคุณเองค่ะ คุณจะเลือกมีวินัยกับบางอย่าง และตัดวินัยที่ไม่จำเป็นทิ้งไป พร้อมกับจัดการวินัยทั้งหมดด้วยตัวคุณเองโดยธรรมชาติของคุณ
2. ถ้าคุณสวดมนต์แล้วเจอปาฏิหาริย์บางอย่างในอีกไม่กี่วันถัดมา เช่น คุณพบว่าคนรอบตัวดีกับคุณจัง ให้พิจารณาดีๆ ว่าเป็นที่ปาฏิหาริย์หรือตัวเองสร้างจิตใหม่จนสามารถหันทิศของจิตไปหาสิ่งดีๆ อยู่หรือเปล่า ถ้าใช่ คุณศรัทธาตัวเองได้เลย ใช่ค่ะ คุณศรัทธาในตัวเองได้ อย่าให้ใครมาบอกคุณว่าไม่มีสิทธิ์ เพราะฉะนั้น ถ้าอยากเปลี่ยนแฟน อย่าเพิ่งรีบค่ะ รอดูวันที่เปลี่ยนทัศนคติได้ก่อน บางที การเปลี่ยนทัศนคติ อาจจะทำให้คุณหันทิศของจิตแล้วมองเห็นคนข้างๆ เปลี่ยนไป
3. อย่าออกกำลังกายในระหว่างนี้ !!
แปลกใช่ม้าาา หลายกูรูบอกว่าคุณควรออกกำลังกายเพื่อหลั่งสารความสุขอะไรก็ตามแต่ ใช่ค่ะ พวกสารเหล่านั้นจะทำให้คุณมีความสุขมากจนคุณออกกำลังกายเกินลิมิต และเมื่อคุณยังตั้งสติได้ไม่มากพอ คุณจะเสพติดสุขเหล่านั้นจนไม่ยอมหยุดเพื่อหนีทุกข์ ซึ่งร่างกายที่อ่อนล้าจากความเครียดสะสม อาจทำให้บาดเจ็บง่ายกว่าปกติ ฉะนั้น อย่าซ้ำเติมตัวเองอีก แต่ถ้าคุณอยากออกกำลังกายจริงๆ โยคะเบาๆ ที่บ้านพอค่ะ 15-30 นาที เลือกท่าง่ายๆ สบายๆ ไม่ต้องฝืนเกินไป
ก่อนจะไปถึงบทหน้า ฉันอยากบอกว่า หากคุณเจอตำราที่เกี่ยวกับการหยุดคิดแล้วรู้สึกถูกจริต จะลองซื้อมาอ่านก็ได้นะคะ แล้วแวะมาแบ่งปันฉันบ้าง เพราะแนวทางที่ฉันแนะนำจะเน้นวิธีใช้จ่ายน้อยที่สุด เนื่องจากตอนนั้นฉันไม่มีเงินมากพอที่จะไปเข้าคอร์สหรือใช้จ่ายได้มากตามใจ
และในครั้งต่อไป ฉันจะไปพาคุณไปหาแฟน เอ้ย หาทางเอาสิ่งที่เขียนออกมาทำอะไรบางอย่างและเข้าใจตัวเองได้ดีขึ้น กับบทที่ชื่อว่า “เกาไม่ถูกที่คัน”
ถ้อยคำเหล่านี้กลั่นกรองจากหัวใจและประสบการณ์ตรงของ Boonrodjang... ไม่ได้มีงานวิจัยหรือการพบปะนักจิตวิทยาใดๆ รองรับ หากแต่เป็นการศึกษาหาความรู้ ตั้งคำถาม และสร้างการทดลองต่างๆแบบลองผิดลองถูกด้วยตัวเอง จึงไม่อาจลง Ref. ทั้งหมดได้ (น่าจะใส่ได้แค่บาง Ref.) มีเพียงความทรงจำที่ถูกบันทึกไว้ ผ่านไดอารี่หลายเล่มที่กระท่อนกระแท่น และพยายามรวบรวมแล้วเอามาเล่าสู่กันฟัง เผื่อใครจะลองมองหาแนวทางอื่นที่แตกต่างออกไป..เหมาะสำหรับคนที่กำลัง Burnout ใกล้มอดไหม้ ให้กลับมามีไฟลุกโชนได้อีกครั้ง
ทว่า..หากข้อความนี้สามารถสร้างแรงบันดาลใจและคุณอยากแบ่งปันรบกวนให้เกียรติ Boonrodjang เจ้าของผลงานด้วยการแชร์พร้อมเครดิตชื่อผู้เขียน เพื่อเป็นกำลังใจให้เราได้สร้างสรรค์พื้นที่ปลอดภัยนี้ต่อไปค่ะ
"ถ้าขายังไม่แข็งแรง พิงไหล่ฉันก่อนได้นะ เผื่อวันหนึ่งที่ฉันไม่แข็งแรง เพราะทุกสิ่งมีเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป บางทีฉันอาจจะขอพิงไหล่คุณบ้าง..นะคะ”
แนวคิด
ปรัชญาชีวิต
พัฒนาตัวเอง
บันทึก
1
1
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย