8 เม.ย. เวลา 09:13

คำแนะนำการจัดการน้ำเสียจากฟาร์มสุกร

ปัญหาน้ำเสียจากการเลี้ยงสุกรเป็นประเด็นสิ่งแวดล้อมที่สำคัญของประเทศ เนื่องจากน้ำเสียจากฟาร์มสุกรมีความเข้มข้นของสารอินทรีย์สูงกว่าน้ำเสียจากชุมชนหลายเท่า โดยมีสาเหตุหลักของน้ำเสียเกิดจากกิจกรรมการเลี้ยงสุกร
ได้แก่ การใช้น้ำฉีดล้างคอก โรงเรือน และชำระล้างตัวสุกรเพื่อลดความร้อนและรักษาความสะอาด และการบริหารจัดการฟาร์มที่ขาดประสิทธิภาพ มีการจัดการมูลสัตว์ที่ไม่เหมาะสม รวมทั้งระบบบำบัดน้ำเสียไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่สามารถรองรับปริมาณน้ำเสียที่เกิดขึ้นทั้งหมด ทำให้เกิดการอุดตันและน้ำเสียล้นออกสู่ภายนอก ส่งผลให้น้ำในแหล่งน้ำเน่าเสียไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้ เกิดปัญหากลิ่นเหม็น และการปนเปื้อนเชื้อโรคสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ และน้ำใต้ดิน
กรมควบคุมมลพิษ ได้ลงพื้นที่สำรวจข้อมูล และเก็บตัวอย่างน้ำจากระบบบำบัดน้ำเสียฟาร์มสุกร และให้คำแนะนำทางวิชาการเกี่ยวกับการจัดการน้ำเสียจากฟาร์มสุกร ดังนี้
1. การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสะอาดในฟาร์มสุกร ได้แก่
1.1 เก็บกวาดและรวบรวมมูลสุกรและเศษอาหารออกจากคอกสุกรก่อนล้างทำความสะอาดคอก เพื่อลดปริมาณความสกปรกของน้ำเสียจากการเลี้ยงสุกร
1.2 แยกรางระบายน้ำฝนออกจากรางระบายน้ำเสีย โดยน้ำฝนจะถูกระบายลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะโดยตรง ส่วนน้ำจากการล้างคอกสุกรที่มีมูลและปัสสาวะจะถูกส่งไปบำบัดในบ่อบำบัดน้ำเสีย เพื่อป้องกันปัญหาน้ำล้นและลดภาระบ่อบำบัด
1.3 ใช้ระบบน้ำหยดสำหรับสุกรแม่พันธุ์ โดยเฉพาะระยะอุ้มท้อง โดยการติดตั้งท่อและหัวหยดน้ำให้สูงกว่าแม่สุกร และติดตั้งบริเวณที่แม่สุกรนอน น้ำจะหยดลงมาอย่างช้า ๆ ทำให้ผิวหนังเปียกขึ้นและเกิดการระเหยช่วยระบายความร้อนได้ดี ทั้งนี้ ควรเปิด-ปิดเป็นรอบ เพื่อไม่ให้พื้นแฉะเกินไปและป้องกันการสิ้นเปลืองน้ำ
2. การเพิ่มประสิทธิภาพระบบบัดบำบัดน้ำเสียฟาร์มสุกร ได้แก่
2.1 รวบรวมน้ำเสียจากกิจกรรมการเลี้ยงสุกรทั้งหมดเข้าสู่ระบบบำบัดน้ำเสีย
2.2 สร้างระบบบ่อเกรอะเพื่อรองรับน้ำเสียจากบ่อก๊าซชีวภาพก่อนเข้าสู่บ่อผึ้ง
2.3 ตรวจสอบความสามารถในการรองรับน้ำเสียของบ่อบำบัดน้ำเสียที่มีอยู่ในปัจจุบันให้สามารถรองรับน้ำเสียที่เกิดขึ้นจากการเลี้ยงสุกรได้ทั้งหมด
2.4 ดูแลระดับน้ำในบ่อบำบัดน้ำเสียบ่อสุดท้ายให้มีปริมาณน้ำอยู่ในระดับต่ำกว่าขอบบ่อไม่น้อยกว่า 50 เซนติเมตร เพื่อไม่ให้น้ำบ่อสุดท้ายไหลล้นออกสู่ภายนอก
2.5 ใช้ระบบบำบัดน้ำเสียที่สามารถผลิตก๊าซชีวภาพได้ เช่น ระบบบ่อหมักแบบยูเอเอสบี (UASB: Upflow Anaerobic Sludge Blanket) หรือระบบบ่อหมักก๊าซชีวภาพแบบบ่อคลุมไร้อากาศ (PVC Cover Lagoon) เพื่อผลิตพลังงานใช้ในฟาร์มสุกร
2.6 ปรับปรุงระบบบำบัดน้ำเสีย เช่น การเพิ่มระบบบำบัดน้ำเสียแบบบึงประดิษฐ์
ซึ่งควรติดตั้งไว้หลังระบบบำบัดน้ำเสียหลัก (เช่น บ่อเกรอะ บ่อเติมอากาศ) เพื่อทำหน้าที่เป็นระบบบำบัดน้ำเสียขั้นสูง (Tertiary treatment)
ช่วยกรองและบำบัดสารอินทรีย์ ไนโตรเจน และฟอสฟอรัสที่หลงเหลืออยู่ให้มีคุณภาพดีขึ้นก่อนปล่อยออกสู่สิ่งแวดล้อม โดยฟาร์มสุกรที่ควรเพิ่มระบบบำบัดน้ำเสียแบบบึงประดิษฐ์ ได้แก่ ฟาร์มสุกรที่มีขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ที่มีปริมาณน้ำเสียมากและมีสารอินทรีย์สูง รวมถึงฟาร์มสุกรที่ต้องการลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน เนื่องจากระบบบำบัดน้ำเสียแบบบึงประดิษฐ์ใช้พลังงานธรรมชาติในการบำบัดน้ำเสีย
2.7 ขุดลอกตะกอนออกจากบ่อบำบัดน้ำเสียอย่างสม่เสมอ
3. การนำน้ำเสียกลับมาใช้ ได้แก่
3.1 ส่งเสริมให้ฟาร์มสุกรนำน้ำเสียที่ผ่านการบำบัดและได้มาตรฐานแล้วกลับไปใช้รดแปลงหญ้าภายในพื้นที่ฟาร์ม เพื่อลดการระบายออกสู่แหล่งน้ำสาธารณะ
3.2 ผู้ประกอบการควรทำข้อตกลงระหว่างฟาร์มและเกษตรกรข้างเคียง ในการนำน้ำที่ผ่านการบำบัดแล้ว (Treated Wastewater) และเป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนดไปใช้ในภาคเกษตรกรรมในช่วงฤดูแล้ง
รูปที่ 1 การจัดการน้ำเสียในฟาร์มสุกร
การพัฒนารูปแบบและเทคโนโลยีในการบำบัดน้ำเสียที่เหมาะสมจึงมีความสำคัญ ]หากเทคโนโลยีไม่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพไม่เพียงพอจะส่งผลกระทบต่อค่าความสกปรกของน้ำที่สูงขึ้น ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน เช่น กลิ่นเหม็นรบกวน น้ำเน่าเสีย จนเป็นสาเหตุในการร้องเรียนตามมา
ดังนั้น เพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหาน้ำเสียจากฟาร์มสุกรอย่างต่อเนื่องและเป็นรูปธรรม กรมควบคุมมลพิษ จะดำเนินงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมปศุสัตว์ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้ประกอบการ และสถาบันการศึกษา ในการพัฒนารูปแบบและเทคโนโลยีในการบำบัดน้ำเสียจากการเลี้ยงสุกรที่เหมาะสมและไม่เป็นการเพิ่มภาระให้กับผู้ประกอบการ เพื่อให้สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการลดปริมาณความสกปรกของน้ำเสียจากการเลี้ยงสุกรอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป
โฆษณา