ฉือจี้ องค์กรการกุศลที่ทรงพลังที่สุดแห่งหนึ่งของโลก อาสาสมัครทำงานฟรีนับล้านคน อย่างเหลือเชื่อ

ผู้เขียนได้มีโอกาสไปศึกษาดูงานมูลนิธิฉือจี้อีกครั้งหนึ่ง เมื่อวันที่ 27-28 กุมภาพันธ์ 2569 ในฐานะนักศึกษาของหลักสูตร ปธพ12 (ประกาศนียบัตรธรรมาภิบาลทางการแพทย์ ของผู้บริหารระดับสูง) ของสถาบันมหิตลาธิเบศร แพทยสภา
มีความประทับใจในเรื่องราวต่างๆของฉือจี้ ทั้งจากการศึกษาดูงานเมื่อหลายปีก่อน และในครั้งนี้ด้วย จึงขอนำมาสรุปร่วมกันดังนี้
บทนำ : มูลนิธิฉือจี้เป็นองค์กรการกุศลที่ทรงพลังที่สุดแห่งหนึ่งของโลก มีรากฐานก่อกำเนิดมาจากพุทธศาสนามหายาน
มีระบบบริหารจัดการเรื่องจิตอาสาที่โดดเด่นมากเป็นพิเศษ
มูลนิธิก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2509 (ค.ศ.1966)ก่อกำเนิดขึ้นที่เมืองฮวาเหลียน ไต้หวัน ทางฝั่งตะวันออกของประเทศ
ธรรมาจารย์เจิ้นเหยียน วัยสาว
โดยท่านธรรมาจารย์เจิ้นเหยียน ร่วมกับกลุ่มแม่บ้าน 30 คน ที่ออมเงินวันละ 50 เซนต์ในกระบอกไม้ไผ่
ในปัจจุบันเผยแพร่ไปกว่า 136 ประเทศทั่วโลก มีสำนักงานใน 68 ประเทศและอาสาสมัครกว่า 6 ล้านคน มีผู้ร่วมบริจาคกว่า 10 ล้านคน
กิจกรรมหลักๆของมูลนิธิจะครอบคลุม 4 ประการได้แก่
1) การสงเคราะห์ผู้ยากไร้
2) ดูแลเรื่องสุขภาพ
3) สนับสนุนการศึกษาการเรียนรู้
4) วัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม
ปรัชญาและหลักการสำคัญของมูลนิธิ
1) ความรักมนุษยชาติ ถือเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ไม่เลือกเพศ ศาสนา ฐานะ เชื้อชาติ ระบบการปกครอง
2) การลงมือปฏิบัติ เน้นทำความดีทันทีและจริงจัง
3) การให้เกียรติ การให้ความเคารพต่อการช่วยเหลือ และผู้รับการช่วยเหลือ ในการมอบสิ่งของ จะต้องโค้งคำนับกล่าวขอบคุณผู้ที่มารับความช่วยเหลือ ถือว่าเป็นผู้มีพระคุณ ให้โอกาสอาสาสมัครได้ทำความดี ผู้ให้ความช่วยเหลือ ไม่ได้เหนือกว่า ไม่แสดงอาการดูถูกหรือเวทนา (จะทำให้เราไม่มีวันเสียใจที่ได้ทำจิตอาสา ทำความดี)
แต่งตัวสุภาพเรียบร้อย สะอาดสอ้าน
4) วินัยและภาพลักษณ์ อาสาสมัครจะแต่งกายด้วยชุดที่สะอาด เป็นระเบียบเรียบร้อย ชุดน้ำเงิน-ขาว มีระเบียบเคร่งครัด 10 ข้อ เช่น ห้ามดื่มสุรา สูบบุหรี่ ต้องรักษากริยามารยาท ตลอดจนวาจาที่ไพเราะสุภาพ
5) การบริหารจัดการตนเองของอาสาสมัคร ออกเงินเอง ออกแรงเอง เมื่อได้เงินบริจาคเข้ามาในมูลนิธิ จะไม่มีการหักค่าใช้จ่ายใดใด หากแต่นำไปช่วยเหลือผู้อื่นร้อยเปอร์เซ็นต์
6) ไม่เน้นการเผยแพร่ศาสนา มุ่งมั่นเผยแพร่ความรักต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน
7) ได้รับการยอมรับเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นประชาชนบนจีนแผ่นดินใหญ่ อินโดนีเซียที่เป็นประเทศมุสลิม หรือแม้กระทั่งเมียนมาร์ที่ประเทศไม่เป็นประชาธิปไตยก็ตาม
มหาวิทยาลัยฉือจี้ : ก่อตั้งขึ้นหลังจากที่ทางมูลนิธิได้จัดตั้งโรงพยาบาล ให้การดูแลผู้ป่วย และประสบปัญหามีการขาดแคลนบุคลากรทางการสาธารณสุข เริ่มต้นด้วยการผลิตพยาบาลก่อน แล้วตามด้วยวิทยาศาสตร์สุขภาพ จนในที่สุดเกิดคณะแพทยศาสตร์ จัดการศึกษาที่ครบวงจร ทั้งในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน อาชีวศึกษา และอุดมศึกษา
จากการเยี่ยมชม ได้พบเห็นการบริหารจัดการที่โดดเด่น อาทิเช่น การให้เกียรติผู้บริจาคร่างกายหรือที่เรียกว่าอาจารย์ใหญ่ ให้กับนักศึกษาแพทย์ได้เรียน
เป็นเรื่องที่โดดเด่นอย่างมาก เริ่มตั้งแต่นักศึกษาแพทย์จะต้องไปเยี่ยมและทำความรู้จักกับครอบครัวของผู้บริจาคร่างกายเสียก่อน การศึกษาและเข้าใจในชีวิตของผู้บริจาคร่างกาย ทำความเคารพร่างผู้บริจาคทุกครั้งก่อนทำการศึกษา
การมุ่งมั่นตั้งใจศึกษาเล่าเรียนให้คุ้มกับการเสียสละของเจ้าของร่าง การเย็บร่างกายและการห่อผ้าอย่างปราณีตให้ดีที่สุดหลังจบการศึกษา
การที่ผู้บริหารทุกระดับ ตั้งแต่สูงสุดลงไปจนถึงต่ำสุด จะมาเข้าร่วมให้เกียรติในงานพิธีฌาปนกิจของผู้บริจาคร่างกาย ตลอดจนการเก็บอัฐิในคริสตัลที่รวบรวมไว้ในห้องที่ทางมหาวิทยาลัยให้เกียรติสูงสุด
ทางคณะแพทยศาสตร์รับนักศึกษาได้ปีละ 50 คน โดยที่ทั้งประเทศไต้หวันผลิตได้ 1300 คน โดยมีการกระจายไปทำงานในโรงงพยาบาลต่างๆทั่วเกาะไต้หวัน และทราบว่ามีอัตราการกระทำผิดทางจรรยาบรรณที่น้อยกว่าจบการศึกษาจากที่อื่น
มีการจัดวิชาที่เสริมการเรียนแพทย์อย่างยอดเยี่ยม เช่น วิชาการจัดดอกไม้ การชงชา ทำให้มีความอดทน ใจเย็นและละเมียดละไมในการทำงาน ส่งผลดีเมื่อไปทำงานดูแลผู้ป่วยต่อไป
สมณารามจิ้งซือ คือการพิจารณาอย่างสงบ เป็นหัวใจต้นแบบของมูลนิธิ ที่มีอาสาสมัครไปทำงานช่วยเหลือผู้คนทั่วโลก
โดยมีหลักการทำงานได้แก่
ต้องพึ่งพาตนเอง
วันไหนไม่ทำงาน วันนั้นไม่กิน
ท่านธรรมาจารย์เจิ้นเหยียน ได้ตั้งปณิธานอย่างแรงกล้าว่า จะไม่รับเงินบริจาคเพื่อมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวันของคณะสงฆ์อย่างเด็ดขาด
หากแต่จะนำเงินบริจาคทั้งหมดจากผู้มีจิตกุศล ไปสู่ผู้ยากไร้ผู้ด้อยโอกาสเท่านั้น
ภิกษุณีของฉือจี้ จึงทำไร่ปลูกผัก ทำรองเท้า ทำธูปเทียน เพื่อนำมาซึ่งปัจจัยสี่ในการดำรงชีวิต
การบริหารการเงิน จะแยกบัญชีเด็ดขาด ระหว่างกองทุนการกุศลที่รับมาจากผู้บริจาคและส่งต่อไปยังผู้ยากไร้
ออกจากบัญชีการดำเนินงานของสมณาราม ซึ่งจะมีรายได้จากการขายผลิตภัณฑ์ของตนเอง ใช้เพื่อยังชีพคณะสงฆ์ ใช้สนับสนุนการเผยแพร่ธรรมมะใช้ในการบริหารจัดการภายใน
โดยเน้นสินค้า ที่เป็นการดูแลสุขภาพ รักษ์โลก และหนังสือต่างๆ
การดูแลอาสาสมัคร เป็นระบบพี่เลี้ยง มีรุ่นพี่คอยดูแลรุ่นน้อง จะมีระบบการเรียนรู้ และฝึกอบรมอย่างเป็นระบบ ไต่เต้าจากอาสาสมัครทั่วไป จนมาเป็นอาสาสมัครระดับกรรมการ
มีการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย มีระบบฐานข้อมูลผู้ยากไร้ และการสื่อสารที่รวดเร็ว พร้อมที่จะระดมอาสาสมัครเวลาเกิดภัยพิบัติทั่วโลก
ในการทำกิจกรรม อาสาสมัครจะมีความพร้อมตลอด 24 ชั่วโมง
เน้นการเป็นต้นแบบรักโลกสีเขียว มีการให้ใช้กระบอกน้ำ ช้อน ตะเกียบติดตัวอยู่เสมอ เพื่อไม่เกิดขยะ ทานอาหารมังสวิรัติ ซึ่งมีความหลากหลาย รสชาติดี และมีคุณค่าทางโภชนาการ
สิ่งที่ทำให้ผู้คนศรัทธาก็คือ ความโปร่งใสเชื่อถือได้ ความเสียสละ และมุ่งมั่นเอาจริงของอาสาสมัครที่เข้ามาทำงานจิตอาสา
จะได้เห็นภาพภิกษุณี ที่ยังทำงานในสวน ในโรงงานแปรรูปเกษตร เกิดแรงบันดาลใจว่า ขนาดนักบวชยังทำงานหนักเพื่อช่วยโลก แล้วทำไมเราซึ่งเป็นประชาชนคนธรรมดา จะทำไม่ได้
ท่านธรรมาจารย์ มีอายุเกือบ 90 ปีแล้ว แต่ยังมีสุขภาพที่แข็งแรงกว่าวัย ผู้เขียนได้มีโอกาสเข้าพบท่านในระยะเวลาสั้นสั้นในครั้งนี้ด้วย ท่านยังสามารถเดินได้ด้วยตนเอง และนำการประชุมได้
แต่ก็สังเกตพบว่า ได้มีการวางแผนเรื่องการดำเนินการของมูลนิธิอย่างยั่งยืนในอนาคต ให้เกิดความเชื่อมั่นว่า มูลนิธิจะดำเนินการต่อไปได้อย่างดี หลังจากท่านจากโลกนี้ไปแล้ว
โดยการวางระบบที่ไม่ยึดตัวท่านเป็นหลัก มีการจัดหาผู้บริหารผู้จัดการ (CEO) มาทำงานให้กับมูลนิธิอย่างมืออาชีพ และตัวท่านเองค่อยทยอยวางมือจากการทำงานอย่างเป็นระบบ
โรงแยกขยะรีไซเคิล
การเปลี่ยนขยะให้เป็นทองคำ และเปลี่ยนทองคำมาเป็นความรัก
เริ่มก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2533 เมื่อท่านธรรมาจารย์ไปบรรยายที่ไถจง พบขยะเกลื่อนกลาดเต็มไปหมด ท่านได้กล่าวว่า ขอให้ผู้ที่รับฟังท่านและปรบมือให้ท่านนั้น ได้นำมือที่ปรบมือไปทำการเก็บขยะให้เรียบร้อย
จากอาสาสมัครเพียงคนเดียวที่เก็บขยะหน้าบ้าน แพร่ไปสู่จุดรับขยะย่อย จุดเก็บขยะกว่า 8000 แห่งใน 21 ประเทศ(เป็นตัวเลขเมื่อปี 2566)
ในไต้หวันเอง มีจุดรับและแยกขยะราว 1000 จุด อาสาสมัครนับ 10,000 คนทั่วโลกมีนับ 100,000 คน
จุดที่เราไปดูงาน เป็นโรงแยกขยะขนาดใหญ่ที่สุด มีอาสาสมัครนับ 100 คน ทุกคนไม่มีค่าจ้าง ทางมูลนิธิเพียงจัดอาหารกลางวันให้เท่านั้น
ได้มีการพัฒนาระบบที่น่าสนใจคือ ทำให้ขยะนั้นมีความสะอาด จะได้มูลค่าสูง และยังส่งผลให้มีอาสาสมัครมาทำงานแยกขยะมากขึ้น เพราะไม่สกปรก ไม่เปียกแฉะ และไม่มีกลิ่นเหม็น
อาสาสมัครบางคน มาแยกขยะเฉพาะวันหยุด เนื่องจากมีงานประจำทำอยู่ในวันจันทร์ถึงวันศุกร์
ส่วนอาสาสมัครบางส่วนที่สูงอายุแล้ว ก็จะมาแยกขยะทุกวัน
จากการสอบถามพูดคุยกับอาสาสมัคร ทุกคนมีความสุข รู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า ได้พบปะผู้คนไม่เหงา และไม่เบื่อหน่ายชีวิต
แยกขยะแบบละเอียดและสะอาด
อาสาสมัครหลายคนมีหน้าที่ในการแกะหรือตัดสติกเกอร์ออกจากพลาสติก ทำให้พลาสติกมีความบริสุทธิ์ สะดวกต่อการนำไปทำพลาสติกที่มีมูลค่าสูงต่อไป
และพลาสติกเหล่านั้น จะถูกนำไปแปลงด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อผลิตเป็นเสื้อผ้า เครื่องแบบและกระเป๋าต่างๆ นำมาซึ่งรายได้และกำไรปีละหลายร้อยล้านบาท และนำไปพัฒนาสถานีโทรทัศน์ต้าอ้ายต่อไป
สถานีโทรทัศน์ต้าอ้าย สถานีแห่งความรัก : ก่อกำเนิดมาจากขยะ มาจากรายได้ของโรงขยะรีไซเคิล
เนื้อหาในการนำเสนอของสถานีโทรทัศน์นี้ มีความครบถ้วน สนุกสนานตามความต้องการของผู้ชมทุกเพศทุกวัย ไม่ได้มีสถานีเอาไว้บรรยายธรรมะหรือสอนธรรมะแต่อย่างใด
หากแต่คนธรรมดาหาเช้ากินค่ำ ก็ให้ความสนใจที่จะมาชมละคร ซีรี่ส์ ละครบางเรื่องได้รับความนิยมสูงมาก นักแสดงได้รับรางวัลด้วย มีรายการข่าว สารคดีต่างประเทศ และที่ผลิตขึ้นเอง
สอดแทรกค่านิยม ความเชื่อ ทัศนคติที่เน้นเรื่อง คนดี การทำความดี
ภายในห้องส่งสถานีโทรทัศน์ต้าอ้าย
มีห้องส่งถ่ายทอดออกอากาศ มีอุปกรณ์สื่อสารที่ทันสมัย มีผู้ดำเนินรายการที่มากความสามารถ บุคลิกหน้าตาดี
มีความรู้และทักษะดีเยี่ยม
โรงพยาบาลฉือจี้ : แม้การศึกษาดูงานครั้งนี้ จะไม่มีโอกาสได้ชมโรงพยาบาล แต่จากที่เคยมาเยี่ยมชมเมื่อหลายปีก่อน ก็พบว่าโรงพยาบาลของฉือจี้ ซึ่งมีอยู่หลายแห่งด้วยกัน ล่าสุดน่าจะมีถึงแปดแห่งทั่วประเทศไต้หวัน
จัดเป็นโรงพยาบาลแห่งความดีงามอย่างแท้จริง ต้องการช่วยเหลือผู้คนให้มากที่สุด ดีที่สุดเสมอ โดยไม่เลือกชนชั้น
มีอาสาสมัครเข้ามาช่วยเหลืองานเป็นจำนวนมาก หน้าตาใจดี แต่งตัวสะอาดสะอ้านเรียบร้อย บุคลิกภาพการพูดจาดีเยี่ยม
มีพื้นที่ของโรงพยาบาลที่สว่าง สงบ และสะอาด เพื่อเยียวยาจิตใจของผู้ป่วยและญาติผู้ป่วยที่ประสบความทุกข์
จัดให้ญาติสามารถมาพักทำอาหารทานกับผู้ป่วยในระยะสุดท้ายที่หมดหวังในการรักษาแล้ว ตลอดจนมีห้องสวดหลังจากเสียชีวิตครบทั้งสามศาสนาคือ พุทธ คริสต์ และอิสลาม
ใช้ในการจัดการเรียนรู้ของนักศึกษาแพทย์และพยาบาล
ธรรมาจารย์เจิ้นเหยียน จะทำการประชุมหารือผู้อำนวยการโรงพยาบาลในทุกเช้าทางออนไลน์
บทส่งท้าย
ฉือจี้ เป็นมูลนิธิที่ยิ่งใหญ่ระดับโลก แต่เริ่มมาจากผู้หญิงตัวเล็กเล็กเพียงคนเดียว สามารถถ่ายทอดหลักการทำความดีที่ลึกซึ้งและยิ่งใหญ่มาก ว่า
คนทำความดี ไม่ควรมีความทุกข์
คนทำความดี ควรขอบคุณผู้ด้อยโอกาส ที่ทำให้เรามีโอกาสทำความดี
ระบบของมูลนิธิ มีความน่าเชื่อถือ แยกบัญชีของผู้บริจาคอย่างเด็ดขาด ออกจากบัญชีค่าใช้จ่ายของวัด
ไม่เน้นการเผยแพร่ศาสนา
ก้าวข้ามปัญหาเรื่องศาสนา ระบบการปกครอง และเชื้อชาติ มีการวางระบบให้มืออาชีพสามารถดำเนินการอย่างยั่งยืนต่อไปได้ในอนาคต
นับเป็นหนึ่งในการศึกษาดูงาน ที่มีความคุ้มค่า มีคุณค่า มีความสุข และได้นำมาประยุกต์ใช้กับการทำงานในประเทศไทยได้อย่างดียิ่ง มาโดยตลอด
โฆษณา