9 เม.ย. เวลา 05:40 • ภาพยนตร์ & ซีรีส์

รีวิวซีรีส์ “First Love (2022)”

เป็นซีรีส์ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากเพลง First Love ของ Utada Hikaru ซึ่ง Yuri Kanchiku ผู้เขียนบทและผู้กำกับได้นำเพลงนี้มาปรับเข้ากับเนื้อหาของซีรีส์ได้ดีมาก มีฉากนึงที่เพลง First Love เปิดขึ้นมาประกอบฉาก ทำเอาขนลุกเลย เพลงนี้มันช่างทรงพลังจริงๆ ให้ความรู้สึกได้ทั้งสวยงาม หวานชื่น เศร้า และขมขื่น ไปพร้อมๆ กัน
ครอบครัว ความฝัน และความรัก แกนหลักของเรื่องนี้ถูกอธิบายอย่างคร่าวๆ ผ่านความคิดของยาเอะไว้ว่า
“มีบางคนพูดว่า ชีวิตมันก็เหมือนการต่อจิ๊กซอ ตั้งแต่ความทรงจำที่ดีที่สุด ไปจนถึงประสบการณ์เลวร้ายสุดขีดจนอยากสาปส่งโชคชะตา ทุกอย่างเป็นชิ้นส่วนที่ไม่อาจหาอะไรมาแทนได้ ใบอนุญาตที่ทำหาย ชุดในเดือนธันวาคม รอยเปื้อนจากน้ำหมึกสีบลูอาวเวอร์ ช่วงเวลาที่เราใกล้ชิดกันในฤดูหนาว ยานสำรวจดาวอังคารที่มีชื่อคุณบนนั้น นักร้องเพลงป๊อปที่อายุเท่าคุณ ฝันที่ไม่เคยเป็นจริง รักที่ไม่สมหวัง คนที่ห่างเหินกันไป แม้แต่คราวเคราะห์ทั้งหลาย สิ่งเหล่านั้นเติมเต็มภาพรวมของฉันหรือไม่”
ด้านครอบครัวนั้นผมชอบครอบครัวของ Harumichi เพราะเป็นครอบครัวที่สดใส ร่าเริงมีรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ พวกเขามักใส่ชุดสีแดงอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งสีแดงสื่อถึงความสดใส มีชีวิตชีวา และความร่าเริง
ด้านความฝันผมชอบบทพูดที่ Harumichi พูดเกี่ยวกับกับการทำตามความฝันไว้ว่า “นายต้องการอะไร บินไปตามสายลมที่คาดเดาไม่ได้ หรือต้องการลมหนุนแล้วบินไปตามสายลม” มันชี้ให้เห็นว่าเราควรเลือกทำตามความฝันของเราเองแม้ว่ามันจะดูไม่แน่นอนก็ตาม
ด้านความรัก สื่อให้เห็นถึงความรักระหว่างคู่รักที่หวานชื่นในช่วงวัยรุ่น ความห่างไกล ความไม่เข้าใจกัน และความผิดหวังได้อย่างดี ความรักของครอบครัว ความรักของคนเป็นแม่ก็ทำได้อย่างลึกซึ้งทำเอาผมแทบจะร้องไห้ เรียกได้ว่าผู้กำกับสอดแทรกรูปแบบของความรักมาได้อย่างครบถ้วน
การตัดต่อสลับไปมาระหว่างอดีตกับปัจจุบันทำได้ดี แสดงให้เห็นถึงการเติบโตของตัวละครที่แม้จะไม่สมหวังกับสิ่งที่ตั้งใจไว้แต่ไม่ว่าอย่างไรชีวิตก็ต้องเดินหน้าต่อไป รู้สึกสงสารยาเอะนางเอกเรื่องนี้มาก
ฉากและสิ่งของตอนช่วงย้อนอดีต ในยุคที่อินเเทอร์เน็ตยังเข้าไม่ถึง ได้แต่ส่งจดหมายหากัน ถูกใจวัยรุ่นยุค 90s อย่างผมยิ่งนัก
การแสดงของนักแสดงก็ทำได้ดีเยี่ยมไม่รู้สึกว่าเป็นญี่ปุ่นจ๋าที่พูดไปพยักหน้าไป สีหน้าอารมณ์ ท่าทาง ทำให้คนดูอินไปด้วย
เพลงประกอบเพราะมากไม่ว่าจะเป็นเพลง First love เองหรือเพลงอื่นๆ เช่น Old Pine ของ Ben Howard, Cry for love ของ The Mary Onettes หรือ 1995 ของ The Radio Dept ก็เพราะมากเช่นกัน ผมว่าเสียงเพลงเป็นสิ่งที่เชื่อมโยงเหตุการณ์ในอดีตได้ เหมือนเวลาที่เราได้ยินเพลงเก่าที่เรารักดังขึ้นมา ชั่วขณะนั้นภาพในอดีตก็พรั่งพรูเข้ามาในหัวของเราอย่างกับได้ย้อนเวลากลับไป
ดูเรื่องนี้จบแล้วย้อนกลับมาคิดถึงเรื่องตัวเองว่าเรายังมีความฝันอะไรที่ยังไม่ได้ลงมือทำ หรือยังทำไม่สำเร็จอีกบ้างนะ ทำให้เกิดแรงกระตุ้นอยากทำให้มันสำเร็จขึ้นมา
ผทว่าการทำตามความฝันนั้นไม่จำเป็นต้องสำเร็จเร็วกว่าคนอื่น แม้จะเคยมีวันที่ล้มเลิกไปแล้ว แต่ถ้าไฟมันยังคุกรุ่นอยู่ในใจแล้วละก็ หากยังไม่ตายเราก็ยังมีเวลาที่จะทำมันให้สำเร็จ
ผมอยากสร้างครอบครัวที่มีแต่รอยยิ้มและเสียงหัวเราะอย่างที่บอนจิกล่าวไว้ในซีรีส์
แต่ก็รู้ว่าชีวิตจริงไม่ได้สวยงามในทุกช่วงเวลา เหมือนที่ซีรีส์แสดงให้เห็นไว้ มันต้องมีช่วงทุกข์ผิดหวังปะปนกันไปกับความสุข อยู่ที่ตัวเราเองต้องฝึกควบคุมสภาพจิตใจให้คิดบวกอยู่เสมอ
เรื่องนี้ถ้าผู้กำกับจะอินดี้ไม่สนใจคำวิจารณ์และให้จบแค่ตอนที่ 8 ก็ทำได้นะ มันจะจบแบบให้คนไปคิดต่อเอาเองว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป แต่ผมขอขอบคุณมากที่ไม่จบแบบนั้น เพิ่มตอนที่ 9 เข้ามา ทำให้จบแบบสวยงาม
เนื้อเรื่องบางช่วงเอื่อยๆ อาจทำให้คนชอบซีรีส์ที่ต้องมีความตื่นเต้นลุ้นระทึกไม่ชอบไปเลยก็ได้ ผมเองตอนดูรอบแรกก็แอบมีหักคะแนนในส่วนนี้ แต่เมื่อได้ดูรอบที่ 2 แล้ว กลับให้คะแนนเพิ่มขึ้น
สรุปให้ 5/5 ดาว ⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา