9 เม.ย. เวลา 05:47 • สุขภาพ

ยาเลื่อนประจำเดือนคืออะไร? หลักการทำงานและข้อควรรู้ก่อนใช้

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป ไม่ใช้แทนการตรวจ วินิจฉัย หรือการรักษาโดยแพทย์
“ยาเลื่อนประจำเดือน” ไม่ใช่ชื่อยาตัวเดียว แต่เป็นการใช้ยาฮอร์โมนเพื่อเลื่อนวันที่ประจำเดือนจะมา ในทางปฏิบัติที่พบบ่อยมี 2 แนวทาง ได้แก่
1. ในผู้ที่ใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวมอยู่แล้ว อาจใช้การรับประทานเม็ดยาฮอร์โมนต่อเนื่องโดยไม่เว้นช่วง เพื่อเลื่อน withdrawal bleed
2. ในผู้ที่ไม่ได้ใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดนี้ แพทย์อาจพิจารณาให้ norethisterone ชั่วคราวเพื่อเลื่อนประจำเดือน
ตามธรรมชาติของรอบเดือน ฮอร์โมนเอสโตรเจนมีบทบาทในการทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกหนาตัวในช่วงแรกของรอบเดือน จากนั้นโปรเจสเตอโรนช่วยให้เยื่อบุคงตัวในช่วงหลังตกไข่ เมื่อระดับฮอร์โมนลดลงในช่วงท้ายรอบ เยื่อบุจึงหลุดลอกออกมาเป็นประจำเดือน การใช้ยากลุ่มโปรเจสติน หรือการใช้ฮอร์โมนคุมกำเนิดต่อเนื่อง จึงช่วย “พยุง” หรือเปลี่ยนสภาพเยื่อบุโพรงมดลูก และในบางกรณียังมีผลกดการทำงานของแกนฮอร์โมนรังไข่ ทำให้เลือดมาช้าลง มาน้อยลง หรือไม่มาตามวันที่คาดไว้
- ข้อควรรู้ก่อนใช้
1. ต้องเริ่มยาให้ทันเวลา
เอกสารกำกับยาและแนวทางจากสหราชอาณาจักรระบุว่า norethisterone ที่ใช้เลื่อนประจำเดือน มักใช้ขนาด 5 มก. วันละ 3 ครั้ง และควรเริ่มอย่างน้อย 3 วันก่อนวันที่คาดว่าประจำเดือนจะมา โดยประจำเดือนมักกลับมาภายในประมาณ 3 วันหลังหยุดยา
2. การเลื่อนประจำเดือนไม่ใช่การคุมกำเนิดเสมอไป
norethisterone ที่ใช้เพื่อเลื่อนประจำเดือนไม่ใช่ยาคุมกำเนิด หากมีโอกาสตั้งครรภ์ยังจำเป็นต้องใช้วิธีคุมกำเนิดอื่นร่วมด้วย หากหยุดยาแล้วไม่มีเลือดมาตามคาด หรือสงสัยว่าตั้งครรภ์ ควรตรวจการตั้งครรภ์และพบแพทย์ก่อนเริ่มคอร์สใหม่
3. ไม่เหมาะกับทุกคน
ข้อมูลผลิตภัณฑ์ของ norethisterone ระบุข้อห้ามใช้สำคัญ ได้แก่ การตั้งครรภ์ ภาวะหรือประวัติลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำ โรคหลอดเลือดอุดตัน เช่น angina หรือกล้ามเนื้อหัวใจตาย การทำงานของตับผิดปกติ และเลือดออกทางช่องคลอดผิดปกติที่ยังไม่ทราบสาเหตุ
ในกรณีใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวมแบบต่อเนื่อง ควรประเมินความเสี่ยงเพิ่มเติม เช่น ภาวะอ้วน การสูบบุหรี่ อายุ ≥35 ปี ประวัติลิ่มเลือด โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง และไมเกรนชนิดมีออรา (aura)
4. ต้องแจ้งยาและสมุนไพรที่ใช้อยู่ทั้งหมด
ยาฮอร์โมนอาจเกิดปฏิกิริยากับยาและสมุนไพรบางชนิด เช่น St. John’s wort รวมถึงยาที่มีผลต่อการเผาผลาญฮอร์โมน จึงควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรเกี่ยวกับยาประจำ ยาเสริม และสมุนไพรทั้งหมดก่อนเริ่มใช้ โดยเฉพาะในผู้ที่ใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวม เนื่องจากยาบางชนิดอาจลดประสิทธิภาพในการคุมกำเนิด
5. ควรรู้ว่าจะเกิดอะไรได้บ้างระหว่างใช้ยา
ผลข้างเคียงที่อาจพบ ได้แก่ ประจำเดือนกะปริดกะปรอยหรือประจำเดือนออกผิดเวลา คลื่นไส้ อาเจียน คัดตึงเต้านม ปวดศีรษะ ท้องอืด น้ำหนักเปลี่ยนแปลง และอารมณ์เปลี่ยนแปลง
ในผู้ที่ใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวมแบบต่อเนื่อง อาจพบประจำเดือนกะปริดกะปรอยได้บ่อยในช่วง 2–3 เดือนแรก และการไม่มีประจำเดือนเลยไม่ได้เกิดขึ้นในทุกคน เป้าหมายทางการแพทย์มักเป็นการลดหรือเลื่อนจำนวนวันที่มีประจำเดือน
6. มีอาการแบบไหนต้องรีบพบแพทย์
อาการที่ควรระวัง ได้แก่ เจ็บหน้าอก หายใจลำบาก ไอเป็นเลือด ปวดหรือบวมที่น่องข้างเดียว ตามัวหรือเห็นภาพซ้อน ปวดศีรษะรุนแรงแบบใหม่ โดยเฉพาะลักษณะไมเกรน ดีซ่าน หรือสงสัยว่าความดันโลหิตสูงขึ้นอย่างชัดเจน เนื่องจากอาจสัมพันธ์กับภาวะไม่พึงประสงค์ที่สำคัญ เช่น ลิ่มเลือดอุดตันหรือความผิดปกติของตับ
สรุป
ยาเลื่อนประจำเดือนเป็นเครื่องมือทางการแพทย์ที่สามารถใช้ได้จริง แต่แนวทางที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับรูปแบบการคุมกำเนิดที่ใช้อยู่ ภาวะสุขภาพพื้นฐาน และระยะเวลาที่ต้องการเลื่อน วิธีที่ปลอดภัยที่สุดคือให้แพทย์หรือเภสัชกรประเมินก่อนทุกครั้ง โดยเฉพาะในผู้ที่มีโรคประจำตัว ประวัติลิ่มเลือด ไมเกรน ความผิดปกติของตับ หรือมีเลือดออกผิดปกติอยู่เดิม
โฆษณา