15 เม.ย. เวลา 05:30 • หุ้น & เศรษฐกิจ

ครบรอบ 50 ปี “Apple” เส้นทางของ “การคิดต่าง” ที่เปลี่ยนโลกทั้งใบ

ย้อนประวัติศาสตร์ 50 ปี “Apple” อาณาจักรเทคโนโลยีที่เปลี่ยนชีวิตของคนทั้งโลกด้วยนวัตกรรมที่เปลี่ยนคำว่า “เป็นไปไม่ได้” ให้ “เป็นไปได้”
วันที่ 1 เม.ย. 2026 ถือเป็นวันครบรอบ 50 ปีการก่อตั้งอาณาจักรเทคโนโลยี “แอปเปิล” (Apple Inc.) ซึ่งแทบไม่น่าเชื่อเลยว่า สิ่งที่เริ่มต้นจากโรงรถเล็ก ๆ ได้เติบโตขึ้นเป็นแบรนด์ระดับโลกที่มีมูลค่าเกือบ 4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 130 ล้านล้านบาท)
นี่ไม่ใช่แค่ธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ แต่เป็นเรื่องราวของแบรนด์ที่ยืนหยัดอย่างแข็งแกร่งมาตลอดครึ่งศตวรรษ รอดพ้นจากภาวะใกล้ล้มละลายจนกลายเป็นหนึ่งในบริษัทที่มีมูลค่ามากที่สุดในโลก
“Apple” อาณาจักรเทคโนโลยีที่เปลี่ยนชีวิตของคนทั้งโลก
Apple เปลี่ยนโฉมวิธีการใช้ชีวิตประจำวันของเราไปอย่างสิ้นเชิง ตั้งแต่ “Macintosh” ที่นำการใช้งานคอมพิวเตอร์ที่ง่ายมาสู่คนทั่วไป ไปจนถึง “iPod” และ “iTunes” ที่เปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมดนตรีทั้งหมด รวมไปถึง “iPhone” ที่พลิกโฉมโลกอย่างแท้จริง ด้วยการเปลี่ยนโทรศัพท์เป็นอุปกรณ์อเนกประสงค์ เปลี่ยนวิธีการพูดคุย ถ่ายภาพ และแม้แต่การซื้อของไปตลอดกาล
โลกไม่มี Apple ถ้าไม่มี “สองสตีฟ” และ “บิล เฟอร์นันเดซ”
ตำนานของ Apple เริ่มต้นเมื่อปี 1971 เมื่อ “สตีฟ จ็อบส์” และ “สตีฟ วอซเนียก” ได้พบกัน
Powered by
GliaStudios
ในเวลานั้นจ็อบส์เป็นนักเรียนมัธยมปลายวัย 16 ปีที่วิทยาลัยศิลปศาสตร์รีดคอลเลจ ส่วนวอซเนียกเป็นนักศึกษาอายุ 21 ปีอยู่ที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียเบิร์กลีย์
เส้นทางของทั้งคู่ดูไม่น่ามาบรรจบกันได้ แต่พวกเขามีเพื่อนร่วมกันอยู่คนหนึ่งคือ “บิล เฟอร์นันเดซ” ซึ่งแนะนำให้สองสตีฟได้รู้จักกัน เพราะเห็นว่าทั้งสองคนมีความหลงใหลในด้านเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์เหมือนกัน
จ็อบส์และวอซเนียกเข้ากันได้ดี เพราะนอกจากเรื่องเทคโนโลยี พวกเขายังชื่นชอบการแกล้งคนเหมือนกัน เช่น การนำภาพวาดมือที่ชูนิ้วกลางไปแสดงในพิธีจบการศึกษาที่โรงเรียนของจ็อบส์
ส่วนความร่วมมือทางเทคโนโลยีครั้งแรกของพวกเขาเริ่มต้นขึ้นในฤดูใบไม้ร่วงของปีนั้น เมื่อวอซเนียกได้อ่านบทความในนิตยสารที่อธิบายถึงอุปกรณ์ที่สามารถโทรทางไกลได้ฟรีโดยการส่งเสียงสัญญาณเฉพาะ
สองสตีฟจึงเริ่มสร้าง “Blue Box” ซึ่งเขาได้ทดสอบโดยการโทรไปยังนครรัฐวาติกัน โดยแสร้งทำเป็น เฮนรี คิสซิงเจอร์ นักการเมืองชื่อดัง ที่ต้องการพูดคุยกับพระสันตะปาปา
พวกเขาสามารถขาย Blue Box ได้ประมาณ 200 กล่องในราคากล่องละ 150 ดอลลาร์ จ็อบส์บอกกับผู้เขียนชีวประวัติของเขาว่า ถ้าไม่ใช่เพราะ Blue Box ก็คงไม่มี Apple
แต่หากมองย้อนไปกว่านั้นอีกนิด ควรจะบอกว่า ถ้าไม่มี บิล เฟอร์นันเดซ ก็คงไม่มี Apple
ต่อมาจ็อบส์และวอซเนียได้ลาออกจากสถาบันที่พวกเขาศึกษาอยู่ โดยจ็อบส์ได้เข้าทำงานที่ Atari บริษัทวิดีโอเกม ส่วนวอซเนียกไปทำงานที่ HP บริษัทเทคโนโลยีสารสนเทศรายใหญ่ พร้อมรับงานเสริมออกแบบอุปกรณ์ให้กับบริษัทคอมพิวเตอร์ต่าง ๆ
ในปี 1975 สองสตีฟได้เข้าร่วมกลุ่ม Homebrew Computer Club ซึ่งเป็นกลุ่มคล้ายชมรมสำหรับผู้ที่มีความสนใจในคอมพิวเตอร์โดยเฉพาะ
วอซเนียกได้เห็นตัวอย่างคอมพิวเตอร์รุ่นใหม่ ๆ ที่กลุ่มนำมาโชว์กัน ทำให้เขาเริ่มออกแบบคอมพิวเตอร์ด้วยตัวเอง โดยเป็นคอมพิวเตอร์แบบที่มีแต่แผงวงจร ยังไม่มีแป้นพิมพ์หรือจอภาพ และนำไปเปิดตัวที่ Homebrew Computer Club ในเดือน มี.ค. 1976
ตอนแรกวอซเนียกตั้งใจที่จะแบ่งปันแผนผังเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เขาพัฒนาให้ฟรี แต่จ็อบส์ยืนยันว่า พวกเขาควรสร้างและขายเองมากกว่า
และชนวนที่แท้จริงซึ่งทำให้พวกเขาตั้งบริษัทคือ เมื่อเจ้าของร้านค้าคอมพิวเตอร์ในท้องถิ่นสั่งซื้อคอมพิวเตอร์ของวอซเนียกถึง 50 เครื่อง!
ในที่สุด สองสตีฟได้ตัดสินใจร่วมทำธุรกิจด้วยกันและก่อตั้งบริษัทใหม่ของตนเอง โดยตั้งชื่อว่า “Apple” ในวันที่ 1 เม.ย. 1976
“สตีฟ วอซเนียก” และ “สตีฟ จ็อบส์” ผู้ก่อตั้ง Apple
ทำไมต้อง “Apple” ?
ในหนังสือชีวประวัติของจ็อบส์ เขาเปิดเผยว่าเขาคิดชื่อนี้ขึ้นมาได้ขณะที่ “กำลังกินอาหารมังสวิรัติแบบเน้นผลไม้” หลังจากไปเยี่ยมชมฟาร์มแอปเปิลมา เขาคิดว่าชื่อนี้ฟังดู “สนุก มีชีวิตชีวา และไม่น่ากลัว”
ด้านวอซเนียกกล่าวว่า “ผมจำได้ว่าผมกำลังขับรถพา สตีฟ จ็อบส์ กลับจากสนามบินไปตามทางหลวงหมายเลข 85 สตีฟกำลังกลับมาจากการไปเยือนโอเรกอน สถานที่ที่เขาเรียกว่า ‘สวนแอปเปิล’ สตีฟจึงเสนอชื่อว่า Apple Computer”
นอกจากนี้ ย้อนกลับไปในสมัยที่ Apple ก่อตั้งขึ้นในปี 1976 บริษัทต่าง ๆ มักเลือกชื่อที่ปรากฏอยู่ใกล้ ๆ หน้าแรกของสมุดโทรศัพท์ โดยมีทฤษฎีว่า หากลูกค้ากำลังมองหาผลิตภัณฑ์ พวกเขาจะเริ่มต้นด้วยตัวอักษร A
ด้วยชื่อ Apple บริษัทคอมพิวเตอร์แห่งใหม่นี้จะปรากฏอยู่เหนือคู่แข่งอย่าง Atari ซึ่งจ็อบส์เคยทำงานด้วย
ในงานนำเสนอปี 1980 จ็อบส์เคยกล่าวว่า พวกเขาตั้งชื่อบริษัทว่า Apple ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเขาชอบแอปเปิล และ “อีกส่วนหนึ่งเป็นเพราะ Apple อยู่ในลำดับต้น ๆ ของสมุดโทรศัพท์ และผมเคยทำงานที่ Atari มาก่อน”
ไม่เพียงเท่านั้น Apple ยังสื่อถึง ไอแซค นิวตัน ผู้ค้นพบแรงโน้มถ่วงหลังจากแอปเปิลตกใส่หัวนั้น สังเกตจากโลโก้ Apple เวอร์ชันแรกเป็นรูป ไอแซค นิวตัน นั่งอยู่ใต้ต้นแอปเปิล
อย่างไรก็ตาม โลโก้นั้น ซึ่งออกแบบโดยจ็อบส์เอง ไม่ได้ถูกใช้นานนัก และถูกแทนที่ด้วยโลโก้แอปเปิลที่มีรอยกัด ออกแบบโดย ร็อบ จานอฟฟ์ ซึ่งกล่าวว่า รอยกัดนั้นตั้งใจจะแสดงขนาดของแอปเปิล เพื่อให้ชัดเจนว่าเป็นแอปเปิล ไม่ใช่เชอร์รี่หรือผลไม้ชนิดอื่น
แต่จ็อบส์เคยบอกว่า เขาหวังว่าโลโก้จะสื่อถึง “อลัน ทัวริง” นักคณิตศาสตร์อัจฉริยะผู้ถอดรหัสลับเอนิกมา เนื่องจากเขาเสียชีวิตเพราะกัดแอปเปิลที่ผสมไซยาไนด์
ขณะที่ในหนังสือชีวประวัติของ สตีฟ วอซเนียก เขากล่าวว่า Apple ดีกว่าชื่ออื่น ๆ ที่พวกเขาคิดได้ “เราทั้งคู่พยายามคิดชื่อที่ฟังดูเป็นทางการกว่านี้ แต่ก็คิดไม่ออกเลย”
ดังนั้น โดยพื้นฐานแล้ว Apple จึงได้ชื่อนี้เพราะพวกเขาคิดชื่อที่ดีกว่านี้ไม่ออกนั่นเอง
iPhone หนึ่งในผลิตภัณฑ์เปลี่ยนโลกของ Apple
ให้กำเนิด Macintosh
บริษัท Apple Computer Company ก่อตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการ โดยเป็นการร่วมมือกันระหว่างสองสตีฟ และชายอีกคนหนึ่งชื่อ รอน เวย์น แต่เขาตัวออกจากความเป็นหุ้นส่วนในเพียง 11 วันต่อมา
ผลิตภัณฑ์แรกของพวกเขาคือ Apple I หรือแผงวงจรที่วอซเนียกประกอบขึ้นมาที่กล่าวถึงข้างต้น โดยขายในราคา 666.66 ดอลลาร์สหรัฐ มันดูเรียบง่าย แต่เป็นจุดเริ่มต้นของทุกสิ่ง
ในปี 1977 พวกเขาก้าวไปอีกขั้น โดยจดทะเบียนบริษัท และได้พบกับนักลงทุนชื่อ ไมค์ มาร์กคูลา ผู้เขียนแผนธุรกิจฉบับแรกให้กับ Apple
จากนั้นสองสตีฟได้พัฒนา Apple II ผลิตภัณฑ์ที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก โดยมีกราฟิกสีและกลายเป็นที่ชื่นชอบของครัวเรือนและธุรกิจต่าง ๆ
ในปี 1979 จ็อบส์ได้ไปเยี่ยมชม Xerox PARC และได้เห็นบางสิ่งที่เปลี่ยนแปลงโลก Graphical User Interface (GUI) หรือส่วนติดต่อผู้ใช้แบบกราฟิก ที่ใช้รูปภาพ สัญลักษณ์ ไอคอน เมนู และหน้าต่าง เพื่อให้มนุษย์โต้ตอบกับคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ได้ง่ายขึ้น โดยไม่ต้องพิมพ์คำสั่งภาษาระดับสูง ช่วยให้ใช้งานโปรแกรมได้สะดวกผ่านการคลิก ลาก และวาง
ในอดีต เราต้องพิมพ์โค้ดเพื่อใช้คอมพิวเตอร์ แต่จ็อบส์เห็น GUI และรู้ว่าอนาคตของคอมพิวเตอร์คือการคลิกด้วยเมาส์
สิ่งประดิษฐ์แรกที่จะนำประสบการณ์นี้มาสู่ผู้ใช้คือ “Lisa” ในปี 1983 มันเจ๋งมาก แต่ราคาสูงถึง 9,995 ดอลลาร์สหรัฐ แพงเกินไปสำหรับคนส่วนใหญ่
จากนั้นปี 1984 Apple เปิดตัว “Macintosh” ในตำนานด้วยโฆษณาใน Super Bowl
Macintosh นำประสบการณ์การใช้เมาส์และหน้าต่างที่ใช้งานง่ายมาสู่คนทั่วไปในราคาเพียงเศษเสี้ยวของราคาเครื่อง Lisa
อย่างไรก็ตาม เบื้องหลังนั้นมีดรามามากมาย จ็อบส์เป็นคนรักความสมบูรณ์แบบและมักขัดแย้งกับคณะกรรมการบริหาร ทำให้ซีอีโอในขณะนั้น จอห์น สกัลลีย์ ลงเอยด้วยการลดตำแหน่งของจ็อบส์
ความอดทนมาถึงขีดสุด จ็อบส์ได้ลาออกจากบริษัทของตัวเองอย่างเป็นทางการในเดือน ก.ย. 1985
“Macintosh” และ “iPad”
Apple ที่ไม่มี สตีฟ จ็อบส์ และการกลับมาของราชา
นี่คือจุดเริ่มต้นของ “ยุคหลัง สตีฟ จ็อบส์” ช่วงแรก ซึ่ง Apple ทำได้ดีทีเดียว โดยเปิดตัวแล็ปท็อปแบบฝาพับรุ่นแรก ๆ ที่เรียกว่า PowerBooks รวมถึงยังปล่อย QuickTime ซึ่งเป็นวิธีแรกในการรับชมวิดีโอดิจิทัลบนคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลอย่างแท้จริง
แต่หลังจากนั้น ทุกอย่างก็เริ่มยุ่งเหยิง แอปเปิลเริ่มผลิตสินค้าที่ไม่ประสบความสำเร็จมากเกินไป เช่น Newton MessagePad
ในช่วงกลางทศวรรษ 1990 แอปเปิลเกือบจะล้มละลาย พวกเขาขาดทุนและสูญเสีย “ความเท่” ไป
ด้วยความพยายามอย่างสุดกำลังที่จะกอบกู้สถานการณ์ Apple จึงซื้อบริษัทใหม่ของจ็อบส์ คือ NeXT ในปี 1997 พร้อมแต่งตั้งจ็อบส์กลับมาเป็นซีอีโอ และเริ่มทำการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
จ็อบส์ทำข้อตกลงกับคู่แข่งอย่าง บิล เกตส์ ผู้ก่อตั้งไมโครซอฟต์ (Microsoft) ให้ลงทุน 150 ล้านดอลลาร์สหรัฐใน Apple เพื่อช่วยให้บริษัทอยู่รอด
จ็อบส์ยุติการผลิตสินค้าที่ไม่ประสบความสำเร็จและมุ่งเน้นไปที่การสร้างคอมพิวเตอร์ที่ดูเหมือนงานศิลปะ จนในปี 1998 ได้มีการเปิดตัว iMac สีสันสดใส
จากนั้นก็มาถึงปีที่เปลี่ยนแปลงวงการเพลงไปตลอดกาล ปี 2001 แอปเปิลเปิดตัว iTunes และ iPod รุ่นแรก พร้อมสโลแกน “เพลง 1,000 เพลงในกระเป๋าของคุณ” ซึ่งสำหรับคนยุคนั้น นี่คือความหรูหราขั้นสุดยอด ไม่ต้องพกสมุดเก็บซีดีขนาดใหญ่เทอะทะอีกต่อไป
2 ปีต่อมา iTunes Music Store ก็เปิดตัว โดยขายเพลงในราคาเพียง 99 เซนต์ พลิกโฉมวงการเพลงไปอย่างสิ้นเชิง
แอปเปิลยังไม่หยุดแค่นั้น ในปี 2007 สตีฟ จ็อบส์ ขึ้นเวทีและเปิดตัว iPhone
มันไม่ใช่แค่โทรศัพท์ธรรมดา แต่มันคือ iPod โทรศัพท์ และ “อุปกรณ์อินเทอร์เน็ต” ในเครื่องเดียว รวมถึงพัฒนาอินเทอร์เฟซมัลติทัชที่เปลี่ยนวิถีชีวิตของคนทั่วโลกในปัจจุบัน
ทันใดนั้น เราก็มีอินเทอร์เน็ตและ App Store อยู่ในกระเป๋าของเรา
ในปี 2010 พวกเขาได้เติมเต็มช่องว่างระหว่างโทรศัพท์และแล็ปท็อปด้วย iPad ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างมากในทันที
โศกนาฏกรรมเกิดขึ้นในปี 2011 เมื่อสตีฟ จ็อบส์เสียชีวิต โลกต่างไว้อาลัยให้กับนักคิดค้นผู้มีวิสัยทัศน์คนนี้ และทิม คุก ได้เข้ารับตำแหน่งซีอีโอแทน
สตีฟ จ็อบส์ กับการเปิดตัว iPhone ครั้งแรกในปี 2007
Apple ที่ไม่มี สตีฟ จ็อบส์ ตลอดกาล
บางคนสงสัยว่า Apple จะสามารถสร้างนวัตกรรมได้หรือไม่หากไม่มีจ็อบส์ แต่ ทิม คุก มีกลยุทธ์การเติบโตที่แตกต่างออกไป
ภายใต้การนำของคุก Apple ได้เปิดตัว Apple Watch ในปี 2015 ซึ่งเป็นการเชื่อมช่องว่างระหว่างแฟชั่น ฟิตเนส และเทคโนโลยี
จากนั้นก็มาถึง AirPods ในปี 2016 ในตอนแรก ผู้คนสร้างมีมเกี่ยวกับมัน แต่ในไม่ช้า มันก็กลายเป็นอุปกรณ์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลก
มูลค่าของ Apple เริ่มพุ่งสูงขึ้น ในปี 2018 พวกเขากลายเป็นบริษัทแรกที่แตะระดับมูลค่าตลาด 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ
พวกเขาไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น พวกเขาแตะระดับ 2 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2020 และ 3 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2022 ซึ่งถือเป็นการเติบโตที่น่าทึ่งอย่างยิ่ง
พวกเขายังเริ่มผลิตชิปของตัวเองด้วย การเปลี่ยนมาใช้ Apple Silicon (M1) ในปี 2020 ทำให้ Mac มีอายุการใช้งานแบตเตอรี่และความเร็วที่เหลือเชื่อ
ในปี 2024 พวกเขาได้เปิดตัว Vision Pro ซึ่งเป็นชุดหูฟังความเป็นจริงผสมผสาน (Mixed Reality - MR) ที่มีราคาสูงถึง 3,500 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมประกาศ Apple Intelligence ซึ่งเป็นการก้าวครั้งสำคัญเข้าสู่โลกของปัญญาประดิษฐ์ (AI)
ณ ต้นปี 2026 Apple มีมูลค่าเกือบ 4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (กว่า 130 ล้านล้านบาท) เป็นบริษัทที่มีมูลค่ามากที่สุดเป็นอันดับ 3 ของโลก
จากโรงรถในยุค 70 จนถึงปัจจุบัน Apple ได้สร้างสรรค์สิ่งที่เป็นไปไม่ได้มาครึ่งศตวรรษแล้ว พวกเขาเคยมีทั้งช่วงขาขึ้นและขาลง แต่ก็ยังคงเป็นที่รู้จักในฐานะบริษัทที่ทันสมัยอยู่เสมอ
เรื่องราวของ Apple เป็นเครื่องเตือนใจให้เรา “คิดต่าง” ดังนั้น เมื่อ Apple กำลังจะก้าวเข้าสู่ปีที่ 50 อะไรจะเกิดขึ้นต่อไป? AI จะเป็นพระเอกคนต่อไปหรือไม่? มีเพียงเวลาเท่านั้นที่จะบอกได้ แต่สิ่งหนึ่งที่แน่นอนคือ เราทุกคนจะรอเฝ้าดูเรื่องเป็นไปไม่ได้ที่กำลังจะเป็นไปได้
สุขสันต์วันเกิด 50 ปี Apple!
ประวัติธุรกิจ Apple
อ่านเนื้อหาต้นฉบับได้ที่ : https://www.pptvhd36.com/wealth/trick-trend/271915
ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ https://www.pptvhd36.com
และช่องทาง Social Media
โฆษณา