ขณะที่ในหนังสือชีวประวัติของ สตีฟ วอซเนียก เขากล่าวว่า Apple ดีกว่าชื่ออื่น ๆ ที่พวกเขาคิดได้ “เราทั้งคู่พยายามคิดชื่อที่ฟังดูเป็นทางการกว่านี้ แต่ก็คิดไม่ออกเลย”
ดังนั้น โดยพื้นฐานแล้ว Apple จึงได้ชื่อนี้เพราะพวกเขาคิดชื่อที่ดีกว่านี้ไม่ออกนั่นเอง
iPhone หนึ่งในผลิตภัณฑ์เปลี่ยนโลกของ Apple
ให้กำเนิด Macintosh
บริษัท Apple Computer Company ก่อตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการ โดยเป็นการร่วมมือกันระหว่างสองสตีฟ และชายอีกคนหนึ่งชื่อ รอน เวย์น แต่เขาตัวออกจากความเป็นหุ้นส่วนในเพียง 11 วันต่อมา
ผลิตภัณฑ์แรกของพวกเขาคือ Apple I หรือแผงวงจรที่วอซเนียกประกอบขึ้นมาที่กล่าวถึงข้างต้น โดยขายในราคา 666.66 ดอลลาร์สหรัฐ มันดูเรียบง่าย แต่เป็นจุดเริ่มต้นของทุกสิ่ง
ในปี 1977 พวกเขาก้าวไปอีกขั้น โดยจดทะเบียนบริษัท และได้พบกับนักลงทุนชื่อ ไมค์ มาร์กคูลา ผู้เขียนแผนธุรกิจฉบับแรกให้กับ Apple
จากนั้นสองสตีฟได้พัฒนา Apple II ผลิตภัณฑ์ที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก โดยมีกราฟิกสีและกลายเป็นที่ชื่นชอบของครัวเรือนและธุรกิจต่าง ๆ
ด้วยความพยายามอย่างสุดกำลังที่จะกอบกู้สถานการณ์ Apple จึงซื้อบริษัทใหม่ของจ็อบส์ คือ NeXT ในปี 1997 พร้อมแต่งตั้งจ็อบส์กลับมาเป็นซีอีโอ และเริ่มทำการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
จ็อบส์ทำข้อตกลงกับคู่แข่งอย่าง บิล เกตส์ ผู้ก่อตั้งไมโครซอฟต์ (Microsoft) ให้ลงทุน 150 ล้านดอลลาร์สหรัฐใน Apple เพื่อช่วยให้บริษัทอยู่รอด
จากโรงรถในยุค 70 จนถึงปัจจุบัน Apple ได้สร้างสรรค์สิ่งที่เป็นไปไม่ได้มาครึ่งศตวรรษแล้ว พวกเขาเคยมีทั้งช่วงขาขึ้นและขาลง แต่ก็ยังคงเป็นที่รู้จักในฐานะบริษัทที่ทันสมัยอยู่เสมอ
เรื่องราวของ Apple เป็นเครื่องเตือนใจให้เรา “คิดต่าง” ดังนั้น เมื่อ Apple กำลังจะก้าวเข้าสู่ปีที่ 50 อะไรจะเกิดขึ้นต่อไป? AI จะเป็นพระเอกคนต่อไปหรือไม่? มีเพียงเวลาเท่านั้นที่จะบอกได้ แต่สิ่งหนึ่งที่แน่นอนคือ เราทุกคนจะรอเฝ้าดูเรื่องเป็นไปไม่ได้ที่กำลังจะเป็นไปได้