วันนี้ เวลา 06:00 • ข่าวรอบโลก

สงครามเขย่า ‘เส้นเลือดอินเทอร์เน็ตโลก’ ไทยกระทบแค่ไหน หากสายเคเบิลทะเลแดงขาด?

ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่ปะทุขึ้นเป็นระยะ โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างสหรัฐ-อิหร่าน รวมถึงสถานการณ์ความไม่สงบในบริเวณทะเลแดงและช่องแคบยุทธศาสตร์หลายแห่ง
ผู้เชี่ยวชาญตั้งคำถามร่วมกันว่า หาก “เส้นเลือดใหญ่ของอินเทอร์เน็ตโลก” อย่างสายเคเบิลใต้น้ำ ถูกโจมตีหรือได้รับความเสียหายจากความขัดแย้งทางทหาร โลกดิจิทัลที่พึ่งพาการเชื่อมต่อข้อมูลแบบเรียลไทม์อยู่ทุกขณะจะรับมือกับวิกฤติดังกล่าวได้อย่างไร
โครงสร้างอินเทอร์เน็ตของโลกไม่ได้กระจายตัวอย่างอิสระทั่วมหาสมุทร หากแต่มีเส้นทางหลักเพียงไม่กี่แนวที่เชื่อมต่อทวีปต่างๆ เข้าด้วยกัน สายเคเบิลใต้น้ำมากกว่า 95% ของทราฟฟิกอินเทอร์เน็ตระหว่างประเทศถูกส่งผ่านโครงข่ายเหล่านี้ และเส้นทางจำนวนไม่น้อยต้องผ่านพื้นที่ที่มีความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์สูง
ประเทศไทยเองก็เป็นส่วนหนึ่งของระบบเครือข่ายขนาดใหญ่ การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตของไทยยังคงต้องพึ่งพาโครงข่ายสายเคเบิลที่เชื่อมต่อผ่านมหาสมุทรอินเดีย ตะวันออกกลาง และยุโรป หากจุดยุทธศาสตร์ใดจุดหนึ่งเกิดความเสียหาย ผลกระทบย่อมสะท้อนมายังภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วยเช่นกัน
วงเสวนา Data Resilience: รับมือวิกฤติสายเคเบิลใต้น้ำและยุทธศาสตร์ความมั่นคงด้านอินเทอร์เน็ตของไทย ผู้เชี่ยวชาญจากผู้ให้บริการโครงข่ายและองค์กรอินเทอร์เน็ตของไทยจึงพยายามอธิบายภาพของโครงสร้างดิจิทัลโลกในมุมที่ผู้ใช้งานทั่วไปไม่ค่อยเห็น
แม้อินเทอร์เน็ตถูกออกแบบให้มีความยืดหยุ่นและสามารถเปลี่ยนเส้นทางข้อมูลได้เมื่อเกิดปัญหา แต่ในความเป็นจริง โครงสร้างพื้นฐานระดับโลกก็ยังมี “จุดคอขวด” ที่เปราะบาง โดยเฉพาะบริเวณที่สายเคเบิลจำนวนมากต้องวิ่งผ่านเส้นทางเดียวกัน
Source: Mappr
📌 ทะเลแดง จุดอ่อนที่แคบที่สุดของโลกดิจิทัล
หากพูดถึงความขัดแย้งในตะวันออกกลาง หลายคนมักนึกถึง “ช่องแคบฮอร์มุซ” ซึ่งเป็นเส้นทางหลักของการขนส่งน้ำมันโลก เนื่องจากมีน้ำมันดิบจำนวนมหาศาลต้องผ่านช่องแคบแห่งนี้ก่อนออกสู่ตลาดโลก
แต่สำหรับโครงสร้างพื้นฐานของอินเทอร์เน็ตแล้ว จุดที่มีความสำคัญมากกว่าในเชิงดิจิทัลกลับอยู่ที่ “ช่องแคบบับ อัล-มันดับ” (Bab al-Mandab) มีความหมายว่า “ประตูแห่งน้ำตา” ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างประเทศเยเมน จิบูตี และเอริเทรีย เชื่อมต่อระหว่างทะเลแดงกับอ่าวเอเดน
ภูธนสิทธิ์ ชาติรัตน์ ผู้อำนวยการฝ่ายเทคโนโลยีและการพาณิชย์ จาก China Mobile International อธิบายว่า ช่องแคบฮอร์มุซทำหน้าที่คล้ายทางแยกสาขาที่เชื่อมเข้าสู่ประเทศในตะวันออกกลาง เช่น อิหร่าน อิรัก หรือประเทศต่างๆ ในคาบสมุทรอาหรับ
“เส้นทางหลักของข้อมูลที่วิ่งจากเอเชียไปยุโรปจริงๆ จะลงมาทางมหาสมุทรอินเดีย จากนั้นเข้าสู่ทะเลแดง แล้วออกสู่ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ก่อนจะขึ้นฝั่งที่เมืองมาร์เซย์ของฝรั่งเศส” ภูธนสิทธิ์ กล่าว
ปลายทางสำคัญที่ภูธนสิทธิ์กล่าวถึงคือ เมืองมาร์เซย์ ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นหนึ่งในศูนย์กลางสายเคเบิลใต้น้ำที่ใหญ่ที่สุดของยุโรป เนื่องจากมีสายเคเบิลจากเอเชีย แอฟริกา และตะวันออกกลางจำนวนมากขึ้นฝั่งที่นี่ก่อนจะแผ่กระจายเข้าสู่โครงข่ายภาคพื้นดินของยุโรปต่อไป
ความสำคัญของเส้นทางนี้ถูกเน้นย้ำอีกครั้งโดย ดร.ณัฐพงศ์ เหลี่ยมเจริญ ผู้จัดการส่วนพัฒนาโครงข่ายระหว่างประเทศจาก National Telecom ซึ่งอธิบายว่า ช่องแคบบับ อัล-มันดับมีระยะกว้างเพียงประมาณ 26-32 กิโลเมตรในจุดที่แคบที่สุด ถือว่าแคบมากในเชิงภูมิศาสตร์เมื่อเทียบกับปริมาณข้อมูลมหาศาลที่ต้องไหลผ่านพื้นที่แห่งนี้ทุกวินาที
ดร.ณัฐพงศ์ อธิบายว่า พื้นที่ที่สามารถวางสายเคเบิลได้จริงนั้นยิ่งแคบลงไปอีก เพราะต้องคำนึงถึงระดับความลึกของท้องทะเล เส้นทางเดินเรือพาณิชย์ที่พลุกพล่าน และข้อจำกัดทางภูมิประเทศอื่นๆ ส่งผลให้สายเคเบิลจำนวนมากถูกบังคับให้วางรวมกันอยู่ในแนวทางเดียวกัน
ในพื้นที่กว้างเพียงไม่กี่สิบกิโลเมตรนี้ มีสายเคเบิลใต้น้ำมากกว่า 15 ระบบวางอยู่ใกล้ชิดกัน โดยสายเคเบิลเหล่านี้รองรับทราฟฟิกอินเทอร์เน็ตระหว่างเอเชียกับยุโรปได้เกือบ 90% ช่องแคบแห่งนี้จึงได้รับการยอมรับในวงการโทรคมนาคมว่าเป็น “คอขวดของอินเทอร์เน็ตโลก” อย่างแท้จริง
ทั้งนี้ ความเปราะบางของจุดนี้ไม่ใช่เพียงแค่ทฤษฎี เพราะในเดือนกุมภาพันธ์ 2567 เรือสินค้าอังกฤษที่ถูกขีปนาวุธกลุ่มฮูตีสังหารได้จมลงในทะเลแดง โดยสมอเรือที่ลากไปตามพื้นทะเลสร้างความเสียหายให้แก่สายเคเบิล AAE-1, EIG และ SEACOM ส่งผลให้ทราฟฟิกระหว่างเอเชีย ยุโรป และตะวันออกกลางหายไปถึง 25% ในทันที
และต่อมาในเดือนกันยายน 2568 ก็เกิดเหตุสายเคเบิลหลายเส้นถูกตัดอีกครั้งบริเวณใกล้เมืองเจดดาห์ ทำให้ระบบ SEA-ME-WE 4 และ IMEWE ที่รองรับข้อมูลระหว่างยุโรป ตะวันออกกลาง และเอเชียได้รับความเสียหาย จนบริษัท ไมโครซอฟท์ (Microsoft) ต้องประกาศเปลี่ยนเส้นทางทราฟฟิก Azure อย่างเร่งด่วน
📌 4 ประตูสู่โลกภายนอก โครงสร้างอินเทอร์เน็ตไทย
เพื่อให้เข้าใจชัดเจนว่าหากสงครามระหว่างสหรัฐและอิหร่านลุกลามจนกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานในทะเลแดง ไทยจะรับมืออย่างไร จำเป็นต้องทำความเข้าใจก่อนว่าข้อมูลจากประเทศไทยออกสู่โลกภายนอกผ่านช่องทางใดบ้าง
ภูธนสิทธิ์ อธิบายว่า China Mobile มีระบบเคเบิลใต้น้ำมากกว่า 80 ระบบทั่วโลก และสำหรับไทย การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตไปยังต่างประเทศสามารถแบ่งออกเป็น 4 ประตูหลัก
1. ประตูทางทิศเหนือ เชื่อมต่อผ่านลาว เวียดนาม และจีน มุ่งหน้าสู่ฮ่องกง ซึ่งเป็นศูนย์กลางคอนเทนต์สำคัญของเอเชีย มีสัดส่วนทราฟฟิกประมาณ 10-15%
2. ประตูทางทิศใต้ นี่คือเส้นทางหลักที่สำคัญที่สุด โดยทิติวัฒน์ อิทสิทธิ์ หัวหน้าฝ่ายวางแผนโครงข่ายและเทคโนโลยี บริษัท Symphony Communication จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ข้อมูลอินเทอร์เน็ตจากประเทศไทยกว่า 91.12% ต้องวิ่งผ่านไปยังสิงคโปร์ เพื่อดึงคอนเทนต์จากเซิร์ฟเวอร์ที่ตั้งอยู่ที่นั่น
ข้อมูลนี้สอดคล้องกับที่ภูธนสิทธิ์ระบุว่า ข้อมูลประมาณ 60-70% ของไทยไหลผ่านโครงข่ายภาคพื้นดินไปยังมาเลเซีย ก่อนมุ่งหน้าสู่สิงคโปร์ ซึ่งเป็นฮับอินเทอร์เน็ตที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค
3. ประตูฝั่งตะวันออก (อ่าวไทย) เชื่อมต่อผ่านเคเบิลใต้น้ำ มุ่งหน้าสู่สิงคโปร์และฮ่องกง มีสัดส่วนทราฟฟิกประมาณ 15-20%
4. ประตูฝั่งตะวันตก (มหาสมุทรอินเดีย-อันดามัน) แม้จะมีสัดส่วนทราฟฟิกน้อยที่สุดเพียงประมาณ 5% แต่ประตูนี้ถือเป็นเส้นทางตรงที่เชื่อมต่อไปยังยุโรปโดยตรง ผ่านมหาสมุทรอินเดียแล้วเข้าสู่ทะเลแดง ซึ่งเป็นจุดที่อาจได้รับผลกระทบโดยตรงหากความขัดแย้งลุกลาม
📌 ทำไมเน็ตไทยไม่ล่ม?
คำถามที่ตามมาคือ หากเส้นทางผ่านทะเลแดงซึ่งรองรับทราฟฟิกประมาณ 5% นั้นถูกตัดขาด ผู้ใช้งานในไทยจะได้รับผลกระทบในระดับใด? — คำตอบอยู่ที่การออกแบบโครงข่ายที่เรียกว่า Redundancy หรือความซ้ำซ้อนของระบบ ควบคู่ไปกับ Data Resilience หรือความยืดหยุ่นของข้อมูล
ดร.ณัฐพงศ์ อธิบายว่า ในระบบโทรคมนาคมมีการแบ่งชั้นการทำงานออกเป็นสองระดับ ชั้นแรกคือโครงสร้างกายภาพ อันได้แก่ สายเคเบิลใต้น้ำ ซึ่งเปรียบได้กับถนน ส่วนอีกชั้นหนึ่งคือระบบเราเตอร์ (Router) และเครือข่าย IP ที่ทำหน้าที่ค้นหาและเปลี่ยนเส้นทางใหม่โดยอัตโนมัติ เปรียบได้กับป้ายบอกทาง
“เมื่อเส้นทางที่สั้นที่สุดผ่านทะเลแดงขาด ระบบเครือข่ายจะทำการ reroute หรือเปลี่ยนเส้นทางข้อมูลโดยอัตโนมัติทันที ข้อมูลอาจวิ่งอ้อมไปทางญี่ปุ่น ข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกไปยังสหรัฐ ก่อนจะข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกไปถึงยุโรป” ดร.ณัฐพงศ์ อธิบาย
ทิติวัฒน์เสริมว่า สำหรับ Symphony นั้น มีการสำรองความจุของแบนด์วิดท์ไว้ขั้นต่ำประมาณ 50% ซึ่งหมายความว่าหากเส้นทางหลักเกิดปัญหาขึ้น ยังมีความจุสำรองเพียงพอสำหรับรองรับทราฟฟิกที่เปลี่ยนเส้นทางเข้ามาได้
อย่างไรก็ตาม การอ้อมเส้นทางดังกล่าวย่อมมีต้นทุนที่ต้องจ่าย นั่นคือ Latency หรือความหน่วงในการส่งข้อมูลที่เพิ่มขึ้น
ดร.ณัฐพงศ์ ระบุว่า การอ้อมโลกในลักษณะนี้จะทำให้ค่าความหน่วงเพิ่มขึ้นอย่างน้อยประมาณ 100-120 มิลลิวินาที และเมื่อรวมกับค่าความหน่วงปกติแล้วอาจสูงเกือบ 300 มิลลิวินาทีโดยรวม
📌 CDN เทคโนโลยีที่ทำให้คนไทยดู YouTube ได้แม้เคเบิลขาด
คำถามที่น่าสนใจต่อมาคือ เหตุใดแม้ว่าสายเคเบิลใต้น้ำในทะเลแดงจะเกิดความเสียหายขึ้น แต่ผู้ใช้งานส่วนใหญ่ในไทยกลับแทบไม่รู้สึกถึงผลกระทบใดๆ ในชีวิตประจำวัน?
คำตอบอยู่ที่เทคโนโลยีที่เรียกว่า Content Delivery Network หรือ CDN โดยภูธนสิทธิ์อธิบายว่า CDN คือระบบที่คัดลอกคอนเทนต์ยอดนิยม เช่น YouTube, Facebook หรือ Netflix ไปจัดเก็บไว้ในเซิร์ฟเวอร์ที่อยู่ใกล้ผู้ใช้งานปลายทางมากที่สุด เพื่อให้สามารถดึงข้อมูลได้อย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องส่งคำขอข้ามมหาสมุทรทุกครั้ง
มรกต กุลธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินเทอร์เน็ตประเทศไทย จำกัด (มหาชน) หรือ INET และนายกสมาคมผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตและคลาวด์ไทย เผยว่า เซอร์วิส Top 10 ที่ชาวไทยใช้งานมากที่สุดในตอนนี้ ถูกวางไว้ในประเทศไทยจำนวนมากแล้ว ดูเหมือนว่าผู้ใช้งานกำลังใช้ทราฟฟิกต่างประเทศ แต่ในทางปฏิบัติจริง คอนเทนต์จำนวนมากอยู่ในประเทศเรียบร้อยแล้ว
หมายความว่า เมื่อคนไทยเปิด YouTube หรือ Facebook ข้อมูลไม่จำเป็นต้องวิ่งข้ามมหาสมุทรไปถึงสหรัฐหรือยุโรป แต่สามารถดึงมาจากเซิร์ฟเวอร์ที่ตั้งอยู่ในประเทศไทยหรือสิงคโปร์ได้โดยตรง จึงแทบไม่ได้รับผลกระทบใดๆ จากเหตุการณ์ในทะเลแดง
📌 DNS สมุดโทรศัพท์ที่ทำให้หาบ้านเจอแม้โลกจะวุ่นวาย
อีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญที่ผู้ใช้งานทั่วไปมองข้ามคือ Domain Name System หรือ DNS ซึ่งทำหน้าที่เสมือน “สมุดโทรศัพท์” ของอินเทอร์เน็ต
ดร.เพ็ญศรี อรุณวุฒนามงคล ผู้อำนวยการมูลนิธิศูนย์สารสนเทศเครือข่ายไทย (THNIC) อธิบายว่า คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ดิจิทัลทั้งหลายสื่อสารกันด้วยหมายเลข IP Address แต่ผู้ใช้งานคุ้นชินกับการจำชื่อเว็บไซต์มากกว่า ระบบ DNS จึงทำหน้าที่จับคู่ระหว่างชื่อโดเมนกับหมายเลข IP ให้โดยอัตโนมัติ
เพื่อเพิ่มความมั่นคงของโครงสร้างพื้นฐานอินเทอร์เน็ตของไทย THNIC ได้ร่วมกับ Bangkok Neutral Internet Exchange (BKNIX) นำ Root Server และ Instance ของโดเมนสำคัญระดับโลก เช่น .com และ .net รวมถึงโดเมนของไทยอย่าง .th และ .ไทย มาติดตั้งไว้ภายในประเทศ
ดร.เพ็ญศรี อธิบายถึงความสำคัญของการดำเนินการนี้ว่า “นั่นหมายความว่า แม้เส้นทางเชื่อมต่อระหว่างประเทศจะมีปัญหา การค้นหาที่อยู่เว็บไซต์ก็ยังสามารถทำได้อย่างรวดเร็วภายในประเทศ โดยไม่จำเป็นต้องส่งคำขอออกไปยังต่างประเทศ”
📌 ใครร่วง ใครรอด? หากเคเบิลใต้น้ำขาด
แม้เหตุการณ์สายเคเบิลใต้น้ำเสียหายจะไม่ได้ทำให้ผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตทั่วไปในไทยใช้งานไม่ได้ทันที แต่ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ผลกระทบจะเริ่มปรากฏชัดเจนในบริการที่ต้องการการตอบสนองของระบบอย่างรวดเร็ว หรือบริการที่ต้องเชื่อมต่อกับเซิร์ฟเวอร์ที่ตั้งอยู่ห่างไกล
ดร.ณัฐพงศ์ อธิบายว่า เมื่อเส้นทางเครือข่ายหลักได้รับผลกระทบ ระบบจะต้องเปลี่ยนไปใช้เส้นทางสำรองซึ่งมีระยะทางยาวกว่าเดิมมาก ส่งผลให้ค่าความหน่วงของเครือข่ายเพิ่มสูงขึ้น
“สิ่งที่จะเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้คือ Latency จะเพิ่มขึ้นประมาณ 100 กว่ามิลลิวินาที ซึ่งจะกระทบโดยตรงต่อบริการที่ต้องตอบสนองเร็ว เช่น เกมออนไลน์ หรือระบบที่มีการเคลื่อนไหวเร็วและต้องการ response time กลับมาไว” ดร.ณัฐพงศ์ กล่าว
สำหรับนักเล่นเกมออนไลน์ ค่าความหน่วงระดับประมาณ 300 มิลลิวินาที ถือเป็นจุดที่ผู้เล่นจำนวนมากเริ่มรู้สึกถึงอาการ “แลค” (Lag) อย่างชัดเจน จนส่งผลเสียต่อประสบการณ์การเล่นโดยตรง
นอกจากเกมออนไลน์แล้ว บริการที่ต้องสื่อสารข้อมูลแบบทันทีก็ตกอยู่ในความเสี่ยงเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการประชุมวิดีโอแบบเรียลไทม์กับคู่ค้าในยุโรป แอปพลิเคชันทางการเงินบางประเภท หรือแม้แต่ระบบบริหารองค์กรอย่าง ERP ที่มีเซิร์ฟเวอร์ตั้งอยู่ในยุโรปเพียงแห่งเดียว ล้วนอาจเผชิญปัญหาการเชื่อมต่อได้
“ถ้า Latency สูงเกินระดับที่ระบบกำหนดไว้ การสื่อสารกับเซิร์ฟเวอร์อาจไม่ตอบสนองเลย” ดร.ณัฐพงศ์ กล่าวเตือน
อย่างไรก็ตาม ผลกระทบจะไม่เกิดขึ้นกับผู้ใช้ทุกคนในระดับเดียวกัน กลุ่มที่ได้รับผลกระทบชัดเจนที่สุดมักเป็นผู้ที่ต้องเข้าถึงบริการจากยุโรปโดยตรง
ดร.ณัฐพงศ์ ระบุเพิ่มเติมว่า ผู้ใช้งานทั่วไปที่เสพคอนเทนต์จากภูมิภาคเอเชียด้วยกันอาจแทบไม่รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงใดๆ แต่กลุ่มธุรกิจที่ต้องติดต่อกับบริษัทในยุโรป รวมถึงผู้ใช้งานในเมืองท่องเที่ยวสำคัญอย่างพัทยาและภูเก็ตซึ่งมีนักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวนมากใช้บริการจากยุโรป อาจได้รับผลกระทบหนักกว่ากลุ่มอื่น
📌 ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน คำแนะนำสำหรับภาคธุรกิจ
สำหรับองค์กรและภาคธุรกิจ มรกตให้คำแนะนำว่าสิ่งสำคัญที่สุดคือ การเตรียมแผนรองรับล่วงหน้าก่อนที่ระบบเครือข่ายระหว่างประเทศจะเกิดความล่าช้าหรือขัดข้องขึ้นจริง เพราะหากค่า Latency สูงเกินระดับที่ระบบกำหนด แอปพลิเคชันบางประเภทอาจไม่สามารถสื่อสารกับเซิร์ฟเวอร์ได้ตามปกติ ทำให้กระบวนการทางธุรกิจหยุดชะงักโดยไม่ทันตั้งตัว
แนวทางหนึ่งที่องค์กรควรเตรียมพร้อมไว้คือการจัดทำ Business Continuity Plan (BCP) หรือแผนรองรับความต่อเนื่องทางธุรกิจ เช่น การใช้บริการ Local Cloud การสำรองข้อมูลสำคัญไว้ภายในประเทศ หรือการมีระบบสำรองจากผู้ให้บริการหลายรายพร้อมกัน เพื่อกระจายความเสี่ยงของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล
มรกตย้ำว่า ยุคที่โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลเชื่อมโยงถึงกันทั่วโลก หลักคิดที่สำคัญที่สุดคือ “ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน คนไทยก็ต้องเป็นที่พึ่งของพวกเรากันเอง”
📌 การโจมตีทางไซเบอร์ ภัยใหม่ที่หลบซ่อน
นอกเหนือจากความเสียหายทางกายภาพของสายเคเบิลใต้น้ำแล้ว มรกตยังเตือนถึงอีกหนึ่งความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นควบคู่กันไปกับความขัดแย้งระหว่างประเทศ นั่นคือ การโจมตีทางไซเบอร์
“อิหร่านไม่ได้ขู่แค่เรื่องสายเคเบิล แต่พูดถึงการโจมตีทางไซเบอร์ด้วย เพราะฉะนั้นเราก็ต้องเตรียมพร้อมรับมือในด้านนี้เช่นกัน มันอาจมีความพยายามใช้โครงสร้างพื้นฐานของประเทศอื่นเป็นฐานในการโจมตีต่อไปก็ได้” มรกต กล่าว
การโจมตีทางไซเบอร์มีลักษณะที่อันตรายเป็นพิเศษเพราะสามารถเกิดขึ้นได้ทันทีโดยไม่จำเป็นต้องมีความเสียหายทางกายภาพใดๆ มาก่อน จึงเป็นภัยคุกคามที่ทุกประเทศต้องเฝ้าระวังควบคู่ไปกับความเสี่ยงด้านโครงสร้างพื้นฐานทางทะเล
📌 พลังงานคือปัญหาจริง
ในช่วงท้ายของการเสวนา เหล่าผู้เชี่ยวชาญได้เปิดประเด็นที่น่ากังวลยิ่งกว่าเรื่องเคเบิลใต้น้ำขาด นั่นคือ “วิกฤติพลังงาน”
ดร.เพ็ญศรีตั้งคำถามที่ชวนให้คิดว่า “สิ่งที่น่ากลัวกว่าคือเรื่องพลังงาน เพราะดาต้าเซ็นเตอร์ต้องการไฟฟ้าปริมาณมหาศาล ถ้าไฟไม่มี ทุกอย่างดับหมดทันที ทุกคนใช้ไม่ได้เลย”
ขณะที่มรกตเสริมว่า ดาต้าเซ็นเตอร์ คือบ้านของทุกบริการออนไลน์ และต้องการไฟฟ้าในปริมาณมหาศาล ปัจจุบันประเทศไทยมีความได้เปรียบในเรื่องราคาค่าไฟที่สมเหตุสมผลและมีเสถียรภาพดีเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้ดึงดูดนักลงทุนรายใหญ่ได้มาก
แต่หากเกิดวิกฤติพลังงานขึ้น รัฐบาลอาจต้องกำหนดนิยามให้ดาต้าเซ็นเตอร์เป็น Critical Infrastructure ลำดับแรกๆ ที่ต้องได้รับการจัดสรรพลังงานก่อนภาคส่วนอื่น
📌 ไทยพร้อมรับมือ แต่ไม่ได้หมายความว่าไร้ความเสี่ยง
ภูธนสิทธิ์สรุปภาพรวมได้อย่างกระชับว่า “อินเทอร์เน็ตคือโครงข่ายที่ครอบคลุมไปทั่วโลก ยังไงข้อมูลก็ไปถึงกันได้ เพียงแต่ช้าหรือเร็วแล้วแต่ประเภทของแอปพลิเคชัน”
จากการวิเคราะห์ของผู้เชี่ยวชาญทั้งหมด สามารถสรุปภาพผลกระทบได้ชัดเจนดังนี้
กลุ่มที่ได้รับผลกระทบน้อย ได้แก่ ผู้ใช้งานทั่วไปที่ใช้โซเชียลมีเดีย ไม่ว่าจะเป็น YouTube, Facebook, TikTok หรือ Line รวมถึงผู้ใช้งานที่เข้าถึงบริการซึ่งมี CDN ติดตั้งอยู่ในไทยหรือสิงคโปร์ และการค้นหาเว็บไซต์ผ่านระบบ DNS ภายในประเทศ
กลุ่มที่ได้รับผลกระทบมาก ได้แก่ นักเล่นเกมออนไลน์ที่ต้องเชื่อมต่อไปยังเซิร์ฟเวอร์ในยุโรป การประชุมวิดีโอแบบเรียลไทม์กับคู่ค้าในยุโรป ระบบ ERP และระบบธนาคารที่มีเซิร์ฟเวอร์หลักตั้งอยู่ในยุโรปเพียงแห่งเดียว รวมทั้งการสตรีมมิ่งคอนเทนต์จากยุโรปที่ยังไม่มี CDN ในเอเชีย
ผู้ให้บริการอย่าง China Mobile, NT, Symphony และ INET ต่างมีแผนสำรองและทีมงานเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง แต่สิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญเน้นย้ำมากที่สุดคือ องค์กรและภาคธุรกิจต้องเตรียมแผนรองรับด้วยตนเองด้วย ไม่ว่าจะเป็นการหันมาใช้ Local Cloud การสำรองข้อมูลไว้ภายในประเทศ หรือการมีเส้นทางสำรองจากผู้ให้บริการหลายราย
และที่สำคัญที่สุด อย่างที่มรกตเน้นย้ำ คือการตระหนักว่าในยุคที่ความขัดแย้งระหว่างประเทศอาจส่งผลสั่นสะเทือนต่อโลกดิจิทัลได้ทุกเมื่อ การพึ่งพาตนเองและการมีแผนสำรองที่รอบคอบคือ กุญแจสำคัญที่จะทำให้ประเทศไทยยืนหยัดได้อย่างมั่นคงในท่ามกลางความไม่แน่นอนของโลก
โฆษณา