Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
ธเนศเล่าขาน "ทานทางปัญญา"
•
ติดตาม
11 เม.ย. เวลา 02:56 • สุขภาพ
เล่าประสบการณ์ผ่าตัดปอด ที่ รพ.จุฬาฯ พ.ศ.2561
------------
นี่เป็นเหตุการณ์สำคัญของชีวิตอีกช่วงหนึ่งที่ผมอยากนำมาเล่าแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันครับ
ต้นปี พ.ศ.2561 ผมรู้สึกแน่นหน้าอกซีกขวา หายใจไม่ค่อยสะดวก เลยไปพบแพทย์คลีนิคระบบทางเดินหายใจ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ คือ รศ.นพ.กมล แก้วกิติณรงค์ อาจารย์หมอถามอาการแล้วให้ไป x-ray ปอด และมาตรวจดู ท่านบอกว่ามีจุดเล็กประมาณ 1 ซม. เป็นฝ้าจางๆ ซ่อนในกลีบขวาบนของปอด แต่ไม่แน่ใจจึงต้องตรวจให้รู้ว่าเป็นอะไรแน่ ท่านเลยสั่งให้ไปทำ ct chest แล้วนัดเจอกันอีกรอบ
อ.กมลตรวจผล ct chest อย่างละเอียด บอกว่ายังไม่แน่ใจว่าเป็นเนื้อร้ายรึเปล่า จึงสั่งให้ไปตัดชิ้นเนื้อตรวจอีกครั้ง เมื่อผลออกมาคุณหมอบอกว่า "เป็นเนื้อร้ายจริงๆ แค่จุดเล็กๆยังไม่ขยายไปไหน" ผมเองไม่ได้ตกใจอะไรนัก แต่คนข้างกายผมแทบลมจับ เลยต้องปลอบใจกัน
อ.กมลแนะนำให้ผ่าตัดออก และกรุณาช่วยนัดหมาย รศ.นพ.เสรี สิงหถนัดกิจ(พี่ชาย อ.วีรศักดิ์ที่ผมผ่าตัดกระดูก) แพทย์ศัลยกรรมปอด อ.เสรีนัดผ่าตัดคลีนิคพิเศษศัลยกรรมปอด ที่ตึกศูนย์สิริกิติ์บรมราชินีนาถ ผมรอประมาณครึ่งเดือนก็ได้คิวผ่าตัด
การผ่าตัดครั้งนี้ถือเป็นการผ่าตัด ครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิตผม ต้องเตรียมความพร้อมตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด อ.เสรี จัดทีมแพทย์ฝีมือดี เป็นผู้รับผิดชอบการผ่าตัด ทีมแพทย์ทำงานกันอย่างเป็นระบบ ละเอียดรอบคอบทุกขั้นตอน เป็นมืออาชีพจริงๆ
ผมนอน รพ.เตรียมพร้อมร่างกาย 1 คืน แล้วจึงถูกนำเข้าห้องผ่าตัดในเช้าวันรุ่งขึ้น ตอนผ่าตัดผมไม่รู้สึกตัวอะไร มารู้สึกตัวอีกครั้งเมื่อถูกนำกลับมาอยู่ห้องเดิมในเย็นวันนั้น มีสายระโยงระยาง มีสายเดรนระบายเลือดขนาดราวนิ้วก้อย มีสายน้ำเกลือ และสายย่อยๆอีกพะรุงพะรังไปหมด
หมอบอกว่า การผ่าตัดเรียบร้อยดี ได้ตัดปอดขวาบนไป 1 กลีบแล้ว(เพิ่งรู้ว่าปอดคนเรามี 5 กลีบ) หมอให้พักฟื้นดูอาการไปสัก 3-4 วัน หมอ พยาบาลแวะเวียนมาดูแทบทุกครึ่งชั่วโมง ทั้งกลางวันกลางคืน มาวัดไข้ วัดความดันบ้าง ดูสายน้ำเกลือ สายให้ยา สายเดรนบ้าง เช้าก็มา x-ray ปอด เช็ดตัวให้ ฯลฯ ทุกคนจะมีคำถามนำ "คนไข้ชื่ออะไร" คงเป็นการเตือนสติให้คนไข้รู้สึกตัว มากกว่าจะจำชื่อคนไข้ไม่ได้
ช่วงหลังผ่าตัดเป็นช่วงที่ผมร้าวระบมไปทั้งตัว ที่แย่มากๆคือ รอบรอยแผลที่ผ่าตัด และรอบรอยสายเดรนระบายเลือด มีอาการแพ้ เป็นตุ่มผื่นคันขึ้นรอบแผล พยาบาลพยายามเปลี่ยนพลาสเตอร์ และทำความสะอาดเท่าไรก็ยังไม่หาย ต้องอาศัยพยาบาลข้างกาย สรรหาวิธีมาดูแลแก้ไขจนแผลผื่นคันบรรเทาลงไปได้บ้าง
ซ้ำร้ายกว่านั้นแผลตรงเข็มสายน้ำเกลือและสายให้ยา เกิดปริมีรอยช้ำ จึงต้องเจาะที่ใหม่ แต่ปัญหาคือ เส้นเลือดผมเล็กและเปราะบาง แม้พยาบาลมือฉมังของตึก ยังหาเส้นเลือดไม่เจอ เลยต้องเจาะแล้วเจาะอีก ตั้งแต่หลังมือ ข้อมือ ข้อพับแขน ทั้งซ้ายและขวา ลงมาถึงหลังเท้า ก็ยังไม่สำเร็จ จนชอกช้ำไปหมด
ในที่สุดก็ต้องใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ช่วยเจาะจึงสำเร็จ เรียกว่าชอกช้ำไปทั้งร่างเชียวล่ะ โชคดีที่เราฝึกปฏิบัติสมาธิภาวนามาต่อเนื่อง เป็นทุนเดิมให้เราสามารถกำหนดจิตพิจารณาความรู้สึกเจ็บ คัน จึงพอจะวางอุเบกขา ให้ผ่านช่วงเวลานี้ไปได้ โดยไม่ทุกข์ทรมานมากนัก
นอนพักที่ รพ. 3 คืน หมอก็ให้ถอดสายระโยงระยางออก บอกให้กลับบ้านได้ และนัดให้มาฟังผลการตรวจชิ้นปอดที่ตัดไปว่า เนื้อร้ายได้ลุกลามไปรึยัง ค่ารักษาพยาบาลส่วนเกินจากการเบิกจ่ายตรง แค่หลักหมื่นต้นๆเอง
ผมกลับมาพักฟื้นที่บ้านได้ 2 วัน เกิดอาการแน่นอึดอัด หายใจแทบไม่ออก คนที่บ้านรีบพามาที่แผนกฉุกเฉินราวสี่ทุ่ม โชคดีได้พบหมอเวรคนหนึ่งที่เป็นทีมผ่าตัดผม ตอนนั้นผมรู้สึกว่าตัวเองแย่มากแล้ว หมอเลยส่งไป x-ray พบว่ามีน้ำคั่ง ใกล้จะท่วมปอดแล้ว จึงต้องรีบเจาะเดรนระบายน้ำเสียออก เวลานั้นวิสัญญีแพทย์ก็ไม่อยู่ หมอถามว่าแค่ฉีดยาชาแล้วเจาะเลยได้ไหม ตอนนั้นผมยังรู้สึกตัว เลยบอกทันทีว่า "เจาะเลยหมอ ไม่ต้องวางยาก็ได้"
หมอเองก็ยอมรับเองว่าไม่เชี่ยวชาญเรื่องการเจาะ เพราะต้องเจาะรูตรงสีข้างใกล้ๆรอยเดรนเดิม ขนาดเท่านิ้วก้อย แล้วสอดสายเดรนเข้าไปข้างใน ตอนนั้นผมรู้สึกว่าเจ็บมาก แต่ก็ไม่ร้อง อาศัยการวางอุเบกขาเหมือนเดิม ก็สามารถผ่านไปได้ และเดรนระบายน้ำเสียออกสำเร็จ
หมอที่เจาะเดรนบอกว่า "คุณลุงนี่อึดสุดยอดจริงๆ" อยากจะบอกหมอเหมือนกันว่า "เจ็บสุดๆเลยหมอ" คืนนั้นหมอส่งมาพักฟื้นที่ตึกสิริกิติ์ฯ ห้องเดิมตอนผ่าตัด โชคดีที่ยังมีเตียงว่าง หมอให้พักดูอาการยาว 5 วัน เมื่ออาการปกติแล้ว หมอจึงให้กลับบ้าน
วันนัดฟังผลการตรวจชิ้นปอดที่ตัดไปกับ อ.กมล ที่ผมเป็นคนไข้ของท่าน คนที่บ้านตื่นเต้นลุ้นผลการตรวจมากกว่าคนไข้เสียอีก อ.กมลบอกว่า โชคดีที่เนื้อร้ายเพิ่งเกิดขึ้น ยังไม่กระจาย ตัดออกแล้วก็หมดห่วงแล้ว และนัดติดตามผล ให้มาทำ ct chest ปีละครั้ง
เมื่อมั่นใจว่าปลอดภัยแน่แล้ว ผมก็เริ่มออกกำลังกาย ด้วยการว่ายน้ำ(จันทร์ พุธ ศุกร์) วันละ 40 นาที ขี่จักรยานที่บ้าน (อังคาร พฤหัสบดี เสาร์ อาทิตย์) วันละ 30 นาที นั่งสมาธิวิปัสสนา (เช้า- เย็น-ก่อนนอน) ครั้งละ 30 นาที ใช้เครื่องอัดอากาศแรงดันเชิงบวก(CPAP) คืนละ 6-8 ชั่วโมง ดูแลเรื่องการทานอาหารที่มีประโยชน์ โดยทำทุกอย่างอยู่ในทางสายกลาง และปฎิบัติต่อเนื่อง ยืดหยุ่นตามสถานการณ์ จนติดเป็นนิสัย เกิดเป็นวินัยในตนเอง
ตอนนี้ผ่านไป 8 ปี อยู่ในวัย 76 ปีแล้ว ร่างกายโดยรวมยังปกติแข็งแรงดี ไม่เหนื่อย ไม่เพลีย ยังหายใจโล่งโปร่งสบายดี แต่อนาคตจะเป็นอย่างไร ก็เป็นเรื่องของอนาคต เมื่อไรก็เมื่อนั้น ยอมรับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาอยู่แล้วครับ
ขอขอบคุณคุณหมอและเจ้าหน้าที่ทุกท่านที่ดูแลผมอย่างมืออาชีพ โดยเฉพาะท่านอาจารย์กมล ที่ดูแล ติดตาม เอาใจใส่ ให้กำลังใจ กัดไม่ปล่อย ท่านเป็นคนสุขุม เยือกเย็น อารมณ์ดี และเชื่อมโยงดูประวัติการรักษาโรคทุกโรคของผมในโรงพยาบาลมาวิเคราะห์ ให้คำแนะนำการปฏิบัติตนด้วยความเมตตา ห่วงใย มาโดยตลอด เป็นความโชคดีของผมจริงๆ ที่ได้เป็นคนไข้ของ อ.กมล หากผมไม่ได้ อ.กมล ผมก็คงปล่อยปละละเลย จนอาจจะสายเกินแก้ก็ได้
รวมทั้งขอขอบคุณผู้ใหญ่ที่ผมเคารพนับถือ พี่ เพื่อน น้อง ญาติ ที่มาเยี่ยมเยียน ให้กำลังใจกัน และคนสำคัญที่สุดที่ผมซาบซึ้งใจยิ่งคือคนข้างกาย ที่คอยห่วงใย ไม่ทิ้งกัน มีนัดพบหมอครั้งใดก็ไปด้วยกันทุกครั้ง คอยดูแลเอาใจใส่อย่างใกล้ชิดมาโดยตลอด
ท้ายนี้ผมขอขอบคุณ และไม่ลืมในน้ำใจ ความห่วงใย และความปรารถนาดีของทุกท่านมาอีกครั้งครับ
ธเนศ ขำเกิด
10 เมย. 69
มะเร็งปอด
โรงพยาบาล
สุขภาพ
1 บันทึก
1
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย