12 เม.ย. เวลา 10:27 • ไลฟ์สไตล์

เมื่อความว่างเปล่ากัดกินใจ: วันที่ฉันสูญเสียตัวตนในฐานะแม่บ้านที่ญี่ปุ่น

เราทำงานอยู่ที่สำนักงานมูลนิธิทุนการศึกษาและช่วยงานวัดต่อเนื่องมาเป็นเวลานานเกือบ 10 ปี ในระหว่างนั้นย่อมมีทั้งความสนุก ความสุข และปัญหาต่าง ๆ นานาปนเปกันไป ซึ่งเราคิดว่าทุกที่ก็คงมีปัญหาที่แตกต่างกันออกไปตามบริบท
จนกระทั่งมาถึงช่วงโควิด-19... ฝันร้ายที่สุดก็เกิดขึ้น เมื่อยายที่เลี้ยงเรามาตั้งแต่เด็กได้จากเราไปอย่างไม่มีวันกลับ แต่ในตอนนั้นเราไม่สามารถกลับไปร่วมงานศพท่านได้เลย เที่ยวบินถูกระงับ หากต้องการกลับจริงๆ ต้องทำเรื่องวุ่นวายและเดินทางไปขึ้นเครื่องที่โตเกียวด้วยราคาตั๋วที่แสนแพง พ่วงด้วยมาตรการกักตัวที่เข้มงวด
ประกอบกับตอนนั้นลูกคนเล็กยังอยู่อนุบาล 3 มันแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะพาลูกไปด้วย หรือจะทิ้งลูกไว้ให้พ่อที่ต้องออกไปทำงานดูแลเพียงลำพัง ด้วยเหตุผลร้อยแปด... เราจึงกลับไปเมืองไทยไม่ได้
เราเสียใจ เราร้องไห้ และฝันถึงยายเกือบทุกคืน
ด้วยสภาพจิตใจที่อ่อนแอถึงขีดสุด เราจึงไม่มีใจที่จะทนกับปัญหาใด ๆ ในที่ทำงานอีกต่อไป สุดท้ายเราจึงตัดสินใจขอลาออก ซึ่งสามีที่คงจะสงสารเรามากบอกให้เราพักอยู่บ้านเฉย ๆ ก่อน ไม่ต้องรีบร้อนออกไปหางานทำ
เราจึงกลายมาเป็นแม่บ้านเต็มตัว เมื่อเวลาผ่านไป 3 เดือน จิตใจเริ่มดีขึ้นตามลำดับ กิจวัตรของแม่บ้านเริ่มต้นตั้งแต่เช้าตรู่ ตื่นมาซักผ้า ต้มชา เตรียมอาหารให้สามีและลูก จัดแจงส่งลูกไปโรงเรียน พอทุกคนออกจากบ้านไปแล้ว หน้าที่ของเราคือตากผ้า ล้างจาน ทำความสะอาดบ้าน แล้วจึงพอได้พักดูทีวีบ้าง
พอกินข้าวเที่ยงเสร็จ ก็เก็บผ้า เตรียมทำอาหารเย็น รอลูกกลับมาสอนการบ้าน รอสามีกลับมากินข้าวเย็นด้วยกัน เตรียมน้ำให้ทุกคนอาบ พาลูกเข้านอน... วนเวียนเป็นวัฏจักรแบบนี้ทุกวัน ชีวิตไม่ได้ยุ่งวุ่นวาย มีเวลาว่างพอสมควร
แต่เพราะเราทำงานมาตลอดตั้งแต่เรียนจบ ความว่างที่เกิดขึ้นกลับทำให้เราเริ่มรู้สึก "ไร้ค่า"
เราอยากทำงาน สามีเลยแนะนำว่าลองทำธุรกิจของตัวเองดูไหม? เราจึงไปสมัครเป็นตัวแทนหาคู่แต่งงาน ซึ่งงานนี้ต้องมีการลงทุนและไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด จากมุมมองของเราที่อยู่ญี่ปุ่นมานาน คนญี่ปุ่นบางคนบ้างาน หรือมีนิสัยแปลกแยกจนยากจะหาคู่ได้ด้วยตัวเอง แต่พอได้เข้าไปคุยจริงๆ ส่วนใหญ่กลับตอบด้วยความมั่นใจว่า ที่พวกเขาไม่แต่งงานเพราะ "เลือกที่จะไม่แต่ง" ไม่ใช่ "แต่งไม่ได้"
ด้วยนิสัยส่วนตัวที่ไม่ชอบตื๊อใคร เมื่อพยายามจนที่สุดแล้วเราจึงตัดสินใจล้มเลิก เพราะคิดว่าคงหมดหวังที่จะทำให้คนกลุ่มนี้มีคู่ได้ และคิดไปถึงว่านิสัยแบบนี้ ต่อให้แต่งงานไปก็คงรอดได้ยาก สุดท้ายเราจึงกลับมาเป็นแม่บ้านอย่างเดิม
เราเคยหวังว่ามันจะเป็นทางออกที่ช่วยกู้คืนความภาคภูมิใจ แต่เมื่อมันไม่ใช่ ความว่างเปล่าที่รอเราอยู่จึงกลับมาดูน่ากลัวและเงียบเหงากว่าเดิมหลายเท่าตัว
จนกระทั่งอยู่บ้านมาเกือบปี "ความว่างเปล่า" ก็เข้ามาเยือนเราอย่างจริงจัง
การไม่ได้ทำงานทำให้เราเริ่มด้อยค่าตัวเอง เราเกรงใจสามีที่ต้องออกไปทำงานหนักทุกวัน จนไม่กล้าซื้อเครื่องสำอางที่เคยใช้เพราะกลัวฟุ่มเฟือย ไม่กล้านอนตื่นสาย และไม่เห็นคุณค่าของวันหยุดเสาร์-อาทิตย์เหมือนเมื่อก่อน เวลาดูทีวี ตากลับเหม่อลอยออกไปข้างนอก คิดซ้ำ ๆ ว่าเราจะอยู่อย่างไร้ประโยชน์แบบนี้ไปอีกกี่สิบปี... มันเป็นความรู้สึกที่ว่างเปล่าสิ้นดี
มีใครเคยรู้สึกเหมือนเราไหมคะ? บางครั้ง "ความว่างเปล่า" ก็มีน้ำหนักและกดทับหัวใจเราได้มากกว่างานหนักที่เคยทำมาทั้งชีวิตเสียอีก
และสิ่งที่กัดกินใจเราที่สุดคือความรู้สึกผิด เราเสียเงินลงทุนในงานจับคู่ไปไม่น้อยเลย เพราะเราทำงานไม่สำเร็จ แทนที่จะช่วยแบ่งเบาภาระ กลับกลายเป็นว่าเราไปเพิ่มภาระให้สามีที่ต้องทำงานหนักแบกรับทุกอย่างเพียงลำพัง ความรู้สึกที่ว่า "เรากลายเป็นภาระ" มันหนักอึ้ง
จนในที่สุด เราตัดสินใจเดินไปคุยกับสามีตรง ๆเพื่อขอออกไปหางานทำอีกครั้ง
แต่ด้วยวัย 45 ปี เป็นอายุที่ค่อนข้างมากที่จะเริ่มงานใหม่ พร้อมเงื่อนไขของสามีที่ว่า "งานต้องไม่กระทบลูก" ต้องอยู่กับลูกในวันหยุด และต้องพร้อมไปรับที่โรงเรียนทันทีหากลูกไม่สบาย เงื่อนไขต่างๆเหล่านี้มีเพียง "งานพาร์ทไทม์" เท่านั้นที่เราทำได้
เราตอบตกลง... แล้วเขาก็พาเราไปที่สำนักงานหางานของรัฐ
จากนั้น ชีวิตของเราก็เปลี่ยนไปอีกครั้งหนึ่ง
#แม่บ้านต่างแดน #เลี้ยงลูกในญี่ปุ่น #ญี่ปุ่น #ชีวิตในญี่ปุ่น #ทำงานต่างแดน #SelfEsteem #แรงบันดาลใจ
โฆษณา