13 เม.ย. เวลา 01:00 • ข่าวรอบโลก

ไฟป่าอะแลสกา รุนแรงสุดในรอบ 3,000 ปี ดินแดนนี้กำลังเข้าสู่ ยุคไฟป่าที่รุนแรงเป็นประวัติการณ์

แม้ดินแดนอะแลสกายังคงมีหิมะปกคลุมอยู่ทั่วไปในเดือนเมษายน แต่เป็นรู้กันดีว่าฤดูไฟป่าได้เริ่มขึ้นแล้ว
ตามรายงานของหน่วยงานไฟป่าท้องถิ่น ได้ออกมาเตือนให้เฝ้าระวังการใช้ไฟ เพราะอาจลุกลามได้ง่าย เนื่องจากสภาพพื้นที่ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว
ความเปลี่ยนแปลงที่ว่าหมายถึง เกิดความแห้งแล้งเร็วขึ้น และการเพิ่มขึ้นของไม้พุ่มจากสภาพอากาศที่อุ่นขึ้นได้กลายเป็นเชื้อไฟชั้นดี
โดยตลอดทศวรรษที่ผ่านมา ฤดูไฟป่าอะแลสกาสร้างความเสียหายให้กับระบบนิเวศผืนป่าเฉลี่ยมากกว่า 1 ล้านเอเคอร์ หรือ 2,530,000 ไร่ ต่อปี ซึ่งนับเป็นตัวเลขที่เยอะมากเมื่อเทียบกับอดีต
นอกจากรายงานประจำปีแล้ว งานวิจัยชิ้นใหม่ที่เพิ่งเผยแพร่เมื่อช่วงต้นปีก็ยืนยันเหตุการณ์ไปในทิศทางเดียวกัน
ผลการศึกษาข้อมูลชั้นอินทรียวัตถุ ถ่านดิน ละอองเกสร ซากพืชและจุลินทรีย์ พร้อมตรวจวัดอายุคาร์บอน ทำให้นักวิทยาศาสตร์สามารถย้อนรอยสถานที่เกิดไฟป่าในอะแลสกาย้อนหลังไปถึง 3,000 ปี
และจากข้อมูลตรงนั้นทำให้นักวิทยาศาสตร์สามารถสร้างแบบจำลองของการเกิดไฟป่า การเปลี่ยนแปลงของพืชพรรณ และความชื้นในดินในช่วงเวลาต่างๆ ได้
ผลของแบบจำลองอธิบายได้ว่า ในช่วง 2,000 ปีแรก ไฟป่าเกิดขึ้นไม่บ่อยนัก ระหว่างประมาณปี ค.ศ. 1000 ถึง 1200 มีเล็กน้อย แม้เป็นช่วงที่ดินเริ่มแห้ง
จากนั้นระดับไฟป่าก็ลดลงอีกครั้งและอยู่ในระดับต่ำเป็นเวลา 700 ปีต่อมา
จนกระทั่งประมาณปี 1900 ไฟป่าเริ่มเพิ่มขึ้น และในปี 1950 ไฟป่าก็ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์
ในช่วงเวลานั้น พบว่าดินพรุแห้งแล้งอย่างมาก และไม้พุ่มก็แพร่กระจายมากขึ้น โดยไฟป่ายังคงเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากดินแห้งลงอย่างต่อเนื่องจนถึงปี 2015 (ปีที่เก็บตัวอย่างดิน)
นอกจากสร้างแบบจำลองแล้ว นักวิทยาศาสตร์ที่ทำวิจัยเรื่องนี้ยังตรวจสอบข้อมูลซ้ำกับบันทึกที่ได้จากดาวเทียม
จนยืนยันได้ว่า ไฟป่าเพิ่มขึ้นตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่ 20 ช่วงปลายทศวรรษ 1960 ทศวรรษ 1990 และทศวรรษ 2000-2010 ล้วนประสบกับไฟป่าบ่อยครั้งทั่วทั้งภูมิภาค
ส่วนสาเหตุการเกิดก็เป็นดังที่กล่าวไว้ช่วงต้น
ดินเกิดความแห้งแล้งเร็วขึ้น และการเพิ่มขึ้นของไม้พุ่มจากสภาพอากาศที่อุ่นขึ้นได้กลายเป็นเชื้อไฟชั้นดี
โดยมีวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มนุษย์เป็นผู้ก่อเป็นตัวการอยู่เบื้องหลังเรื่องราวทั้งหมด
ริค โธแมน (Rick Thoman) นักวิทยาศาสตรประจำมหาวิยาลัยอะแลสกาอธิบายว่า ความเสียหายจากไฟป่าบนพื้นที่ 1 ล้านเอเคอร์นั้นแทบกลายเป็นเรื่องธรรมดาที่ไม่ธรรมดาไปแล้วในปัจจุบัน
เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่ามาตั้งแต่ปี 1990
และจากที่เดิมทีไฟเริ่มลุกไหม้ในช่วงต้นเดือนมิถุนายนก่อนลามใหญ่โตในช่วงปลายเดือน และยาวไปถึงเดือนกันยายน แต่ตอนนี้เพียงแค่เดือนเมษายนก็มีไฟป่าให้เห็นแล้วในพื้นที่บางส่วน
นอกจากไฟป่าจะรุนแรงขึ้นแล้ว สถานการณ์ทางการเมืองยังโหมให้วิกฤตเลวร้ายเข้าไปอีก นับตั้งแต่โดนัลด์ ทรัมป์ เข้ามาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีเป็นสมัยที่สอง
โดยประธานาธิบดีฝ่ายขวาได้ระงับการจ้างงานบุคคลากรด้านการดับไฟป่า ไม่อนุญาตให้หาเพิ่มแม้ว่าสถานการณ์ตรงหน้าจะรุนแรงยิ่งกว่าอดีต และจำเป็นต้องใช้กำลังคนมากขึ้นก็ตาม
ไม่เพียงเท่านั้นยังสั่งปลดพนักงานอีก 3,400 อัตรา
ทั้งสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป และคนทำงานที่น้อยลง ทำให้มีแนวโน้มว่า
ดินแดนแห่งนี้อาจต้องเผชิญภยันตรายจากไฟป่าหนักหนาสาหัสมากขึ้นเรื่อยๆ
อ่านการศึกษาเพิ่มเติมที่ Fire activity in the northern Arctic tundra now exceeds late Holocene levels, driven by increasing dryness and shrub expansion. https://bg.copernicus.org/articles/22/6651/2025/
อ้างอิงข้อมูลเพิ่มเติม Alaska’s million-acre wildfire season, typical in size, had some unusual features https://alaskabeacon.com/2025/09/03/alaskas-million-acre-wildfire-season-typical-in-size-had-some-unusual-features/
Trump’s cuts to federal wildfire crews could have ‘scary’ consequences
โฆษณา