14 เม.ย. เวลา 00:31 • ปรัชญา

อนัตตา ต้องเห็น ไม่ใช่คิดเพ้อเจ้อ

คำว่า "สัพเพ ธัมมา อนัตตา"
เป็นคำที่ต้องใช้เวลาฝึกอย่าง
ต่อเนื่องนับพันชม. และช่วง
ที่ฝึก"เห็น" อนัตตา จะต้องอยู่
อย่างสงัด ได้เห็นน้อย  ได้ยิน
น้อย ซึ่งคนทั่วไปจะทำได้ยาก
อาจใช้เวลาหลายเดือนอย่าง
ต่อเนื่อง
การเห็น อนัตตา ต้องเห็นทั้งหมด
ทั้งภายในภายนอก ทุกสภาวะ ทุก
Event ที่เกิดขึ้น และทุกวินาที จึงจะ
เป็นการเห็นความเป็นอนัตตาแท้จริง
จดจ่ออยู่กับสิ่งที่เกิดขึ้นตลอดเวลา
การเห็นด้วยความเป็นอนัตตา เป็นของ
โสดาปัตติมรรค ที่ต้องฝึกพร้อมไปกับ
อธิศีล 43 ข้อ ช่วงนี้จะเป็นช่วงที่ยาก
ที่สุดช่วงหนึ่งที่ต้องปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง
   สำหรับคนทั่วไปจึงควรเห็นด้วยความ
ไม่เที่ยง เสียก่อนให้ขำนาญ จนเรียกว่า
ได้เข้าถึง "อนิจจสัญญา" หรือ โสดาปัตติมรรค แล้วจึงฝึกมาตามลำดับจึงจะถูกต้อง
ไม่หลงออกไปนอกทาง
ดังนั้นคนทั่วไปที่ได้ฟัง อนัตตา แล้วนำ
ไปปฏิบัติ จึงยังเป็นแค่เพียงการ "คิด" ถึง
ความเป็นอนัตตา แล้วก็หลงไปปรุงแต่ง
เพ้อเจ้อ จนกลายเป็นไม่มีตัวตน กลายเป็น
วาทะกรรมที่บานปลาย กลายเป็นเรื่องต่างๆ ที่แสดงกันอยู่ทุกวันนี้ ไม่ได้เห็นจริงๆ
แต่"คิด"ไปเอง สิ่งเหล่านี้เป็นสภาวะที่เกิดขึ้นจริง และดับไปต่อหน้า จึงไม่ควร "เห็น"
ว่าเป็นของเรา เป็นอัตตาของเรา
การคิดถึงเรื่องฟุ้งซ่านของ"อนัตตา" เป็นกิเลส ที่เรียกว่า "อุททัธจะ" แต่การเห็นด้วยความเป็น "อนัตตา" คือ "ปัญญา" เรื่องนี้ต้องแยกแยะให้ออกตั้งแต่ต้นด้วยการ
เจริญอนิจจสัญญา
  พวกที่สอนเรื่อง อนัตตา แล้วพอมี กฐิน
ผ้าป่า เงิน บริจาค กลายเป็น "ของกู" คน
มากราบไหว้ ก็มากราบไหว้ "ตัวกู"
   นี่แหละพวกพระปรารถนาลามก เป็นคนลวงโลก นำธรรมะ มาหาเงินทอง หาชื่อเสียง การได้ "อนัตตสัญญา" เป็นของสูง
เป็นของพระอริยะซึ่งถ้าเข้าถึงแล้วก็จะ
ไม่ลงมาคลุกกับบ่อคูถ คือการคลุกคลีกับผู้คนเพื่อชื่อเสียงเงินทอง เพราะเข้าถึงความสะอาด บริสุทธิ์แล้ว
จึงใช้ชีวิตด้วยความมักน้อย สันโดษ ไม่คลุกคลี เพื่อความสุขในทิฏธรรมของตนเอง และเป็นแบบอย่างให้คนรุ่นหลัง
ได้ปฏิบัติตาม
  และถ้าเข้าถึงความเป็นอนัตตาแล้ว ก็จะรู้ว่าลาภ ยศ ชื่อเสียง เงินทอง นี่แหละที่เป็น "อนัตตา" เป็นเหมือนบ่อคูถ เป็นอันตราย
แม้กระทั่งต่อพระอรหันต์
ในร้อยปีมานี้ที่เรากราบไหว้กันอยู่ พระที่ร่ำรวย รับเงินทองทั้งหมด นี่แหละมหาโจร
ในศาสนาพุทธ ไม่มีสิทธิ์เป็นพระอริยะ
  ยิ่งบวชมานานมาก มีเงินมากก็คือยิ่งปล้นเงินทองชาวบ้านมามาก ตนเองก็เหมือนอยู่ในนรก เพราะเป็นผู้ทำลายศาสนาที่แท้จริง เรื่องเหล่านี้ถ้าคนรุ่นใหม่รู้ ก็จะมีประโยชน์มาก เพราะจะมีโอกาสได้รับธรรมที่ถูกต้อง
คนไทยต้องฟังจากพระพวกนี้ มานานนับร้อยปี มีแต่ความปรารถนาลามกของพระเหล่านี้ ที่แสดงให้เห็น จึงไม่มีโอกาสได้เจอพระอริยะจริง
    สรุปสั้นๆว่า "พระร่ำรวย"คือ"พระเลว"
เพราะเป็นผู้ทำลายพระธรรมวินัย ซึ่งเรื่องเหล่านี้ สามารถ check กับพระธรรมวินัยได้ด้วยตนเอง
  หรือใครที่สามารถทำความร่ำรวยจากธรรมะของพระพุทธเจ้า คือพวก "มารศาสนาที่แท้จริง" เพราะความสูงส่งของ
สิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้นั้นคือ
    "ไม่มีลาภสักการะเป็นอานิสงก์"
เรื่องนี้ถ้าแพร่หลายออกไป ศาสนาพุทธ
ก็จะกลับมาเจริญได้ในคนรุ่นนี้.....
โฆษณา