17 เม.ย. เวลา 00:00 • หนังสือ

ก่อร่างสร้างสุข

เมื่อความสุขไม่ได้เกิดจากการเติมสิ่งต่าง ๆ เข้ามาแต่เกิดจากจากการตัดสิ่งต่าง ๆ ออกไป
ฉันเริ่มมีความ 'สุข'
ผมในวัยย่างเข้า 24 ปี ที่คงไม่ต่างจากคนเพิ่งเริ่มทำงานอีกหลายคน เราก้มหน้าก้มตาวิ่งตามเป้าหมาย พยามทำทุกอย่างด้วยความเร่งรีบบนความคาดหวังจากตัวเองและผู้อื่น พยามไปข้างหน้าจากเป้าหมายที่ 1 ไปเป้าหมายที่ 2 เพิ่มเป้าหมายออกไปเรื่อย ๆ และหวังว่าเป้าหมายสุดท้าย คือ ความสุขในชีวิต ไม่ต่างอะไรกับสัตว์ที่ถูกล่อด้วยอาหาร
จนเมื่อวันหนึ่งที่หายหิวโซถึงเพิ่งได้สติรู้ตัวว่า เราวิ่งไล่อาหารที่รสชาติห่วยแตกมาตลอด นั่น คือ ความรู้สึกที่ผมเพิ่งรู้ว่าผมไม่มีความสุขเอาเสียเลย ผมไม่อยากกินอาหารเวรนี่อีกต่อไป
แล้วร่างกายก็เริ่มกระบวนการกำจัดสารพิษ ผมเริ่มตัดสิ่งที่เป็นพิษทิ้งทั้งโปรเจ็กต์ที่ทิศทางขัดกับความเชื่อ ผู้คนที่ผมเคยรักแต่ไม่อาจเดินบนเส้นทางเดียวกันได้และความฝันที่ยึดถือมาก็เช่นกัน รวมถึงความรับผิดชอบที่มีต่อตัวเองและผู้อื่นก็พลอยถูกลูกหลงไปด้วย ผมงุนงงเหมือนคนเพิ่งสร่างเมา ลงสู่จุดต่ำสุด คือ กอดโถชักโครกขับทุกอย่างในร่างกายออกมาจนหมด แล้วจุดนี้เองที่เหลือแต่ตัวตนที่ว่างเปล่า
เมื่อนั่งทรุดอยู่พักหนึ่ง ผมจึงเริ่มลุกขึ้น ถอดเสื้อผ้าที่เลอะคราบอ้วกอยู่โยนทิ้งไป นำร่างกายอันเปรือยเปล่ากลับมาใช้ชีวิตอย่างอิดโรยอีกครั้ง ค่อย ๆ หยิบหนังสือขึ้นมาเปิดอ่าน ค่อย ๆ เดินไปยิม ค่อย ๆ กลับมารับผิดชอบงานที่มีความหมาย – โชคดีเหลือเกินที่ยังไม่เสียพวกมันไป –
*บทความนี้มาจากประสบการณ์ของคนชนชั้นกลางคนหนึ่ง จึงไม่ใช่นิยามความสุขของทุกคน แต่เป็นเพียงวิธีจัดระเบียบชีวิตที่มีความสุขของผมเอง
มุมมองปัจเจก
เราทุกคนล้วนมีประสบการณ์และความเชื่อที่สั่งสมมาต่างกันซึ่งมันส่งผลต่อมุมมองรวมถึงความรู้สึกที่เรามีให้ต่อสิ่งต่าง ๆ ที่ผ่านเข้ามา
การค้นหาเพื่อทำความรู้จักกับตัวเองจะนำไปสู่คำตอบว่าอะไรที่เราทำแล้วมีความสุข และอะไรที่จริง ๆ แล้วไม่มีคุณค่าต่อเรา
ซึ่งการที่เราจะรู้ได้ว่าสิ่งต่าง ๆ จะส่งผลอย่างไรกับเรา มันก็เหมือนกับการทดลองทางวิทยาศาสตร์ คือ เราต้องทดลองทำหลาย ๆ สิ่งแล้วถามตัวเองว่าเรารู้สึกอย่างไร
โปรดจำไว้ว่าคุณเปลี่ยนตลอดเวลา คุณไม่ควรยึดติดกับมุมมองเดียวไปทั้งชีวิต จงถามตัวเองเสมอว่า ณ​ ปัจจุบันขณะ คุณให้คุณค่ากับสิ่งใด หรือผลของมันจะนำไปสู่สิ่งที่คุณให้คุณค่าในอนาคตหรือไม่
การตัดทอน
ในช่วงที่เรากำลังเรียนรู้ชีวิต ทุกประสบการณ์ดูน่าตื่นเต้นไปหมด เราอยากลองหลายอย่าง อยากเป็นหลายแบบ และอยากเปิดรับโลกให้กว้างที่สุด แต่สุดท้ายแล้ว ชีวิตของคนเรามีเวลาและทรัพยากรจำกัดทำให้เราไม่สามารถเก็บทุกอย่างไว้พร้อมกันได้
ดังนั้น คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ว่า "ฉันชอบอะไร" แต่ คือ "ฉันยอมตัดอะไรออกได้บ้าง"
การตัดทอนไม่ได้แปลว่าใช้ชีวิตแคบลง แต่มัน คือ การทำให้ชีวิตเหลือพื้นที่พอสำหรับสิ่งที่สำคัญจริง ๆ
และมันยิ่งสำคัญมากโดยเฉพาะในโลกที่พยามกระตุ้นความต้องการของคุณตลอดเวลา ธุรกิจต่าง ๆ พยายามสร้าง หรือกระตุ้นให้คุณคำนึงถึงปัญหาที่ไม่เคยมีมาก่อน ดังนั้นการกำหนดสิ่งที่สำคัญจึงเป็นหน้าที่ที่สำคัญยิ่ง และจะทำให้คุณรู้จัก 'พอ'
โดยส่วนตัว ผมคิดว่าการตัดทอนมีอยู่สองระดับ คือ
  • 1.
    ตัดทอนสิ่งที่วัดได้ด้วยตัวเลข: เวลาและเงิน เราใช้เวลากับอะไร ใช้เงินไปกับอะไร และสิ่งเหล่านั้นสะท้อนสิ่งที่เราให้คุณค่าจริงหรือไม่ การจดรายจ่าย การวางแผนปฏิทิน หรือการทบทวนสิ่งที่ทำในแต่ละสัปดาห์ ช่วยให้เราเห็นเรื่องนี้ได้ง่ายขึ้นมาก
  • 2.
    ตัดทอนสิ่งที่วัดไม่ได้ด้วยตัวเลข: ความสัมพันธ์ ความเชื่อ หรือบทบาทบางอย่างในชีวิตที่เราอยู่กับมันมานานจนแยกไม่ออกแล้วว่ามันยังทำให้เรามีความสุขอยู่จริงไหม การตัดสิ่งเหล่านี้ออกยากกว่า เพราะมันต้องใช้ทั้งเวลา ความซื่อสัตย์กับตัวเอง และความกล้าพอสมควร
โดยมีบางสิ่งที่ส่วนตัวของผมเลือกตัดทอนได้ก่อนทันทีนั่น คือ
1. ความเห็นของคนแปลกหน้า: หลายครั้งเราเลือกสิ่งต่าง ๆ ตามที่สังคมบอกเราว่ามันจะดี แต่สิ่งเหล่านั้นอาจไม่มีคุณค่าที่แท้จริง ๆ ใด ๆ เลย คนที่บอกเราอาจพบหน้าเราไม่ถึง 2 ครั้ง หรือสิ่งที่ดีเหล่านั้นอาจเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย การเป็นอิสระต่อเสียงของคนแปลกหน้าไม่ใช่การไม่รับฟังแต่ คือ การที่คุณพิจารณาคำพูดเหล่านั้นว่ามันเหมาะสมต่อค่านิยมที่คุณนิยามหรือไม่
2. ระดับชนชั้นและสถานะทางสังคม: เพราะเกมนี้ไม่มีวันจบ ถึงแม้คุณจะขยับขึ้นไปได้อีกระดับ ก็ยังมีระดับถัดไปให้ไล่ตามเสมอ ถ้าคุณไม่มีความพอใจในตนเอง คุณจะไม่มีวันมีความสุข
3. การผูกความสุขของตัวเองไว้กับคนอื่นหรือสิ่งอื่นมากเกินไป: ตราบใดที่คุณยังยึดติดตัวตนของคุณผ่านบุคคลอื่นหรือสิ่งของใด ๆ ความสุขของคุณก็จะอ่อนไหวและเปราะบาง เพราะคุณไม่สามารถควบคุมสิ่งใดได้นอกจากความคิดของคุณเอง
Yulan Magnolia in Yu Garden Photo by the Curious Duck
การสร้างความสุข
สมการของความสุข
Morgan Housel อธิบายรูปแบบการเกิดขึ้นของความสุขใน 'The Art of Spending Money' ไว้ดังนี้
"Happiness = Reality - Expectation"
Morgan Housel
กล่าวคือ ความสุขที่คุณจะได้จากประสบการณ์ต่าง ๆ ขึ้นอยู่กับประสบการณ์นั้น ๆ เป็นอย่างไร เมื่อเทียบกับความคาดหวังของคุณ
ลองจินตนาการถึงคนที่ดูแลสุขภาพมาตลอด พวกเขาทานผัก อาหารรสจืด และอาจถึงขั้นทานเมนูเดิมซ้ำ ๆ กันทั้งสัปดาห์ คุณคิดว่าพวกเขามีความสุขกับ cheat meal แบบไหนล่ะ มันไม่จำเป็นต้องเป็นร้านที่กำลังเป็นกระแสหรือร้านระดับ Michelin เลย แค่กระเพราหมูกรอบก็มีความสุขอย่างที่สุดแล้ว
แต่ในอีกทางหนึ่ง ถ้าคนคนเดียวกันนี้คาดหวังให้ตัวเองยกน้ำหนักให้ได้มากขึ้นมาก ๆ แต่เขากลับทำน้ำหนักเพิ่มได้เพียงเล็กน้อย แม้มันจะดีขึ้นกว่าเดิมเขาก็จะไม่รู้สึกมีความสุขเลย
จะเห็นว่ารูปแบบการเกิดขึ้นของความสุขนั้นไม่ได้ขึ้นกับว่ามัน คือ สถานการณ์อะไร แต่มันขึ้นอยู่กับความคาดหวังและความเป็นจริงที่เกิดขึ้นนั่นเอง ดังนั้นยิ่งคุณตัดความคาดหวังกับเรื่องต่าง ๆ ให้เหลือน้อยเท่าไร คุณก็มีโอกาสที่จะมีความสุขมากขึ้นเท่านั้น
Shanghai Library East Photo by The Curious Duck
ความต้องการพื้นฐาน
วิธีหนึ่งในการลดความคาดหวัง คือ การกลับมาถามว่า 'need' ของคุณ คือ อะไร อะไรที่คุณขาดไม่ได้จริง ๆ
แล้วใช้ชีวิตให้ใกล้เคียง need ของคุณที่สุด ยิ่งคุณมีสิ่งต่อเติมจาก need น้อยเท่าไร 'ความคาดหวัง' ของคุณก็ยิ่งน้อยลงเท่านั้น โอกาสที่คุณจะมีความสุขก็จะยิ่งมีมากขึ้น
need ในเรื่องอาหารของมนุษย์อย่างง่ายที่สุด คือ 'กินเพื่ออยู่' แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าคุณไม่มีสิทธิ์กำหนดรูปแบบอาหารที่คุณปรารถนาเลย แต่เพียงแค่ทำให้มันตอบโจทย์ชีวิตของคุณจริง ๆ เช่น อาหารที่ถูกตามหลักโภชนาการและส่งผลดีต่อสุขภาพ ควรจะเป็น need ของคุณ ดังนั้นมันไม่จำเป็นต้องราคาสูงหรือรีวิว 5 ดาว มันแค่ต้องผ่านการพิจารณาในระดับหนึ่ง
ถ้าคุณใช้ชีวิตทุกวันอยู่กับอาหารที่รสอ่อน ปรุงไม่เยอะ และกินเพื่ออยู่ (อาจซ้ำกันในหลาย ๆ มื้อ) ทำไมคุณจะไม่มีความสุขกับกะเพราหมูกรอบ 1 จานต่อสัปดาห์
การใช้ชีวิตด้วย 'need' ผมไม่ได้บอกว่าคุณห้าม 'อยาก' (want) แต่ความอยากไม่ควรกลายเป็น Baseline ของชีวิตคุณ
กรอบในการใช้ชีวิตที่เรียบง่าย
เมื่อเราเริ่มตระหนักแล้วว่า อะไร คือ สิ่งจำเป็นในดำเนินชีวิต (need) และอะไร คือ สิ่งที่มีความหมายต่อเรา เราจะต้องมีเครื่องมือที่จะปกป้องพวกมันเอาไว้ และทำให้เราได้ใช้ทรัพยากรไปกับสิ่งเหล่านั้นให้มากที่สุด ซึ่งก็ คือ การสร้าง 'กรอบ' ในการใช้ชีวิต
การมีกรอบที่จะยึดคุณไว้กับสิ่งที่คุณคัดกรองมาแล้ว
กรอบไม่ได้พรากอิสระไปจากคุณ แต่มันกำลังปกป้องคุณจากความฟุ้งเฟ้อไร้แก่นสาร
เนื่องจากผมเป็นคนให้ความสำคัญกับการออกกำลังกาย ผมจึงตัดอาหารที่กำลังเป็นกระแสออกไป การที่ผมทานอาหารที่เหมือนเดิมเป็นประจำทำให้ผมไม่ต้องเสียเวลาต่อแถวในร้านที่กำลังเป็นกระแส และไม่ต้องใช้เงินไปกับอาหารเหล่านั้น แม้มันจะอร่อยแค่ไหนก็ตาม –แต่ผมก็มีงบสำหรับตามใจปากเช่นกัน โดยผมจะใช้มันกับหมวดหมู่อาหารที่ผมชอบเท่านั้น
นอกจากนั้นแล้วกรอบในการใช้ชีวิตที่ดีจะเรียบง่ายเพื่อตอบโจทย์ need ของคุณซึ่งทำให้คุณคาดหวังสิ่งต่าง ๆ น้อยลง และส่งผลให้คุณเพิ่มโอกาสเจอความสุขง่ายมากขึ้น
ความเรียบง่ายไม่ใช่การลดสิ่งต่าง ๆ ให้เหลือน้อยที่สุดเท่านั้น อันที่จริงมันคือ การตัดสิ่งที่ไม่สำคัญออกไปให้เหลือแต่สิ่งที่สำคัญจริง ๆ เช่น ถ้าหากคุณเป็นคนชอบแต่งตัว คุณไม่จำเป็นจะต้องตัดเครื่องแต่งกายออก แต่จงตัดความคาดหวังต่อความเห็นของคนอื่นออกไป ไม่ว่าสไตล์ของคุณจะอยู่ในกระแสหรือไม่ และคนอื่นจะมองมันอย่างไร หากคุณเดินไปหน้ากระจกแล้วคุณชอบคนในกระจก หากคุณใช้ชีวิต แล้วชุดนั้นมันเอื้อต่อการใช้ชีวิต จงสวมใส่มัน จงใช้เงินกับมัน
เมื่อผมนำรูปแบบการเกิดความสุขมาใช้ในการออกแบบกฎส่วนตัว ผมสรุปเป็นวิธีออกแบบกฎของผมได้ดังนี้
1. สร้าง routine ที่จะนำคุณไปสู่เป้าหมายที่คุณให้คุณค่า สร้างกฎสำหรับจัดการกับสิ่งที่สามารถรบกวนการใช้เวลาและทรัพยากรของคุณ เช่น ผมมักชอบสร้างกฎให้ตัวเองไปลองร้านอาหารที่มีราคาสูงเมื่อมันเป็นแนวอาหารที่ผมชอบจริง ๆ หรือไปเพื่อใช้เวลากับคนที่ผมให้ความสำคัญ
2. สร้างกิจวัตรประจำวันให้ชีวิตของคุณเรียบง่ายที่สุด และตอบโจทย์ความต้องการ 'need' ของคุณเป็นหลัก เพื่อให้คุณมีความคาดหวังต่อสิ่งต่าง ๆ น้อยลง
3. กฎที่ดีจะต้องตอบโจทย์ความต้องการของคุณ หรือคนที่คุณรักเท่านั้น ลองจินตนาการว่าถ้าคุณติดอยู่บนเกาะล้างซึ่งไม่มีใครเลยนอกจากคุณ คุณจะทำ และให้ความสำคัญกับสิ่งเหล่านี้ หรือไม่
4. คุณเปลี่ยนตลอดเวลา ดังนั้นกฎต่าง ๆ ก็ควรเปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน
การมีกรอบจะช่วยให้คุณตัดสิ่งรบกวนจากภายนอกออกไป แต่ไม่ใช่การฝืน และหมกมุ่นแต่กับกรอบของคุณ หากบางสิ่งทำให้คุณใจเต้นรัว ทำให้คุณสนใจจริง ๆ หรือทำให้คุณได้ใช้เวลากับคนที่สำคัญกับคุณ คุณสามารถฉีกกรอบเหล่านั้นได้เสมอ กรอบเป็นเพียงตัวช่วยเท่านั้น ไม่ใช่ชีวิตของคุณ
อาหารเช้าที่ร้านโมนาริซ่า อำเภอ เมือง จังหวัด สมุทรสาคร photo by The Curious Duck
ดำเนินชีวิตอย่างมีความสุข
เมื่อคุณเริ่มเข้าใจความสุขของตัวเอง คุณจะมีกรอบในการใช้ชีวิตที่สอดคล้องกับสิ่งที่ให้ความสำคัญ กรอบเหล่านี้ไม่ได้กักขังคุณไว้ในชีวิตแบบเดิม ๆ แต่ช่วยให้คุณเติบโตต่อจากสิ่งที่รักได้ลึกขึ้น เช่น การอ่านมากขึ้นอาจพาไปสู่การเขียน การเขียนอาจพาไปสู่ความสนใจในวิธีเล่าเรื่องของหนังหรือศิลปะแขนงอื่น ๆ ความสนใจจึงยังแตกกิ่งก้านได้เสมอ เพียงแต่มันเติบโตจากความสุขของคุณเอง ไม่ใช่จากแรงเร่งของคนอื่น
อย่างไรก็ตามมนุษย์ก็ยังคงเป็นสัตว์สังคม คุณอาจทำตามสิ่งที่สังคมชวนหรือคาดหวังได้บ้าง แต่ไม่ควรปล่อยให้มันกำหนดชีวิตคุณอยู่ตลอดเวลา เพราะเมื่อใดที่คุณเริ่มกังวลว่าจะตามกระแสไม่ทัน หรือกลัวว่าจะพลาดบางอย่างไป คุณก็จะหาคำว่า "พอ" ไม่เจอ ชีวิตจะค่อย ๆ ขยายตัวเกินความจำเป็น ความคาดหวังจะสูงขึ้น และความสุขก็จะเกิดขึ้นได้ยากกว่าเดิม
ดังนั้น สำหรับผมการใช้ชีวิตอย่างมีความสุขอาจ
ไม่ใช่การคอยถามว่าเรายังขาดอะไรอีก
แต่เป็นการถามว่า มีอะไรอีกบ้างที่เราควรตัดออกไป
Artworks inside the dib museum Photo by the Curious Duck
instagram: whatdoesthefolksay
โฆษณา