Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
Paiboon Sthapanavisuth
•
ติดตาม
14 เม.ย. เวลา 23:26 • การศึกษา
ตุลาการรัฐธรรมนูญไม่ใช่ศาล
ตอนที่ 1
ตุลาการรัฐธรรมนูญไม่ใช่ศาล ฉบับนี้ มิได้มีความมุ่งหมาย หรือต้องการทำลายบุคคลและคณะบุคคลใด มิได้มีเจตนาที่จะไปทำลายความน่าเชื่อถือ ของสถาบัน ตุลาการที่เราเคารพ หรือของกระบวนการยุติธรรมแต่ประการใด แต่จัดทำขึ้นตามหลักวิชาที่ถูกต้อง ทั้งนี้เพื่อชี้ให้เห็น ทางออกของการแก้ปัญหาของประเทศไทยเป็นสำคัญ เหตุที่กระผมต้องกล่าวเช่นนี้ ก็เพราะว่าการที่เราจะคิดแก้ปัญหาใดๆก็ตาม ถ้าเราเคารพหลักการและหลักวิชาอย่างเคร่งครัด
และ แก้ปัญหาเหล่านี้นั้นให้ถูกต้องตามหลักวิชา ปัญหาทุกอย่างก็จะสามารถแก้ตกได้ทั้งสิ้น แต่ถ้าหากเรา ไม่เคารพหลักวิชา แก้ปัญหาโดยคิดเอาผลประโยชน์ของตนเป็นที่ตั้ง หรือที่เรียกว่า “อวิชชา” ก็จะทำให้เกิดปํญหาหนักยิ่งขึ้น คือ ยิ่งแก้ยิ่งยุ่ง เหมือน ลิงแก้แห หลงเวียนว่ายอยู่ใน วัฏฏสงสาร หาทางออกไม่ได้ ดังพุทธศาสนสุภาษิตที่ว่า “สุวิชาโน ภะวัง โหติ - ทุวิชชาโน ปราภโว” แปลว่า ผู้รู้วิชาเป็นผู้เจริญ - ผู้ไม่รู้วิชาเป็นผู้ฉิบหาย
“หลักวิชา” กำหนดขึ้นมาจาก กฎของความจริงแท้ (Reality Laws) ที่ดำรงอยู่จริง (Existence) ย่อมมีความแน่นอนและถูกต้องตลอดไป หลักวิชาจึงเรียกอีกนัยหนึ่งว่า สัจธรรม (Truth) หลักวิชา
ทุกอย่างจึงกำหนดขึ้นมาจาก ภววิสัย (Objective) ไม่ใช่ อัตวิสัย (Subjective) และ “วิชา” ก็คือ ภาพสะท้อนของความสัมพันธ์ภายในของสรรพสิ่งซึ่งมาจากหลักวิชา แต่นักวิชาการและ นักการเมืองบ้านเรามักถือเอาผลประโยชน์ของตนเป็นที่ตั้ง จึงแก้ปัญหาตามอำเภอใจ โดยไม่เคารพ ต่อหลักวิชา ยิ่งแก้รัฐธรรมนูญก็ยิ่งผิดหลักวิชาการมากขึ้น แก้กันจนชาติบ้านเมืองหาทางออกไม่ได้ มาจนทุกวันนี้ ก็เพราะฝีมือของนักวิชาการและนักการเมืองทั้งสิ้นครับ
พลตรี พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ นายกราชบัณฑิตยสภาพระองค์แรก ท่านเป็นนักวิชาการที่เชื่อถือได้คนหนึ่งของไทย ทรงประทานอรรถาธิบาย หลักการและหลักวิชาการ ของ “ระบบรัฐสภา” (Parliamentary System) หรือที่เรียกกันว่า “ระบบรวมอำนาจ” (Fusion of Power) ไว้ว่า “เสถียรภาพของระบบรัฐสภา ขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจอธิปไตยทั้งสาม โดยมีรัฐสภาและคณะรัฐมนตรี อยู่ในฐานะที่คานกันและถ่วงดุลกัน
และมีศาลเป็นอิสระ โดยสิ้นเชิง จึงทำให้เกิดดุลยภาพ และยังผลให้เกิดเสถียรภาพของระบบรัฐสภา ถ้าหลักการเหล่านี้ถูกทำลาย ก็คือ การทำลายเสถียรภาพของระบบรัฐสภา”
หมายความว่า “ระบบรัฐสภา” ซึ่งเป็น “รูปการปกครอง” (Form of Government) อันเป็นองค์ ประกอบอันหนึ่งคู่กับ “หลักการปกครอง” (Principle of Government) ของ “การปกครองแบบ ประชาธิปไตย” (Democratic Government) นั้น ระบบรัฐสภาจะดำรงอยู่ได้ ต้องมีองค์ประกอบที่ สำคัญ 2 ประการ คือ
1) มีสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้ถือดุลของระบบรัฐสภา
2) มีศาลเป็นผู้ถือดุลในดุลของระบบรัฐสภา
ถ้าสภาผู้แทนราษฎรไม่สามารถทำหน้าที่เป็นผู้ถือดุลได้ และศาลก็ไม่สามารถทำหน้าที่เป็น ผู้ถือดุลได้ ระบบรัฐสภาก็จะล้มเหลวโดยสิ้นเชิง และนำไปสู่ “Failed State”
ด้วยเหตุนี้ เพื่อให้ศาลทำหน้าที่เป็นผู้ถือดุลในดุลของระบบรัฐสภาได้ มาตรา 58 ของ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม ลงวันที่ 10 ธันวาคม 2475 ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรก จึงได้ บัญญัติไว้ว่า “การพิจารณาพิพากษาอรรถคดี ท่านว่าเป็นอำนาจของศาลโดยเฉพาะ” และมาตรา 60 บัญญัติว่า “ผู้พิพากษาย่อมมีอิสระในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดี” นี่คือ การทำให้ศาลเป็นผู้ถือดุล ในดุลของระบบรัฐสภา
รัฐธรรมนูญฉบับลงวันที่ 10 ธันวาคม 2475 ซึ่งในทางวิชาการถือกันว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่ได้ทำ การเปลี่ยน ระบอบประชาธิปไตย (เพียงหลักการ) เป็นระบอบเผด็จการะบบรัฐสภา ไปแล้วก็ตาม แม้ว่าจะมีบทบัญญัติไว้ในมาตรา 59 ว่า
“บรรดาศาลทั้งหลาย จัดตั้งขึ้นได้แต่โดยพระราชบัญญัติ” ก็ตาม แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นมีการทำลายความเป็นอิสระของศาลมากนัก จนเมื่ออาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ได้ขึ้น มารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2489 หลังจาก นายควง อภัยวงศ์ นายกรัฐมนตรี ได้ลาออกหลังแพ้มติในรัฐสภาแล้ว จึงได้มีการทำลายความเป็นอิสระของศาลขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2489 ซึ่งมีอาจารย์ปรีดีฯ เป็นหลักในการยกร่างนั้น ได้มีการทำลาย ความเป็นอิสระของศาล เกิดขึ้น โดยรัฐธรรมนูญบัญญัติให้มี “ศาลตุลาการ รัฐธรรมนูญ” ซึ่งแต่งตั้งโดยรัฐสภาขึ้นเป็นครั้งแรก ดังปรากฏในมาตรา 88 ของรัฐธรรมนูญว่า
“ในการที่ศาลจะใช้กฎหมายบังคับแก่คดีใด ถ้าศาลเห็นว่าบทกฎหมายนั้น ต้องบทบัญญัติ มาตรา 87 ก็ให้ศาลรอการพิจารณาพิพากษาคดีนั้นไว้ชั่วคราว แล้วรายงานความเห็นเช่นว่านั้น ตามทางการไปยังคณะตุลาการรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยแล้วให้แจ้งให้ศาลทราบ
คำวินิจฉัยของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญให้ถือเป็นเด็ดขาดและให้ศาลปฏิบัติตามนั้น”
อาจารย์ปรีดีฯ ท่านบอกว่ารัฐธรรมนูญของท่านเป็นประชาธิปไตยที่สุด ซึ่งความจริงแล้ว อย่า ว่าแต่จะเป็นประชาธิปไตยเลย เอาแค่เป็น “ระบบรัฐสภา” ก็ไม่ได้เสียแล้ว เพราะได้ทำลายความเป็น อิสระของศาลอย่างรุนแรง โดยเอา อำนาจนิติบัญญัติ ไปขี่คอ อำนาจตุลาการ ซึ่งผิดหลักวิชาการ อย่างร้ายแรง กระทั่งเอา สภาทำหน้าที่เป็นศาล ไปเลยคือ ให้ศาลปฏิบัติตามนั้น และ คำวินิจฉัยของ คณะตุลาการรัฐธรรมนูญให้ถือเป็นเด็ดขาด
ระบบรัฐสภาในระบอบเผด็จการโดยทั่วไป ก็ยังไม่เคยมีประเทศไหนเขาทำกันอย่างนี้ ยิ่งระบอบประชาธิปไตยด้วยแล้ว ยิ่งต้องถือเอา ความเป็นอิสระของศาลเป็นองค์ประกอบสำคัญ เลยทีเดียว ดังนั้น การที่อาจารย์ปรีดีฯ เอาสภาไปขี่คอศาล แบบนี้จึงไม่ถูกต้อง เพราะ อำนาจตุลาการ นั้น เขายึดถือ “หลักนิติธรรม” (Rule of Laws)
แต่ คณะตุลาการรัฐธรรมนูญ นั้นเป็นเพียงกลไกของ อำนาจนิติบัญญัติ ซึ่งมีสมาชิกเป็นนักการเมืองที่ยึดถือเอา นโยบายของพรรคการเมือง (Platform) คือ ยึดถือผลประโยชน์ของนักการเมืองเป็นสำคัญ และรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ก่อให้เกิดความแตกแยก ในคณะราษฎรอย่างรุนแรง
บันทึก
1
1
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย