Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
Paiboon Sthapanavisuth
•
ติดตาม
14 เม.ย. เวลา 23:34 • การศึกษา
ตุลาการรัฐธรรมนูญไม่ใช่ศาล
ตอนที่ 2
จนทำให้เกิดการทำรัฐประหาร เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2490 ถือได้ว่าเป็น การสิ้นสุดยุคของอาจารย์ปรีดีฯ ซึ่งนอกจากจะเป็นต้นตำรับของ การทำรัฐประหาร และทำ การสร้าง ประชาธิปไตยด้วยรัฐธรรมนูญ แล้ว ท่านยังเป็นต้นตำรับของนโยบายเศรษฐกิจ สังคมนิยมเพ้อฝัน และต้นตำรับให้มี พรรคการเมืองภายใต้กฎหมาย รวมทั้งยังเป็นต้นตำรับของ การเอาอำนาจนิติบัญญัติ ไปขี่คออำนาจตุลาการ อีกด้วย
แต่อย่างไรก็ตาม บทบัญญัติว่าด้วย ต้นตำรับต่างๆ ภายใต้อำนวยการ ของอาจารย์ปรีดีฯ นั้นก็หาได้จบตามไปกับคณะราษฎรด้วยไม่ เพราะคณะอื่นพรรคอื่น ซึ่งครองอำนาจ อธิปไตยของคนส่วนน้อยต่อมานั้น ต่างก็เห็นดีเห็นชอบนำเอาต้นตำรับเหล่านั้น มาใส่ไว้ใน รัฐธรรมนูญของตนตลอดมา
รัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2521 เป็นรัฐธรรมนูญที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติจัดทำขึ้น ซึ่งได้รับ ฉายาว่า “รัฐธรรมนูญฉบับหมาเมิน” ก็เพราะด้านหนึ่งได้กำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับ การสังกัดพรรค และการสมัคร ส.ส. ร้ายแรงกว่ารัฐธรรมนูญ พ.ศ.2517 ที่บังคับให้ผู้สมัคร ส.ส. ต้องสังกัดพรรค การเมือง ซึ่งเรียกกันว่า รัฐธรรมนูญฉบับต้อน ส.ส. “เข้าคอก” แล้ว อีกด้านหนึ่งก็คือ การทำลาย ความเป็นอิสระของศาล อย่างเป็นรูปธรรม
อาจารย์ประเสริฐ ทรัพย์สุนทร เจ้าของความคิด “นโยบาย 66/23” ที่กองทัพบกนำไปใช้ใน การยุติสงครามกลางเมืองได้สำเร็จ ท่านได้พูดถึงการร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับหมาเมิน ไว้ว่า
“ในโลกนี้มีประเทศไทยประเทศเดียวเท่านั้น ที่มัววุ่นวายอยู่แต่กับรัฐธรรมนูญ แต่ไม่เป็นไร ดอกครับ ผมคำนวณดูแล้วนักการเมืองบ้านเรายัง “ตลกอยู่กับรัฐธรรมนูญ” โดยไม่ต้องทำอะไรไปได้
อีกนาน ประเทศอื่นนักการเมืองมีหน้าที่แก้ปัญหา มิฉะนั้น บ้านเมืองพัง แต่บ้านเรานักการเมืองสบาย มาก เพราะไม่ต้องแก้ปัญหา สามารถใช้เวลาของรัฐสภาทำตลกในเรื่องรัฐธรรมนูญและเรื่องอื่นๆ กัน ได้ตามอัธยาศัย... ตลกนานๆ เข้าชาวบ้านก็เกลียดขี้หน้านักการเมืองไปเอง แล้วนักการเมืองก็จะหลอก ชาวบ้านไม่ได้อีกต่อไป...
รัฐธรรมนูญฉบับนี้ เป็นรัฐธรรมนูญระบบกึ่งรัฐสภา (Semi-Parliamentary System) ซึ่ง อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร และอำนาจตุลาการเป็นอิสระต่อกัน และตัวบทใน มาตรา 169 ก็บัญญัติไว้ว่า “การพิจารณาพิพากษาอรรถคดีเป็นอำนาจของศาล...” แต่มาตรา 191 กลับเอาอำนาจ นิติบัญญัติไปครอบอำนาจตุลาการ และบังคับให้ศาลต้องขึ้นต่อรัฐสภาทางตุลาการรัฐธรรมนูญ
หมายความว่า ถ้ามีปัญหาว่า กฎหมายจะขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ ศาลต้องหยุดพิจารณาก่อน และ ดำเนินการให้คณะตุลาการรัฐธรรมนูญชี้ขาดก่อน แม้ศาลจึงจะพิจารณาพิพากษาตามคำชี้ขาดนั้น อิสระของอำนาจตุลาการอยู่ที่ไหนครับ มาตรา 173 เขียนว่า “ผู้พิพากษาและตุลาการมีอิสระในการ พิจารณาพิพากษาอรรถคดี...
” แต่ มาตรา 191 เขียนว่า “ในการที่ศาลจะใช้บทบัญญัติแห่งกฎหมาย บังคับแก่คดีใด ถ้าศาลเห็นว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายนั้น ต้องด้วยบทบัญญัติมาตรา 5 ให้ศาลรอการ พิจารณาพิพากษาคดีไว้ชั่วคราว แล้วส่งความเห็นเช่นว่านั้นตามทางการ เพื่อคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ จะได้พิจารณาวินิจฉัย” แล้วยังบัญญัติไว้ใน มาตรา 192 ด้วยว่า “คำวินิจฉัยของคณะตุลาการ รัฐธรรมนูญให้ถือเป็นเด็ดขาด”
หมายความว่า ศาลต้องหยุดก่อน ฟังคำวินิจฉัยเด็ดขาดจากรัฐสภาทางคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ เห็นไหมครับ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ขัดกับหลักของระบบรัฐสภา และมาตรา 191 และ 192 โอละพ่อกับ มาตรา 169 และมาตรา 173 แต่ถึงรัฐธรรมนูญจะเขียนตลกสักแค่ไหน เมื่อรัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังใช้ อยู่ก็ต้องปฏิบัติกัน แต่ควรรู้ไว้ว่ามันตลก
สมัยก่อนเรื่อง “ตลก” แบบนี้ในรัฐธรรมนูญไม่มีครับ ผมเห็นศาลเขาเป็นอิสระตามที่เขียนไว้ ในรัฐธรรมนูญ คือ รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2475 มาตรา 58 บัญญัติไว้ว่า “การพิจารณาพิพากษาอรรถคดี ท่านว่าเป็นอำนาจของศาลโดยเฉพาะ” มีคำว่า “โดยเฉพาะ” นะครับ แต่รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน (พ.ศ. 2521) ตัดคำว่า “โดยเฉพาะออกเสีย” เหลือเพียง “การพิจารณาพิพากษาอรรถคดีเป็นอำนาจ ของศาล” (มาตรา 169)
การที่เอาโดยเฉพาะออก ก็เพราะ แบ่งอำนาจของศาลไปให้กับรัฐสภาเสียบ้าง คือ เอาคณะ ตุลาการรัฐธรรมนูญเป็นศาลเสียบ้าง ความเป็นอิสระของศาลที่ผมเคยเห็นจึงถูกทำลายลงไปมาก”
นี่คือสิ่งที่อาจารย์ประเสริฐ ทรัพย์สุนทร ได้เคยพูดไว้เมื่อครั้งที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ แต่ถ้าหาก ท่านยังมีชีวิตอยู่และมาเห็นในขณะนี้ “ตลกสุดขีด” คือ ตุลาการรัฐธรรมนูญ นั้น ปัจจุบันได้ยกฐานะ ขึ้นเป็น “ศาล” จริงๆ ไปแล้ว เรียกว่า “ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ” เป็นศาลแบบศาลจริงๆ แล้ว ยังให้ ศาลมีอำนาจไปเล่นงานพรรคการเมืองและนักการเมืองได้อีกด้วย และรัฐธรรมนูญในปัจจุบันก็ยังได้ แบ่งปัน อำนาจบริหาร ไปให้อำนาจตุลาการเสียบ้างอีกด้วย
โดยให้ ผู้พิพากษาทำหน้าที่เป็นผู้ออก กฎหมายจับกุมโจรผู้ร้าย และก็ยังได้แบ่งปัน อำนาจบริหาร ให้แก่รัฐสภาอีกด้วย โดยในการทำ สนธิสัญญาใดๆ ระหว่างประเทศจะต้องขออนุญาตจากสภาเสียก่อน เป็นต้น จึงเรียกว่า ตลกสุดขีด โดยเริ่มจากรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน พ.ศ. 2540 เป็นต้นมา โดยเฉพาะก็ยังมีพรรคการเมืองบาง พรรค ไปหลอกประชาชนว่า เป็นรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยมากที่สุด เพราะเป็น “รัฐธรรมนูญ ฉบับประชาชน”
ในการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนนี้
วัตถุประสงค์ที่สำคัญก็คือ การปฏิรูปนักการเมือง แต่เมื่อยกร่างจริงกลับมุ่งเน้นไปรื้อ หมวดศาลยุติธรรมอย่างเอาเป็นเอาตาย ทั้งที่ศาลยุติธรรมได้เป็น หลักประกันสิทธิ เสรีภาพของประชาชน ตลอดจนเป็นสถาบันที่คอยตรวจสอบ และควบคุมการใช้ อำนาจโดยมิชอบของฝ่ายบริหาร และ ฝ่ายนิติบัญญัติตามหลักนิติธรรมมาด้วยดี แม้ว่าบ้านเมืองเรา จะมีการปกครองแบบเผด็จการ ก็ตาม รัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ แยกศาลออกจากอำนาจตุลาการ เป็น ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง และศาลทหาร
และหน่วยงานที่ทำหน้าที่ศาลอันได้แก่ คณะตุลาการ แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยศาลเหล่านี้ ผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญได้อ้างถึง ความเป็นอิสระของศาล โดยอ้างว่าให้ศาลเหล่านี้เป็น อิสระจากศาล โดยไม่เข้าใจหลักวิชาที่ว่า ความเป็นอิสระของศาลนั้น จุดที่จะเกิดประโยชน์แก่ประชาชนและเป็นหลักประกันสิทธิเสรีภาพ ของประชาชนได้นั้น อยู่ที่ ศาลต่างๆ ต้องอิสระจากอำนาจนิติบัญญัติ กับ อำนาจบริหาร รวมทั้งอิสระ จากอิทธิพลภายนอก กระบวนการศาลยุติธรรม ไม่ใช่ศาลต่างๆ ต้องอิสระจากศาลยุติธรรม
บันทึก
1
1
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย