15 เม.ย. เวลา 02:16 • ข่าวรอบโลก

ทำไม Viktor Orbán ถึงแพ้เลือกตั้งแบบถล่มทลายหลังครองอำนาจ 16 ปี

วันที่ 17 ตุลาคม 2025 ตอนประมาณเที่ยง Viktor Orbán โทรศัพท์หา Vladimir Putin ผ่านสายพิเศษ การสนทนาใช้เวลาไม่ถึงสิบห้านาที และในระหว่างนั้นผู้นำฮังการีพูดประโยคหนึ่งที่ภายหลังจะกลายเป็นหลักฐานสำคัญที่สุดของสิ่งที่คนยุโรปสงสัยมาเกือบสิบปี
"เมื่อวานมิตรภาพของเราขึ้นไปอยู่ในระดับที่ผมช่วยได้ในทุกเรื่อง ในทุกเรื่องที่ผมเป็นประโยชน์ได้ ผมอยู่ที่บริการของท่าน"
แล้ว Orbán ก็เล่านิทานที่เด็กฮังการีทุกคนเรียนในหนังสือเรียนประถมให้ Putin ฟัง เรื่องของหนูตัวเล็กที่ช่วยสิงโตตัวใหญ่ให้หลุดออกจากตาข่ายด้วยการกัดเชือกทีละเส้น นั่นคือสิ่งที่ Orbán เปรียบเทียบตัวเองกับผู้นำรัสเซีย และในบันทึกการสนทนาที่ Bloomberg ได้มาจากแหล่งข่าวในรัฐบาลฮังการีซึ่งตีพิมพ์ห้าวันก่อนเลือกตั้ง Putin หัวเราะ
หกเดือนต่อมาในวันที่ 12 เมษายน 2026 ชาวฮังการีจำนวนเกือบ 78% ของผู้มีสิทธิ์ออกไปลงคะแนน ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดนับตั้งแต่ประเทศนี้หลุดจากระบบคอมมิวนิสต์ในปี 1990 พรรค Tisza ของ Péter Magyar ชนะ 138 ที่นั่งจาก 199 ที่นั่งในสภาด้วยคะแนน 53.6% ต่อ 37.8% ของพรรค Fidesz ของ Orbán นี่คือเสียงข้างมากสองในสามที่เพียงพอที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ และเป็นคะแนนที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์การเมืองฮังการีหลังคอมมิวนิสต์
Orbán ยอมรับความพ่ายแพ้ภายในเวลาไม่ถึงสามชั่วโมงหลังปิดหีบเลือกตั้ง เขาใช้คำว่า "เจ็บปวด แต่ชัดเจน" แต่สิ่งที่เจ็บปวดกว่าสำหรับคนในวงในคือ Péter Magyar ไม่ใช่คนนอก เขาคืออดีตคนใน Fidesz ที่ลาออกในปี 2024 หลังจากทะเลาะกับระบบเรื่องการทุจริต และใช้เวลาไม่ถึงสองปีสร้างพรรคที่ทำลายผู้สร้างระบบเดิมลงได้ ระบบที่ Orbán สร้างเอาไว้กลายเป็นคนกินตัวเอง
สิ่งที่คนนอกฮังการีไม่ค่อยเข้าใจคือ Orbán ไม่ได้เป็นแค่ผู้นำที่ชอบ Putin เป็นการส่วนตัว เขาคือผู้นำที่เปลี่ยนฮังการีให้กลายเป็นเครื่องมือของมอสโกภายในสหภาพยุโรปอย่างเป็นระบบ และตัวเลขที่ Timothy Garton Ash นักวิชาการจาก Oxford ให้ไว้ในสัมภาษณ์กับ NPR บอกเรื่องนี้ได้ชัดที่สุด ตั้งแต่ปี 2011 จนถึงสิ้นปี 2025 ฮังการีเป็นประเทศเดียวที่ใช้สิทธิ์วีโต้ในสหภาพยุโรปไปทั้งสิ้น 19 ครั้งจากทั้งหมด 46 ครั้งในช่วงเวลานั้น เกือบครึ่งหนึ่งของวีโต้ทั้งหมด และเป็นตัวเลขที่มากกว่าประเทศสมาชิกอันดับสองถึงสองเท่า
แต่ละครั้งที่ EU พยายามต่ออายุมาตรการคว่ำบาตรรัสเซีย Orbán จะขู่ว่าจะวีโต้จนนาทีสุดท้ายเพื่อแลกกับสิ่งที่เขาต้องการ เดือนมกราคม 2025 เขาขู่ว่าจะปล่อยให้สินทรัพย์รัสเซียมูลค่า 210,000 ล้านยูโรที่ถูก EU ยึดไว้หลุดออกมา แลกกับการที่ยูเครนต้องเปิดท่อก๊าซรัสเซียให้ฮังการีใช้อีกครั้ง
เดือนมีนาคม 2025 เขาขู่วีโต้อีก คราวนี้ได้สิ่งที่ต้องการคือการลบชื่อนักธุรกิจสามคนและรัฐมนตรีกระทรวงกีฬารัสเซียออกจากบัญชีคว่ำบาตร และเขาบล็อกเงินกู้ 90,000 ล้านยูโรที่ EU จะให้ยูเครนมาตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ปีเดียวกัน โดยอ้างว่ายูเครนทำให้ท่อส่งน้ำมันรัสเซียที่ส่งไปฮังการีและสโลวาเกียเสียหาย
แต่สิ่งที่ทำลายความชอบธรรมของ Orbán มากที่สุดคือสิ่งที่ถูกเปิดเผยในเดือนมีนาคมและเมษายน 2026 ไม่กี่สัปดาห์ก่อนเลือกตั้ง Washington Post รายงานว่า Péter Szijjártó รัฐมนตรีต่างประเทศของ Orbán โทรศัพท์หา Sergei Lavrov รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซียเป็นประจำในช่วงพักของการประชุมรัฐมนตรี EU เพื่อรายงานสดว่าในห้องประชุมกำลังหารือเรื่องอะไรอยู่ ต่อมาสำนักข่าว VSquare, FRONTSTORY, Delfi Estonia, The Insider และ ICJK เปิดเผยบันทึกการสนทนาจริง
หนึ่งในนั้นคือสายจากวันที่ 14 ธันวาคม 2023 ซึ่ง Szijjártó เดินออกจากการประชุมสุดยอด EU ที่กำลังหารือเรื่องการรับยูเครนเข้าเป็นสมาชิก เพื่อโทรรายงานสถานการณ์ให้ Lavrov ฟัง ในสายเดียวกัน Szijjártó ตกลงว่าจะส่งเอกสารภายในของ EU ไปให้สถานทูตฮังการีในมอสโก เพื่อส่งต่อให้ทีมงานของ Lavrov อีกสายหนึ่งในเดือนสิงหาคม 2024 Szijjártó บอก Lavrov ว่าฮังการีและสโลวาเกียจะเสนอให้ลบชื่อญาติของมหาเศรษฐี Alisher Usmanov ออกจากรายการคว่ำบาตรในสัปดาห์ต่อมา "เราจะทำให้ดีที่สุดเพื่อให้เธอออกจากบัญชี"
ประโยคที่ Szijjártó พูดกับ Lavrov ซ้ำๆ ในบันทึกเหล่านี้คือประโยคเดียวกันกับที่ Orbán พูดกับ Putin ในอีกหนึ่งปีต่อมา "ผมอยู่ที่บริการของท่าน"
ขณะเดียวกันมีอีกด้านของการเมืองระหว่างประเทศของ Orbán ที่สื่อตะวันตกไม่ค่อยพูดถึงเท่ากัน ฮังการีเป็นประเทศแรกในโลกที่ยอมรับสาธารณรัฐประชาชนจีนในปี 1949 เพียงสามวันหลังการสถาปนารัฐ และภายใต้ Orbán ฮังการีได้กลายเป็นประเทศแรกในสหภาพยุโรปที่เข้าร่วมโครงการ Belt and Road Initiative ของจีนในปี 2015 ปัจจุบันฮังการีเป็นประเทศเดียวในสหภาพยุโรปที่ยังคงเป็นสมาชิก BRI อย่างเต็มตัว เพราะประเทศอื่นๆ ในยุโรปกลางและยุโรปตะวันออกค่อยๆ ถอนตัวออกหลังการรุกรานยูเครนของรัสเซียในปี 2022
ระหว่างปี 2022 ถึง 2024 ฮังการีรับการลงทุนโดยตรงจากจีนเกือบหนึ่งในสี่ของ FDI จีนที่ไหลเข้ามาในยุโรปทั้งหมด และในปี 2023 ยอดการลงทุนจากจีนในฮังการีแซงหน้าการลงทุนจากฝรั่งเศสและเยอรมนีรวมกัน ตามรายงานของ Atlantic Council ที่เผยแพร่ในเดือนพฤศจิกายน 2025 ฮังการีคือประเทศเดียวในสหภาพยุโรปและ NATO ที่มีข้อตกลงความร่วมมือด้านความมั่นคงกับจีน ซึ่งเป็นสิ่งที่ขัดกับจุดยืนของ EU ที่จัดจีนเป็น "คู่แข่งเชิงระบบ" อย่างตรงไปตรงมา
สิ่งที่น่าสนใจในมุมประวัติศาสตร์คือ ในปี 1989 หลังเหตุการณ์เทียนอันเหมิน รัฐบาลฮังการีในขณะนั้นซึ่งกำลังปฏิรูปตัวเองเป็นประชาธิปไตยเป็นประเทศเดียวในยุโรปที่ลดความสัมพันธ์กับจีนอย่างมีนัยสำคัญ มีการประท้วงหน้าสถานทูตจีนใน Budapest ในยุคของ Orbán ประวัติศาสตร์ส่วนนั้นถูกลบออกจากความจำของรัฐอย่างเงียบเชียบ
เมื่อ Xi Jinping ไปเยือน Budapest ในเดือนพฤษภาคม 2024 ทั้งสองฝ่ายได้ยกระดับความสัมพันธ์เป็น "หุ้นส่วนยุทธศาสตร์ครอบคลุมทุกสภาพอากาศ" ซึ่งเป็นระดับที่จีนสงวนไว้สำหรับไม่กี่ประเทศเท่านั้น ในการเยือนครั้งนั้นมีการเซ็นข้อตกลง 18 ฉบับ ครอบคลุมตั้งแต่ความร่วมมือด้านนิวเคลียร์ รถไฟ ท่อส่งน้ำมัน โครงข่ายสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า ไปจนถึงโทรคมนาคม 5G ที่ Huawei ได้รับสัญญาสร้างใน
ขณะที่ประเทศตะวันตกส่วนใหญ่กำลังแบนบริษัทจีนรายเดียวกัน
และในปี 2016 ฮังการี (พร้อมกับกรีซ) ยังบล็อก EU ไม่ให้ออกแถลงการณ์สนับสนุนคำตัดสินของศาลระหว่างประเทศเรื่องทะเลจีนใต้
โครงการสัญลักษณ์ของความสัมพันธ์นี้คือทางรถไฟ Budapest-Belgrade ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทาง BRI จากท่าเรือ Piraeus ในกรีซไปยังท่าเรือ Duisburg ในเยอรมนี ฮังการีกู้เงินจาก Export-Import Bank ของจีน 2,000 ล้านดอลลาร์มาสร้างส่วนของตัวเอง และให้บริษัทของ Lőrinc Mészáros เพื่อนสมัยเด็กของ Orbán เป็นผู้ดำเนินการ เจ้าหน้าที่ฮังการีเคยยอมรับกับ GIS Reports ว่าตามประมาณการบางฉบับโครงการนี้จะใช้เวลาเกือบ 1,000 ปีกว่าจะถึงจุดคุ้มทุน
และในเดือนพฤศจิกายน 2024 หลังคาสถานีรถไฟ Novi Sad ซึ่งอยู่ในส่วน Serbia ของโครงการเดียวกันและได้รับการรีโนเวตโดยผู้รับเหมาจีน ถล่มลงมาทับผู้คนเสียชีวิต 16 ราย ทำให้เกิดการประท้วงใหญ่ในเซอร์เบียต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน
นอกเหนือจากรถไฟ ฮังการียังกลายเป็นศูนย์กลางการผลิตแบตเตอรี่และรถยนต์ไฟฟ้าของจีนในยุโรป CATL บริษัทแบตเตอรี่ที่ใหญ่ที่สุดในโลกลงทุน 7,500 ล้านดอลลาร์สร้างโรงงานในเมือง Debrecen ถัดจากโรงงาน BMW ที่กำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่ EV ในปี 2023 BYD เลือก Szeged เป็นที่ตั้งโรงงานรถยนต์ไฟฟ้าแห่งแรกในยุโรปด้วยเงินลงทุน 5,000 ล้านยูโร และในปี 2025 BYD ย้ายสำนักงานใหญ่ของยุโรปจากเนเธอร์แลนด์มาอยู่ที่ Budapest เมื่อ EU ออกมาตรการภาษีต่อรถยนต์ไฟฟ้าจีน ฮังการีกับเยอรมนีเป็นเพียงสองประเทศสมาชิกที่คัดค้านอย่างเปิดเผย
Orbán เรียกนโยบายนี้ว่า "นโยบายเชื่อมโยง" เขาบอกชาวฮังการีว่าประเทศของพวกเขากำลังกลายเป็นจุดนัดพบของทุนตะวันตกและตะวันออก ในทางทฤษฎีมันฟังดูดี ในทางปฏิบัติมันคือการเดิมพันก้อนใหญ่ว่าระเบียบโลกเก่ากำลังจะพัง และฮังการีจะได้อยู่ในฝั่งที่ถูกของประวัติศาสตร์
ปัญหาคือเดิมพันนั้นพังในมือของชาวฮังการีธรรมดา
ตั้งแต่ปี 2020 ถึง 2025 ฮังการีมีอัตราเงินเฟ้อสะสมสูงที่สุดในสหภาพยุโรป ราคาสินค้าโดยรวมเพิ่มขึ้น 57% เทียบกับค่าเฉลี่ย EU ที่ 28% อัตราเงินเฟ้อรายปีในปี 2023 พุ่งขึ้นไปถึง 25% ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดในสหภาพยุโรปในขณะนั้น ค่าเงิน forint ลดลง 20% เทียบกับยูโรตลอดการครองอำนาจของ Orbán และการเติบโตของ GDP ในปี 2025 อยู่ที่ประมาณ 0.5% เท่านั้น ขาดดุลงบประมาณของรัฐอยู่ในระดับ 5-6% ของ GDP ต่อเนื่องหลายปี ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 3% ของสหภาพยุโรป
สิ่งที่ตัวเลขพวกนี้แปลว่าอะไรสำหรับคนธรรมดา Foreign Policy เขียนไว้ว่าฮังการีมีอายุขัยเฉลี่ยต่ำที่สุดประเทศหนึ่งในสหภาพยุโรป ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของสหภาพเกินสี่ปี ระบบสาธารณสุขของรัฐซึ่งชาวฮังการีเกือบทุกคนต้องพึ่งพา อยู่ในสภาพโรงพยาบาลทรุดโทรม ขาดแคลนแพทย์และพยาบาล และคิวรอรักษายาวเป็นเดือน หมอฮังการีจำนวนมากลาออกไปทำงานในออสเตรีย เยอรมนี และประเทศอื่นใน EU เพราะรายได้และสภาพการทำงานดีกว่าหลายเท่า
อัตราการเกิดเป็นอีกหลักฐานที่บอกว่านโยบายของ Orbán ไม่ได้ผล รัฐบาลใช้งบประมาณราว 5% ของ GDP ไปกับมาตรการส่งเสริมให้คนมีลูก ทั้งการยกเว้นภาษี เงินกู้ปลอดดอกเบี้ย และโบนัสครอบครัว อัตราการเกิดเพิ่มขึ้นจากจุดต่ำสุดในปี 2011 มาที่ 1.6 แล้วกลับไปลดลงที่ 1.3 ในปี 2025 ซึ่งต่ำกว่าทั้งบัลแกเรียและสโลวาเกียที่ไม่ได้ใช้งบประมาณแบบนี้ เงิน 5% ของ GDP ต่อปีใช้ไปเพื่อทำให้ได้อัตราการเกิดที่ต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านที่ไม่ทำอะไร
แล้วยังมีเรื่องของเงินสหภาพยุโรปที่ถูกแช่แข็ง EU ระงับเงินสนับสนุนสำหรับฮังการีประมาณ 20,000 ล้านยูโร หรือคิดเป็นราว 10% ของ GDP เพราะปัญหาเรื่องหลักนิติธรรมและการทุจริต เงินจำนวนนี้ควรถูกใช้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบสังคม แต่ Orbán เลือกที่จะทะเลาะกับ Brussels แทนที่จะปฏิรูป เพราะการปฏิรูปจะหมายถึงการคืนความเป็นอิสระให้ศาลและสื่อ ซึ่งเป็นสิ่งที่ระบบของเขาต้องควบคุม
เมื่อ Magyar ออกหาเสียง เขาใช้ยุทธศาสตร์ที่ฉลาดมากคือเชื่อมการเสื่อมถอยของประชาธิปไตยเข้ากับปัญหาปากท้อง เขาชี้ให้เห็นวงในของ Fidesz ที่สร้างคฤหาสน์หรู ท่องเที่ยวด้วยเรือยอร์ช ในขณะที่ค่าครองชีพของคนทำงานธรรมดาไม่ขยับ เขาไม่ได้พูดเรื่องอุดมการณ์หรือเรื่องยุโรปในแบบนามธรรม เขาพูดเรื่องคิวโรงพยาบาล ราคาอาหาร และรถไฟที่มาสาย และเรื่องพวกนี้คือเรื่องที่ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งที่เหนื่อยแล้วต้องการได้ยิน
สำหรับคนทำธุรกิจและนักลงทุน กรณีฮังการีคือตัวอย่างที่ชัดที่สุดของความเสี่ยงที่เรียกว่า political alignment risk หรือความเสี่ยงจากการผูกประเทศเข้ากับขั้วอำนาจเดียว Orbán ใช้เวลา 16 ปีสร้างฮังการีให้เป็นฐานการผลิตของจีนในยุโรปและเป็นสะพานของรัสเซียในการต่อรองกับตะวันตก สินทรัพย์จริงหลายอย่างที่ถูกสร้างขึ้นในช่วงนี้
โรงงาน CATL ในเมือง Debrecen โรงงาน BYD ในเมือง Szeged สำนักงานใหญ่ของ BYD ใน Budapest ข้อตกลงนิวเคลียร์กับ Rosatom ของรัสเซีย และทางรถไฟ Budapest-Belgrade ล้วนเป็นสินทรัพย์ที่มูลค่าของมันผูกติดกับการที่รัฐบาลเฉพาะคนยังครองอำนาจอยู่
Magyar ไม่ได้บอกว่าจะยกเลิกทุกอย่าง เขาบอกว่าจะ "ไม่พึ่งพา" รัสเซียด้านพลังงานแต่จะยังคงซื้อน้ำมันและก๊าซต่อไป เขาบอกว่าจะอยู่ใน EU mainstream แต่ไม่ได้บอกว่าจะยกเลิกโรงงานจีน คำถามสำหรับนักลงทุนที่วางแผนจะใช้ฮังการีเป็นฐานการผลิตคือ สัญญาที่เซ็นกับรัฐบาลเก่าจะยังมีผลบังคับใช้แค่ไหน ข้อยกเว้นทางภาษีที่เคยได้รับจะคงอยู่หรือไม่ และการลงทุนที่เคยถูกต้องตามกฎหมายในยุคหนึ่ง จะถูกตีความใหม่เมื่อรัฐบาลเปลี่ยนหรือเปล่า
บทเรียนไม่ใช่ว่าห้ามลงทุนในประเทศที่การเมืองไม่แน่นอน บทเรียนคือเมื่อมูลค่าของสินทรัพย์ขึ้นอยู่กับการที่รัฐบาลเฉพาะคนยังครองอำนาจอยู่ นั่นไม่ใช่สินทรัพย์ มันคือสัญญาทางการเมืองที่ใส่ชื่อปลอมว่า "การลงทุน"
มีอีกเรื่องที่ไม่ค่อยมีใครพูดถึงในการวิเคราะห์ชัยชนะของ Magyar สื่อส่วนใหญ่ตีเรื่องนี้เป็น "ประชาธิปไตยกลับคืน" หรือ "ฝั่งตะวันตกชนะ" หรือ "การล่มสลายของขั้วประชานิยม" แต่ข้อมูลการสำรวจผู้ลงคะแนนบอกอีกเรื่องหนึ่ง ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งที่ไปลงคะแนนให้ Magyar ส่วนใหญ่ไม่ได้ปฏิเสธชาตินิยมแบบ Orbán
พวกเขาปฏิเสธ Orbán ที่หยุดส่งมอบผลประโยชน์ นโยบายต่อต้านผู้อพยพยังคงเป็นที่นิยม แนวคิดเรื่องอธิปไตยแห่งชาติยังคงเป็นที่นิยม Magyar เองบอกว่าเขาจะใช้แนวทางที่แข็งกว่า Orbán ในเรื่องผู้อพยพโดยการยกเลิกโครงการแรงงานต่างชาติ
สิ่งที่ชาวฮังการีปฏิเสธไม่ใช่ลัทธิของ Orbán มันคือการทุจริตของเขาและความไร้ความสามารถในการบริหารที่ตามมาพร้อมกัน Center for American Progress เขียนประเด็นนี้ไว้อย่างแหลมคมว่า Orbán สร้างสัญญาเงียบๆ กับประชาชนว่าจะยอมให้ระบบการเมืองถูกควบคุมเต็มรูปแบบแลกกับเสถียรภาพและการเติบโตทางเศรษฐกิจ เมื่อสัญญาข้อที่สองล้มเหลว ข้อแรกก็หมดความหมาย
ในวันที่ Magyar จัดแถลงข่าวครั้งแรกหลังชนะเลือกตั้ง เขาเล่าให้ผู้สื่อข่าวฟังว่าเขาได้รับรายงานว่า Szijjártó กำลังทำลายเอกสารในกระทรวงการต่างประเทศ "มีคนส่งข้อมูลเกี่ยวกับอาชญากรรมที่น่าตกตะลึงภายในกระทรวงมาให้ผมหลายสัปดาห์แล้ว" เขากล่าว รัฐมนตรีต่างประเทศผู้เคยบอก Lavrov ซ้ำๆ ว่า "ผมอยู่ที่บริการของท่าน" ไม่ปรากฏตัวต่อสาธารณะอีกเลยนับตั้งแต่วันเลือกตั้ง และในบรัสเซลส์มีการคาดการณ์อย่างจริงจังว่าเขาอาจหนีไปมอสโก
นิทานที่ Orbán เล่าให้ Putin ฟังในการสนทนาเมื่อวันที่ 17 ตุลาคมเป็นนิทานของ Aesop หนูตัวเล็กช่วยสิงโตตัวใหญ่ให้พ้นจากตาข่าย เพราะสิงโตเคยไว้ชีวิตมันมาก่อน จุดที่ Orbán ไม่ได้เล่าให้ Putin ฟังในสายนั้นคือ ในนิทานหนูได้รับการไว้ชีวิตจากสิงโตเพียงครั้งเดียว ไม่ใช่ตลอดไป และความสัมพันธ์ระหว่างหนูกับสิงโตอยู่ภายใต้เงื่อนไขของสิงโตเสมอ ไม่ใช่ของหนู
ในนิทาน หนูช่วยสิงโตให้พ้นจากตาข่าย ในความเป็นจริง หนูเพิ่งติดตาข่ายของตัวเอง และสิงโตยังอยู่ที่เดิม
โฆษณา