16 เม.ย. เวลา 01:10 • ข่าวรอบโลก

ช่องแคบที่กองทัพเรือใหญ่ที่สุดในโลกเปิดไม่ได้ เพราะอะไร?

ทำไมประเทศที่มีงบทหารสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ ถูกหยุดด้วยอาวุธที่ราคาต่อหน่วยต่ำกว่ารถยนต์หนึ่งคัน
ในช่วงสองสัปดาห์แรกของสงคราม ประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศอย่างมั่นใจว่า "อิหร่านไม่มีกองทัพเรือ ไม่มีกองทัพอากาศ ไม่มีผู้นำ ทุกอย่างหมดไปแล้ว" คำประกาศนั้นออกมาในช่วงที่การโจมตีทางอากาศของสหรัฐและอิสราเอลกำลังทำลายศักยภาพทางทหารแบบดั้งเดิมของอิหร่านอย่างมีนัยสำคัญ
หนึ่งวันถัดมา รายงานชิ้นแรกเกี่ยวกับการที่อิหร่านเริ่มวางทุ่นระเบิดในช่องแคบฮอร์มุสก็เริ่มทยอยออกมา
วันที่ 14 เมษายน 2026 ช่องแคบฮอร์มุสซึ่งเคยเป็นทางผ่านของน้ำมันประมาณ 13 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือประมาณ 31 เปอร์เซ็นต์ของน้ำมันที่ขนส่งทางทะเลทั่วโลก ยังคงปิดอยู่สำหรับเรือพาณิชย์ที่เชื่อมโยงกับฝั่งตะวันตก ในขณะที่เรือบรรทุกน้ำมันของอิหร่านเองยังผ่านได้ตามปกติ ตามรายงานของบริษัทติดตามการเดินเรือหลายแห่ง
นี่คือสงครามที่ประเทศที่มีกองทัพเรือทรงอำนาจที่สุดในโลกเผชิญกับศัตรูที่ใช้อาวุธซึ่งผลิตได้ด้วยต้นทุนหลักหมื่นดอลลาร์ต่อหน่วย และเป็นฝ่ายที่พ่ายแพ้ในเรื่องการควบคุมเส้นทางเดินเรือ
เพื่อให้เข้าใจว่าทำไม ต้องไล่เรียงไปทีละชั้นของการปิดช่องแคบที่อิหร่านสร้างขึ้น
ชั้นแรกคือการโจมตีโดยตรง นับตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2026 ที่สงครามเริ่ม กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิหร่านโจมตีเรือพาณิชย์ที่ยืนยันได้อย่างน้อย 21 ครั้ง ใช้ทั้งขีปนาวุธ โดรน และเรือเร็วโจมตี เหตุการณ์หนึ่งที่น่าสังเกตคือเรือบรรทุกน้ำมัน Sonangol Namibe ถูกโดรนทางทะเลโจมตีใกล้ท่าเรือคูเวต ห่างจากช่องแคบไปมากกว่า 800 กิโลเมตร หมายความว่าเขตอันตรายไม่ได้จำกัดอยู่แค่ตรงจุดที่แคบที่สุด
1
ชั้นที่สองคือทุ่นระเบิดทางทะเล คลังทุ่นระเบิดของอิหร่านประเมินกันว่ามีระหว่าง 2,000 ถึง 6,000 ลูก ซึ่งส่วนหนึ่งผลิตภายในประเทศเอง ต้นทุนการผลิตต่อลูกอยู่ในหลักหมื่นดอลลาร์ การวางทุ่นระเบิดทำได้ง่ายจากเรือประมงธรรมดาที่แยกแทบไม่ออกจากการจราจรปกติในอ่าวเปอร์เซีย แต่การเก็บกวาดเป็นคนละเรื่อง
ตัวเลขอ้างอิงจากประวัติศาสตร์ที่ควรจำไว้คือ หลังสงครามอ่าวครั้งที่หนึ่ง สหรัฐและพันธมิตรใช้เวลา 51 วันในการเก็บกวาดทุ่นระเบิด 907 ลูกออกจากน่านน้ำคูเวต โดยที่ครั้งนั้นมีข้อได้เปรียบหนึ่งที่ครั้งนี้ไม่มี คืออิรักมอบแผนที่ตำแหน่งการวางทุ่นระเบิดให้
คราวนี้ไม่มีใครมีแผนที่ ยิ่งกว่านั้น มีรายงานที่ระบุว่าอิหร่านเองก็สูญเสียการติดตามตำแหน่งทุ่นระเบิดที่ตัวเองวาง และด้วยเหตุนี้จึงไม่สามารถเปิดช่องแคบได้อย่างเต็มที่แม้จะต้องการก็ตาม หมายความว่าช่องแคบอยู่ในสภาพที่ไม่มีใครควบคุมได้ ซึ่งในแง่ของการเดินเรือพาณิชย์ ให้ผลลัพธ์เดียวกับการถูกปิด
ชั้นที่สามคือสงครามอิเล็กทรอนิกส์ ในวันเดียวของเดือนมีนาคม มีเรือมากกว่า 1,650 ลำที่ระบบนำทางถูกรบกวน บางลำแสดงบนจอเรดาร์ว่ากำลังแล่นอยู่บนแผ่นดิน บางลำปรากฏว่าผ่านสนามบิน ในช่องทางเดินเรือที่แคบเพียง 33 กิโลเมตร การสูญเสียระบบนำทางเท่ากับความเสี่ยงการชนอย่างร้ายแรง โดยไม่ต้องใช้ขีปนาวุธแม้แต่ลูกเดียว
ชั้นที่สี่ ซึ่งอาจเป็นชั้นที่หนักที่สุดของทั้งหมด คือชั้นการเงิน บริษัทประกันภัยสงครามถอนความคุ้มครองออกจากส่วนใหญ่ของตลาดเรือพาณิชย์ ค่าเช่าเรือบรรทุกน้ำมันในตะวันออกกลางพุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดในประวัติศาสตร์ เมื่อไม่มีประกัน เรือก็ไม่ออก เมื่อเรือไม่ออก น้ำมันก็ไม่ขนส่ง ไม่ว่ากองทัพเรืออเมริกันจะลอยอยู่ใกล้ๆ แค่ไหนก็ตาม
สี่ชั้นนี้คือเหตุผลที่ช่องแคบปิด แต่สิ่งที่เกือบไม่มีใครในสื่อกระแสหลักหยิบมาเล่าอย่างจริงจังคือ เหตุผลที่สหรัฐเปิดกลับไม่ได้เสียที
ในเดือนกันยายน 2025 กองทัพเรือสหรัฐปลดประจำการเรือกวาดทุ่นระเบิดคลาส Avenger สี่ลำที่ประจำการในบาห์เรนตั้งแต่ปี 2012 ได้แก่ USS Devastator, USS Dextrous, USS Gladiator และ USS Sentry
เรือเหล่านี้ไม่ได้ล้าสมัยอย่างที่ฟังดูเหมือน ตัวถังของเรือคลาส Avenger ทำจากไม้โอ๊ค ไม้ดักลาสเฟอร์ และไม้ไซเปรสนูตกา เคลือบด้วยไฟเบอร์กลาส การออกแบบนี้ตั้งใจให้ลำเรือมีลายเซ็นแม่เหล็กต่ำ ทำให้ทุ่นระเบิดสมัยใหม่ที่ตรวจจับสนามแม่เหล็กของเรือเหล็กไม่กระตุ้น เรือไม้ในปี 2025 ไม่ใช่สิ่งล้าสมัย มันคือการตัดสินใจทางวิศวกรรมที่ถูกต้องที่สุดสำหรับภารกิจเฉพาะนี้
วันที่ 9 มกราคม 2026 เรือทั้งสี่ลำถูกยกขึ้นเรือบรรทุก M/V Seaway Hawk เดินทางออกจากบาห์เรนมุ่งหน้าสู่ฟิลาเดลเฟีย ตามแผนที่จะถูกรื้อทำลาย
หกสัปดาห์ถัดมา สงครามเริ่มขึ้น
ในเดือนมีนาคม 2026 เรือ USS Tulsa และ USS Santa Barbara สองลำของ Littoral Combat Ship คลาส Independence ซึ่งติดตั้งชุดอุปกรณ์เก็บกวาดทุ่นระเบิด ถูกพบถ่ายภาพที่ท่าเรือปีนังของมาเลเซีย ห่างจากช่องแคบฮอร์มุสประมาณ 5,000 กิโลเมตร นี่คือเรือที่ควรจะประจำการในบาห์เรนเพื่อทดแทนคลาส Avenger แต่ในช่วงเวลาวิกฤติสุด พวกมันกลับอยู่คนละมหาสมุทร
1
เรือ Littoral Combat Ship ที่จัดมาทดแทนยังไม่เคยใช้งานในภารกิจเก็บกวาดทุ่นระเบิดจริงในสภาพการรบมาก่อน และตามรายงานของ Naval News ระบบเหล่านี้มีปัญหาในการทำภารกิจเก็บกวาดทุ่นระเบิดในระดับปฏิบัติการ ยิ่งกว่านั้น ลำตัวของเรือชุดใหม่เป็นโลหะและมีขนาดใหญ่กว่าคลาส Avenger มาก ซึ่งในทางเทคนิคหมายความว่ามันเข้าใกล้พื้นที่มีทุ่นระเบิดได้ยากกว่า
นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ประเทศที่กำลังจะเริ่มสงครามในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงเรื่องทุ่นระเบิดสูงที่สุดในโลก ตัดสินใจถอดเครื่องมือเก็บกวาดทุ่นระเบิดที่พิสูจน์แล้วออกจากพื้นที่ล่วงหน้า แล้วส่งตัวแทนที่ไม่พร้อมรบไปประจำการแทน
ตรงจุดนี้ต้องกลับมาที่คำประกาศของทรัมป์ที่ว่า "อิหร่านไม่มีกองทัพเรือ" ซึ่งผิดในเชิงเทคนิคอย่างสำคัญ อิหร่านมีกองทัพเรือสองกอง กองแรกคือกองทัพเรืออย่างเป็นทางการของสาธารณรัฐอิสลาม ที่ใช้เรือรบแบบดั้งเดิม กองนี้ส่วนใหญ่ถูกทำลายจริงในช่วงสัปดาห์แรกของสงคราม
กองที่สองคือ IRGCN หรือกองทัพเรือของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติ ซึ่งเป็นหน่วยที่แยกต่างหาก และใช้เวลาหลายสิบปีพัฒนาศักยภาพสงครามอสมมาตรที่ออกแบบมาเพื่อคุกคามการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุสโดยเฉพาะ หน่วยนี้ไม่ได้ใช้เรือรบใหญ่ แต่ใช้เรือเร็วขนาดเล็กจำนวนหลักพันลำที่แยกไม่ออกจากเรือประมงในสายตาเรดาร์
แหล่งข่าวของ CNN ระบุว่าแม้หลังการโจมตีทางอากาศเกือบสองสัปดาห์ IRGCN ยังคงเก็บเรือเร็วและเรือวางทุ่นระเบิดไว้ได้ระหว่าง 80 ถึง 90 เปอร์เซ็นต์ หมายความว่าความสามารถในการวางทุ่นระเบิดเพิ่มเติม การโจมตีเรือเพิ่มเติม และการคุกคามเรือรบสหรัฐ ยังเหลืออยู่เกือบทั้งหมด
บทเรียนที่ไม่มีใครพูดชัดๆ ในแวดวงการเมือง แต่ควรพูดชัดๆ ในแวดวงธุรกิจ คือเศรษฐศาสตร์ของอาวุธอสมมาตร ต้นทุนการผลิตทุ่นระเบิดสมัยใหม่หนึ่งลูกอยู่ที่หลักหมื่นดอลลาร์ ต้นทุนการเก็บกวาดทุ่นระเบิดหนึ่งลูก รวมเรือ บุคลากร เฮลิคอปเตอร์คุ้มกัน เรือรบคุ้มกัน และเวลา อยู่ในหลักล้านดอลลาร์ อัตราส่วนระหว่างต้นทุนการโจมตีกับต้นทุนการป้องกันอยู่ที่ประมาณหนึ่งต่อร้อย หรือมากกว่านั้น
เมื่ออัตราส่วนเป็นแบบนี้ ฝ่ายที่อ่อนแอกว่าในทางงบประมาณสามารถเอาชนะฝ่ายที่แข็งแกร่งกว่าได้ตลอด ตราบใดที่ยอมรับความเสียหายที่มีขนาดเล็กกว่าร้อยเท่า
ต้นทุนจริงที่อิหร่านสร้างให้กับระบบการค้าโลกไม่ได้อยู่ที่เรือที่ถูกโจมตี ราคาน้ำมัน Brent พุ่งจาก 71.32 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลก่อนสงคราม ขึ้นไปที่ 94.35 ดอลลาร์ในช่วงต้น และเคยแตะใกล้ 120 ดอลลาร์ในช่วงหนึ่ง ส่วนต่างนั้นคูณกับปริมาณการซื้อขายน้ำมันทั่วโลก คิดเป็นมูลค่าหลายแสนล้านดอลลาร์ที่ไหลออกจากกระเป๋าผู้บริโภคและเข้าสู่กระเป๋าผู้ผลิตน้ำมันที่ไม่มีปัญหาการเดินเรือ
ในจำนวนนั้น ส่วนใหญ่ไม่ได้ไปที่อิหร่าน แต่ไปที่ผู้ผลิตรายอื่น นี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่ซาอุดีอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งในภาพกว้างคือคู่แข่งของอิหร่าน ไม่ได้แสดงความกระตือรือร้นในการเร่งให้สงครามจบโดยเร็ว
ผลกระทบต่อคนธรรมดาเกิดในสามทิศทางที่แทบไม่มีใครเชื่อมโยงกัน ทิศแรกคือราคาน้ำมันที่ส่งผ่านไปยังราคาสินค้าทุกชนิด ในประเทศที่พึ่งพาน้ำมันนำเข้าสูงอย่างไทย ราคาน้ำมันขึ้นหมายถึงค่าขนส่งขึ้น ค่าอาหารขึ้น และค่าครองชีพโดยรวมขึ้น โดยที่ไม่มีใครในห่วงโซ่อุปทานเห็นทุ่นระเบิดแม้แต่ลูกเดียว
ทิศที่สองคือลูกเรือของเรือบรรทุกน้ำมัน คนเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นแรงงานจากฟิลิปปินส์ อินเดีย บังคลาเทศ และอินโดนีเซีย พวกเขายังต้องทำงานในเรือที่ผ่านพื้นที่ซึ่งบริษัทประกันภัยสงครามยกเลิกความคุ้มครอง ถ้าเรือถูกโจมตี ครอบครัวที่บ้านอาจได้รับค่าชดเชยน้อยลงหรือไม่ได้เลย
ทิศที่สามคือคนงานในท่าเรือและโรงกลั่นรอบอ่าวเปอร์เซียที่กระแสเงินสดหยุดชะงักเพราะเรือไม่เข้า โอมานและประเทศเล็กๆ ในภูมิภาคที่พึ่งพารายได้จากการเดินเรือผ่านช่องแคบกำลังสูญเสียรายได้ในอัตราที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
สำหรับนักลงทุนและคนทำธุรกิจ ช่องแคบฮอร์มุสคือบทเรียนที่ชัดเรื่องหนึ่ง การพึ่งพาจุดเดียวในห่วงโซ่อุปทานโลก ไม่ว่าจะเป็นทางภูมิศาสตร์ ทางเทคโนโลยี หรือทางผู้ผลิต สร้างความเปราะบางที่กองทัพเรือใหญ่ที่สุดในโลกก็ปกป้องไม่ได้ เพราะปัญหาไม่ได้อยู่ที่ฝ่ายไหนแข็งแกร่งกว่า ปัญหาอยู่ที่ต้นทุนการปิดเส้นทางเทียบกับต้นทุนการเปิดเส้นทาง
สิ่งที่บริษัทและรัฐบาลทั่วเอเชียควรเริ่มคำนวณอย่างจริงจังคือ ถ้าช่องแคบฮอร์มุสปิดสามเดือน หกเดือน หรือหนึ่งปี โครงสร้างของธุรกิจและเศรษฐกิจของเราจะอยู่รอดได้อย่างไร คำตอบไม่ได้อยู่ที่กระทรวงกลาโหมของประเทศไหน แต่อยู่ที่การกระจายความเสี่ยงของแหล่งพลังงาน เส้นทางการค้า และสกุลเงินที่ใช้ในการชำระเงิน
มีปัจจัยหนึ่งที่ปักกิ่งและมอสโกกำลังสังเกตอยู่เงียบๆ ในสงครามอ่าวครั้งแรก สหรัฐใช้เวลา 51 วันเก็บกวาด 907 ลูก พร้อมแผนที่จากฝ่ายตรงข้าม ในครั้งนี้ สหรัฐไม่มีแผนที่ ไม่มีเรือกวาดทุ่นระเบิดประจำการในพื้นที่ เจอกับ IRGCN ที่ใช้เวลาสี่สิบปีเตรียมพร้อมสำหรับสถานการณ์นี้โดยเฉพาะ
ถ้าสงครามอ่าวครั้งก่อนเคยเป็นหลักฐานว่าเทคโนโลยีทางทหารของสหรัฐมีอำนาจเหนือ สงครามครั้งนี้กำลังเป็นหลักฐานในทิศทางตรงกันข้าม คำถามที่ผู้วางแผนกองทัพในเอเชียตะวันออกอาจกำลังถามตัวเองในขณะนี้คือ ถ้าสหรัฐเปิดช่องแคบที่กว้างเพียง 33 กิโลเมตรไม่ได้ จะเปิดช่องแคบไต้หวันที่กว้าง 180 กิโลเมตรได้อย่างไร
คำตอบสำหรับคำถามว่าทำไมกองทัพที่ใหญ่ที่สุดในโลกเปิดช่องแคบฮอร์มุสไม่ได้ มีสามคำ
คำแรก ทุ่นระเบิด คำที่สอง ประกันภัย
คำที่สาม เตรียมตัวไว้ล่วงหน้าแล้ว แต่เตรียมในทิศทางที่ผิด
โฆษณา