6 ชั่วโมงที่แล้ว • ข่าวรอบโลก

Good News Tuesday: ขยะที่คุณทิ้งเมื่อวาน กำลังเดินทางไกลกว่าที่คุณคิด

ทำไมระบบรีไซเคิลแบบไทยๆ ที่ดูไม่มีระเบียบ ถึงทำให้บริษัทไทยกลายเป็นผู้รีไซเคิลพลาสติกรายใหญ่ที่สุดของโลก
ถ้าคุณทิ้งขวดน้ำพลาสติกลงถังขยะหน้าบ้านตอนหกโมงเช้า มีโอกาสสูงว่าภายในชั่วโมงเดียว ขวดนั้นจะไม่อยู่ในถังแล้ว ไม่ใช่เพราะรถเทศบาลมาเก็บ แต่เพราะมีคนมาคุ้ยออกไปก่อน คนไทยส่วนใหญ่เห็นภาพนี้ทุกวันจนชินตา ซาเล้งสามล้อถีบที่บรรทุกถุงดำจนเต็ม คนขับรถกระบะที่จอดข้างถังขยะแล้วหยิบขวดพลาสติกออก บางทีเป็นคนแต่งตัวดีขับรถเก๋งมาจอดคุ้ย คนส่วนใหญ่มองว่ามันเป็นเรื่องของคนหาเช้ากินค่ำ แต่ไม่เคยถามว่าขวดพวกนั้นไปไหนต่อ
คำตอบอยู่ไกลกว่าที่ใครคิด
สถาบันสิ่งแวดล้อมสตอกโฮล์ม หรือ SEI ร่วมกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ทำวิจัยภาคสนามในกรุงเทพ ชลบุรี และระยอง แล้วค้นพบว่าระบบคัดแยกขยะนอกระบบของไทยมีตัวละครอย่างน้อยสิบประเภท ไม่ใช่แค่สามอย่างที่คนทั่วไปเข้าใจ
ตั้งแต่คนเก็บของเก่าตามถนน คนรับซื้อตามบ้าน คนคัดแยกที่สถานีขนถ่าย ร้านรับซื้อของเก่าระดับหมู่บ้าน ไปจนถึงผู้รวบรวมขนาดกลางที่ส่งต่อให้โรงงานรีไซเคิล แต่ละคนรู้ราคาของพลาสติกแต่ละชนิดอย่างแม่นยำ รู้ว่าขวดใสราคาต่างจากขวดสี รู้ว่าฝาขวดต้องแยกเพราะเป็นคนละเนื้อพลาสติก ความรู้เหล่านี้ไม่ได้มาจากตำราเรียน แต่มาจากตลาดที่ตอบแทนคนที่แยกได้ละเอียดกว่า
หัวหน้าโรงงานรีไซเคิลพลาสติกใสรายหนึ่งที่แปรรูป PET ราว 4,000 ตันต่อเดือนพูดกับทีมวิจัยของ SEI ว่า ประเทศไทยมีระบบนิเวศรีไซเคิลที่ครบวงจรที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เพราะภาคนอกระบบกับภาคในระบบทำงานร่วมกันได้ดี ประโยคนี้ไม่เคยปรากฏในข่าวกระแสหลักแม้แต่ครั้งเดียว
สิ่งที่ทำให้ระบบนี้ต่างจากทุกประเทศในโลกคือมันเกิดขึ้นเองโดยไม่มีใครออกแบบ ไม่มีระบบมัดจำขวดแบบเยอรมนี ไม่มีถังแยกสีแบบญี่ปุ่น แต่แรงจูงใจทางเศรษฐกิจทำให้มันทำงานได้เอง คนที่แยกขวดพลาสติกออกจากถุงขยะไม่ได้ทำเพราะรักสิ่งแวดล้อม แต่ทำเพราะขวดพลาสติกมีราคา และราคานั้นส่งสัญญาณจากปลายทางกลับมาถึงต้นทางทุกวัน ผลลัพธ์คืออัตราการเก็บรวบรวมขวด PET ของไทยอยู่ที่ 31-62% ซึ่งเทียบเคียงกับหลายประเทศในยุโรปที่มีระบบบังคับทางกฎหมายมานานหลายสิบปี
และตั้งแต่ตุลาคม 2568 ภาครัฐก็เริ่มเพิ่มแรงจูงใจอีกชั้นหนึ่ง กทม. เปิดตัวโครงการ "บ้านนี้ไม่เทรวม" ซึ่งผู้ว่าฯ ชัชชาติเรียกว่าเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของกรุงเทพที่มีการแยกขยะตามกฎหมาย บ้านที่ไม่แยกขยะจ่ายค่าธรรมเนียม 60 บาทต่อเดือน บ้านที่แยกและลงทะเบียนผ่านแอป BKK WASTE PAY จ่ายแค่ 20 บาท ต้องอัปโหลดรูปหลักฐานการแยกขยะอย่างน้อยสามภาพ และมีการสุ่มตรวจทุกสามเดือน ไม่ผ่านสองครั้งติดก็กลับไปจ่าย 60 บาท
ภายในไม่ถึงปีมีครัวเรือนลงทะเบียนแล้วกว่า 112,000 หลัง กทม. ประเมินว่าถ้าคนร่วมมือแยกขยะจริงจัง จะลดปริมาณขยะได้วันละ 1,000 ตัน และประหยัดงบเมืองได้วันละ 2 ล้านบาท ที่น่าสนใจคือกลไกนี้ใช้หลักเดียวกับที่ทำให้ระบบนอกระบบทำงานมาตลอด คือให้ราคาเป็นตัวตัดสินใจแทนคำสั่ง
ปลายทางแรกของขยะที่ถูกคัดแยกออกมาแล้วคือ "ธนาคารขยะ" ซึ่งทำงานเหมือนธนาคารออมสินแต่รับฝากขยะแทนเงิน ครัวเรือนนำพลาสติก กระดาษ โลหะ มาชั่งน้ำหนักที่จุดรับซื้อในชุมชน ได้เงินกลับไปหรือสะสมเป็นเครดิต รายได้ส่วนหนึ่งถูกนำไปใช้ในโครงการชุมชน
ระบบนี้เริ่มจากความร่วมมือระหว่างบริษัท Wongpanit กับเทศบาลในจังหวัดพิษณุโลกเมื่อปี 1999 ปัจจุบันมีธนาคารขยะมากกว่า 7,700 ชุมชนทั่วประเทศ เก็บรวบรวมขยะรีไซเคิลได้ราว 1.4 ล้านตันต่อปี และช่วยลดการปล่อยคาร์บอนได้กว่า 550,000 ตัน โมเดลนี้ประสบความสำเร็จถึงขนาดที่ประเทศอื่นในเอเชียนำไปศึกษาเพื่อทำตาม
Wongpanit เองก็เติบโตจากร้านรับซื้อของเก่าในพิษณุโลกจนมีมากกว่า 400 สาขาทั่วประเทศ และกำลังขยายไปลาว จีน มาเลเซีย และอินเดีย โมเดลธุรกิจของบริษัทนี้คือการตั้งจุดรับซื้อที่สะดวกสำหรับคนในชุมชน ให้คนเก็บของเก่าคัดแยกขยะอย่างเรียบร้อยก่อนนำมาขาย แล้วบริษัทก็บด อัด เตรียมวัตถุดิบส่งต่อให้โรงงานปลายทาง ธุรกิจที่เริ่มจากการซื้อขวดแก้วเก่าในเมืองเล็กๆ กำลังกลายเป็นเครือข่ายจัดการวัตถุดิบรีไซเคิลระดับภูมิภาค
แต่เรื่องที่ไม่มีใครพูดถึงคือปลายทางที่ไกลกว่านั้นอีก
Indorama Ventures บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย คือผู้ผลิตเม็ดพลาสติก PET รายใหญ่ที่สุดของโลก และในเวลาเดียวกันก็เป็นผู้รีไซเคิล PET รายใหญ่ที่สุดของโลกด้วย บริษัทนี้มีโรงงานรีไซเคิลมากกว่า 20 แห่งใน 11 ประเทศ ตั้งแต่บราซิลถึงฟิลิปปินส์ถึงโปแลนด์ และเมื่อเดือนสิงหาคม 2025 ประกาศว่ารีไซเคิลขวดพลาสติกไปแล้ว 150,000 ล้านขวดนับตั้งแต่ปี 2011
ตัวเลขนั้นเท่ากับ 789 ขวดต่อวินาที ช่วยลดการปล่อยคาร์บอนได้ประมาณ 3.8 ล้านตัน และเบี่ยงเบนขยะพลาสติก 2.8 ล้านตันออกจากบ่อฝังกลบ บริษัทลงทุนกว่า 1,500 ล้านดอลลาร์เพื่อขยายโครงสร้างพื้นฐานรีไซเคิล และได้รับ "สินเชื่อสีน้ำเงิน" มูลค่า 300 ล้านดอลลาร์จาก IFC ของธนาคารโลก ซึ่งเป็นครั้งแรกที่มีการให้สินเชื่อประเภทนี้กับผู้ผลิตเม็ดพลาสติกในโลก
ความเชื่อมโยงที่คนไม่เห็นคือตรงนี้ ขวดน้ำที่ซาเล้งหยิบออกจากถังขยะหน้าปากซอยของคุณ ถูกล้าง บด อัด แล้วส่งเข้าโรงงานอย่าง Envicco ในจังหวัดระยอง ซึ่งเป็นศูนย์รีไซเคิลพลาสติกที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย มีกำลังผลิตเม็ดพลาสติกรีไซเคิลระดับอาหาร 30,000 ตันต่อปี เม็ดพลาสติกเหล่านั้นถูกแปรรูปกลับเป็นขวดใหม่ และ
ในปี 2023 Pepsi กลายเป็นเครื่องดื่มแบรนด์แรกในไทยที่ใช้ขวดรีไซเคิล 100% ตามมาด้วย Coca-Cola ที่เปิดตัวขวดรีไซเคิล 100% ทั้งขนาด 1 ลิตรและ 300 มิลลิลิตร โดยคาดว่าจะลดการใช้พลาสติกใหม่ในไทยได้มากกว่า 1,300 ตันต่อปี ทั้งหมดนี้ผ่านการรับรองจาก อย. ของไทยและ FDA ของสหรัฐ
จากมือของซาเล้งถึงขวด Pepsi ที่วางขายในเซเว่น ระยะทางนั้นผ่านตัวกลางอย่างน้อยห้าถึงหกทอด แต่ละทอดมีคนได้เงิน มีคนได้งาน มีวัตถุดิบถูกยกระดับมูลค่า และมีขยะหนึ่งชิ้นที่ไม่ต้องถูกฝังลงดิน ระบบนี้ไม่ได้ถูกสร้างจากแผนยุทธศาสตร์ของกระทรวงใด ไม่มีรัฐมนตรีคนไหนออกมาแถลงข่าว มันเกิดจากคนธรรมดาที่ตอบสนองต่อแรงจูงใจทางเศรษฐกิจ แล้วสร้างห่วงโซ่ที่ส่งออกความเชี่ยวชาญด้านรีไซเคิลจากไทยไปทั่วโลก
สำหรับคนทำธุรกิจ เรื่องนี้สอนบทเรียนที่ตำราเรียนไม่ค่อยพูดถึง คือระบบที่ดีที่สุดไม่จำเป็นต้องเป็นระบบที่มีระเบียบที่สุด บางทีระบบที่ดูยุ่งเหยิงแต่ตอบสนองต่อสัญญาณราคาได้เร็วกว่าระบบราชการ กลับสร้างผลลัพธ์ได้ดีกว่าแผนที่วาดไว้สวยบนกระดาษ และเมื่อภาครัฐเข้ามาเสริมด้วยกลไกที่พูดภาษาเดียวกับตลาด อย่างที่ กทม. ทำกับโครงการ "บ้านนี้ไม่เทรวม" ผลลัพธ์ก็ยิ่งทวีคูณ
ที่ยังเป็นปัญหาคือคนที่อยู่ต้นทางของระบบนี้แทบไม่มีการคุ้มครองใดๆ งานวิจัยของ SEI พบว่าซาเล้งส่วนใหญ่ทำงานโดยไม่มีอุปกรณ์ป้องกัน สัมผัสขยะปนเปื้อนด้วยมือเปล่า มีอำนาจต่อรองราคาต่ำเพราะขายให้คนกลางเป็นรายบุคคล และ พ.ร.บ. การสาธารณสุข ปี 2535 ยังทำให้การเก็บขยะนอกระบบเป็นสิ่งที่อยู่ในพื้นที่สีเทาทางกฎหมาย คนที่ทำให้ระบบรีไซเคิลของไทยทำงานได้ยังคงทำงานในสภาพที่ระบบนั้นไม่ยอมรู้จัก
แต่ถ้ามองภาพรวม สิ่งที่เกิดขึ้นในไทยคือข่าวดีที่ไม่เคยเป็นข่าว ประเทศที่ถูกจัดอันดับเป็นหนึ่งในห้าของโลกที่ปล่อยขยะพลาสติกลงทะเลมากที่สุด กำลังสร้างอุตสาหกรรมรีไซเคิลที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค บริษัทไทยเป็นผู้นำโลกในการแปรรูปพลาสติกใช้แล้วกลับเป็นวัตถุดิบใหม่ และทั้งหมดนี้เริ่มต้นจากคนที่เปิดถุงขยะดำข้างถนนด้วยมือเปล่าตอนตีห้า
ครั้งหน้าที่คุณเห็นซาเล้งจอดคุ้ยถังขยะหน้าบ้าน คุณไม่ได้กำลังดูคนเก็บขยะ คุณกำลังดูจุดเริ่มต้นของห่วงโซ่อุปทานที่มีมูลค่าหลายหมื่นล้านบาท
โฆษณา