21 เม.ย. เวลา 05:07 • ไลฟ์สไตล์
สวนลุมพินี

Good News Tuesday: ปรากฎการณ์แอโรบิกที่สวนลุมพินี สิ่งที่ไม่มีใครเลียนแบบได้

ถ้าคุณเดินเข้าสวนลุมพินีตอนหกโมงเย็นวันธรรมดาในช่วงนี้ สิ่งแรกที่คุณจะได้ยินไม่ใช่เสียงจิ้งหรีดหรือเสียงนกหวีด แต่เป็นเสียงเบสที่ดังพอจะทำให้คุณคิดว่าเดินผิดเข้าไปในคลับกลางแจ้ง บนเวทีมีจอ LED มีไฟสีวิ่งตามจังหวะ และมีคนหลายร้อยถึงหลักพันยืนเรียงแถวขยับร่างกายพร้อมกัน เพลงที่เปิดไม่ใช่เพลงแอโรบิคแบบที่คุณจำได้จากสมัยแม่พาไปออกกำลังกายตอนเช้า แต่เป็น Good Goodbye ของ Hwasa เป็นเพลงจาก Squid Game เป็นเพลงสายย่อที่อัปสปีดจนหยุดนิ่งไม่ได้ และเป็นเพลง T-Pop ที่กำลังฮิตบน TikTok
แต่คนที่ยืนอยู่ตรงหน้าคุณไม่ได้แต่งตัวไปคลับ พวกเขาใส่กางเกงวอร์มกับรองเท้าผ้าใบ และกำลังเหงื่อท่วมตัวอยู่กลางสวนสาธารณะที่ไม่มีค่าเข้า
ตัวเลขจาก Wisesight ที่ติดตามข้อมูลโซเชียลมีเดียระหว่าง 1 มกราคมถึง 2 เมษายน 2569 บอกขนาดของปรากฏการณ์นี้ได้ชัด ยอด engagement รวม 9.8 ล้านครั้งจากข้อความเพียงสองหมื่นกว่าข้อความ แฮชแท็ก "สวนลุม" สะสมไปแล้ว 7.5 ล้าน "แอโรบิค" อีก 3.1 ล้าน โดย TikTok มียอดการมีส่วนร่วมสูงถึง 3.8 ล้านครั้ง ตัวเลขเหล่านี้ใหญ่กว่าแคมเปญโฆษณาของแบรนด์ส่วนใหญ่ในไทยทั้งปี และทั้งหมดเกิดขึ้นโดยไม่มีใครจ่ายค่าโฆษณาแม้แต่บาทเดียว
คำถามที่คนทำการตลาดและคนทำธุรกิจควรถามไม่ใช่ว่ามันเกิดอะไรขึ้น แต่คือทำไมมันถึงเกิดขึ้นที่นี่ และทำไมเพิ่งจะเกิดตอนนี้ ทั้งที่ลานแอโรบิคสวนลุมพินีมีมาตั้งแต่ทศวรรษ 1980 เวทีนี้มีคนเต้นมาเกือบทุกวันตลอดสามทศวรรษ แต่ไม่เคยเป็นไวรัลมาก่อน อะไรคือปัจจัยที่ทำให้กิจกรรมที่เคยถูกมองว่าเป็น "กิจกรรมของอาม่าอากง" กลับกลายเป็นเทรนด์ที่คนรุ่นใหม่เดินทางข้ามจังหวัดมาเช็คอิน คำตอบไม่ได้อยู่ที่สิ่งเดียว แต่อยู่ที่การที่หลายปัจจัยมาบรรจบกันพอดีในจังหวะที่ถูกต้อง
ปัจจัยแรกและสำคัญที่สุดคือเครื่องยนต์ที่ขับเคลื่อนปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่หน่วยงานรัฐ ไม่ใช่บริษัทยักษ์ใหญ่ แต่เป็นกลุ่มคนธรรมดาที่รวมตัวกันโดยไม่มีใครจ้าง ครูอนงค์ เบญจคุณประสิทธิ์ วัย 53 ปี เป็นผู้นำเต้นจิตอาสาของกลุ่มชื่อ Zumba Zumba ซึ่งให้สัมภาษณ์กับกรุงเทพธุรกิจว่ากลุ่มเริ่มต้นจาก 10-20 คนที่ชอบเต้นเหมือนกัน เต้นกันเองอยู่ข้างล่างเวที ใช้ลำโพงของตัวเอง ไม่มีใครสนับสนุน ไม่มีเพจ ไม่มีช่องทางให้ติดตาม และไม่ได้ต้องการโปรโมทหรือทำให้เป็นไวรัล
เธอบอกตรงๆ ว่า "เป็นแค่คนชอบออกกำลังกาย แล้วก็ดึงดูดคนที่ชอบสไตล์เดียวกันมาเต้นด้วยกัน" จุดที่ทำให้กลุ่มเล็กๆ นี้ระเบิดคือเพลง Squid Game ที่มีท่าคล้องแขน เด็กๆ รุ่นใหม่ที่วิ่งผ่านเวทีได้ยินเสียงเพลงจากลำโพง แวะมาดูแล้วเต้นตาม ชอบ แล้วไปชวนเพื่อนมา จาก 20 คนเป็น 30-40 จนเป็นร้อยอย่างที่เห็นทุกวันนี้ ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นโดยที่ครูอนงค์เองก็มีงานประจำทำธุรกิจที่บ้าน ไม่มีรายได้จากการนำเต้น มาเพราะความชอบล้วนๆ
นี่คือสิ่งที่ทุกแบรนด์อยากได้แต่ซื้อไม่ได้ คือการเติบโตแบบ organic ที่เกิดจากคนชอบจริง ไม่ใช่จากการลงทุนสร้างคอนเทนต์ การตัดสินใจ "ไม่ทำการตลาด" ของกลุ่ม Zumba Zumba กลับกลายเป็นการตลาดที่ทรงพลังที่สุด เพราะมันสื่อสารความจริงใจที่แบรนด์ที่จ่ายเงินซื้อไม่ได้ เมื่อคนรู้ว่าคนข้างหน้าไม่ได้มาเพื่อเก็บเงินหรือสร้างยอด ความไว้ใจก็เกิดเอง และความไว้ใจนี้แหละที่ทำให้คนพร้อมชวนเพื่อนมา ชวนครอบครัวมา และถ่ายคลิปลงโซเชียลโดยไม่มีใครต้องขอ
ปัจจัยที่สองคือโครงสร้างของผู้นำเต้นที่หลากหลายและเสริมกัน ไม่ใช่คนเดียวที่แบกทุกวัน รอบ 18.00 น. ของวันพุธและศุกร์เป็นครูแมว สมจิตร์ จันทร์เหมือน วัย 67 ปี ที่นำเต้นมา 25-26 ปี วันอังคาร พฤหัส อาทิตย์ เป็นครูตุ๊กที่ถนัดซุมบ้า วันจันทร์และเสาร์เป็นครูหน่อย ส่วนรอบ 19.00 น. หลังจากนั้นเป็นกลุ่ม Zumba Zumba ของครูอนงค์
การที่ผู้นำเต้นแต่ละคนมีสไตล์ วันประจำ และกลุ่มคนเต้นของตัวเอง ทำให้คนที่มาทุกวันไม่เบื่อ และคนที่มาแค่บางวันก็ได้ประสบการณ์ที่แตกต่าง ครูอนงค์เองก็บอกว่ากลุ่ม Zumba Zumba มีเพลงในสต็อก 60-70 เพลงที่ไม่ซ้ำกันเลย พรุ่งนี้ถ้ามาเต้นอีก ก็จะเป็นเซ็ตใหม่ไปเลย
สิ่งที่น่าสังเกตในโครงสร้างนี้คือผู้นำเต้นที่เป็นแกนหลักเกือบทั้งหมดเป็นผู้หญิงอายุห้าสิบขึ้น ซึ่งสังคมปกติมองว่า "หมดยุค" ในเรื่องเทรนด์ป๊อปคัลเจอร์ กลับเป็นคนที่อ่านใจ Gen Z ออกได้ดีกว่าทีมการตลาดของแบรนด์ส่วนใหญ่ ครูแมวไม่ได้พยายามเป็นอินฟลูเอนเซอร์ ไม่ได้พยายามทำคอนเทนต์ เธอแค่ทำในสิ่งที่ทำมา 25 ปีอย่างจริงใจ และเลือกเพลงที่ตัวเองสนุก ซึ่งกลายเป็นว่าเพลงที่ผู้หญิง 67 สนุกกับการเต้น ก็เป็นเพลงเดียวกับที่เด็ก 18 สนุกกับการเต้น เพราะจังหวะที่ดีคือจังหวะที่ดีโดยไม่จำกัดอายุ
ปัจจัยที่สามคือรายละเอียดการออกแบบที่ดูเล็กน้อยแต่สำคัญมาก ครูแมวเล่าให้กรุงเทพธุรกิจฟังว่าเธอใช้ภาษาไทยสั่งท่าโดยเจตนา คือ "เดินหน้า ข้าง หลัง" ไม่ใช้ภาษาอังกฤษ เพราะอยากให้ทุกคนที่เดินผ่านมาสามารถเข้ามาร่วมเต้นตามได้ทันทีโดยไม่ต้องเรียนล่วงหน้า รายละเอียดนี้ฟังดูธรรมดามากแต่มันคือตัวชี้ขาดระหว่างการที่คนแปลกหน้ากล้าเข้ามาร่วมกับการที่เขาหันหลังกลับไป
ถ้าคนสั่งท่าบอก "step right, step left, grapevine" คนที่เพิ่งเดินผ่านมาจะรู้สึกว่าตัวเองไม่ควรอยู่ที่นี่ เพราะไม่รู้ศัพท์ แต่ถ้าสั่งว่า "เดินหน้าสอง ถอยหลังสอง" ทุกคนเข้าใจทันที และทันทีที่เข้าใจ barrier เดียวที่เหลือคือความกล้าลงไปยืนแถวเดียวกับคนอื่น ซึ่งเป็น barrier ที่เล็กกว่ามาก
และในบางช่วงของการเต้น คนเปิดเพลงจะบอกว่า "ต่อไปจะเป็นเพลงคู่นะจ๊ะ ใครมีคู่ก็เตรียมไว้" คนที่ไม่มีก็คล้องแขนกับคนข้างๆ ที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน เสียงหัวเราะดังขึ้นทันที นี่คือกลไกที่เปลี่ยน transaction ธรรมดาของการมาออกกำลังกาย ให้กลายเป็นประสบการณ์ทางสังคมที่คนจำได้ไปอีกหลายวัน การต้องคล้องแขนกับคนแปลกหน้าในเมืองที่คนมักไม่แตะต้องคนแปลกหน้าคือจังหวะที่ทำลายกำแพงได้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ และพอกำแพงทลายครั้งเดียว คนก็อยากกลับมาอีก
ปัจจัยที่สี่คือจังหวะเวลาทางสังคมที่บังเอิญถูกต้อง ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เกิดในสุญญากาศ มันเกิดในช่วงที่พฤติกรรมคนรุ่นใหม่ทั่วโลกกำลังเปลี่ยนทิศทางพอดี ผลสำรวจ Gallup ในสหรัฐพบว่าผู้ใหญ่อายุต่ำกว่า 35 ที่ดื่มแอลกอฮอล์ลดลงจาก 72% เหลือ 62% ในสองทศวรรษที่ผ่านมา ข้อมูลจาก NCSolutions พบว่า 65% ของ Gen Z วางแผนดื่มน้อยลงในปี 2025 และ 39% ตั้งใจไม่ดื่มเลย
Gen Z ในสหรัฐใช้จ่ายเรื่องแอลกอฮอล์เพียง 3,100 ล้านดอลลาร์ต่อปี ขณะที่ Baby Boomers ใช้ 25,000 ล้านดอลลาร์ มีเพียง 30% ของ Gen Z ที่ดื่มทุกสัปดาห์ เทียบกับ 58% ของ Baby Boomers เทรนด์นี้ไม่จำกัดอยู่ในสหรัฐ ข้อมูลพฤติกรรมคล้ายกันปรากฏในยุโรปและเอเชีย
แต่ที่สำคัญคือการที่คนรุ่นใหม่ดื่มน้อยลงไม่ได้หมายความว่าพวกเขาไม่ต้องการประสบการณ์ทางสังคมที่เคยผูกอยู่กับการไปผับหรือบาร์ พวกเขายังอยากเต้นตามเพลงดังๆ อยากอยู่ท่ามกลางคนแปลกหน้าที่ขยับร่างกายไปในจังหวะเดียวกัน อยากรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของบางอย่างที่ใหญ่กว่าตัวเอง ดังนั้นตลาดนี้มี demand ที่เคยผูกอยู่กับคลับแต่ไม่อยากจ่ายราคาของคลับอีกแล้ว คือราคาทั้งที่เป็นเงิน ราคาที่เป็นสุขภาพ และราคาที่เป็นเวลาเสียจากอาการเมาค้างวันรุ่งขึ้น
ลานแอโรบิคสวนลุมพินีตอบโจทย์โดยบังเอิญ คุณได้ประสบการณ์ของคลับและประโยชน์ของยิมในเวลาเดียวกัน บนลานซีเมนต์ที่ไม่มีค่าเข้า กลับบ้านตรงเวลา ตื่นเช้ามาได้โดยไม่ปวดหัว demand ที่มีอยู่ก่อนก็หา supply เจอพอดี
ปัจจัยที่ห้าคือเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ที่ทำให้คนที่มาเต้นครั้งเดียวอยากกลับมาอีก ไม่ใช่แค่มาครั้งเดียวแล้วเบื่อ เมื่อมนุษย์เคลื่อนไหวไปพร้อมกันตามจังหวะดนตรี ร่างกายจะเกิดการ synchronization โดยอัตโนมัติ ทั้งการหายใจ การเต้นของหัวใจ และการเคลื่อนไหว สมองจะหลั่งเอนโดรฟินและออกซิโตซินมากกว่าการออกกำลังกายคนเดียว นี่คือเหตุผลที่คนเต้นเสร็จที่ลานนี้รู้สึกฟินกว่าคนวิ่งบนลู่ในยิมที่เผาผลาญแคลอรี่เท่ากัน ไม่ใช่เพราะคุณภาพของการออกกำลังกายต่างกัน แต่เพราะกลไกทางเคมีในสมองต่างกัน
ผลข้างเคียงคือกิจกรรมนี้กลายเป็นเหมือนการทำสมาธิในรูปแบบการเคลื่อนไหว ใช้จังหวะเพลงเป็นตัวพาจิตใจให้จดจ่อ ลดความเครียด สร้างสมดุลทางอารมณ์ ในยุคที่คนรุ่นใหม่บ่นเรื่อง burnout และความเหงาในเมืองใหญ่เป็นปัญหาระดับสาธารณสุข กิจกรรมที่ให้ทั้งการออกกำลังกาย ประสบการณ์ทางสังคม และการคลายเครียดในชั่วโมงเดียวกันโดยไม่ต้องจ่ายเงินคือสิ่งที่ตลาดต้องการอยู่ก่อนแล้ว
นั่นเป็นสาเหตุที่คนที่มาครั้งแรกมักจะกลับมาอีก และสาเหตุที่คนที่กลับมาชวนเพื่อนมา เพราะความรู้สึกหลังเต้นจบนั้นดีในแบบที่คำบรรยายก็พอ แต่ประสบการณ์ตรงชนะ
ปัจจัยที่หกคืออัลกอริธึมของ TikTok และเครือข่ายคนดังที่ขยายธรรมชาติของไวรัลให้ทวีคูณ คอนเทนต์ลานเต้นมีทุกอย่างที่ TikTok ชอบ คือเพลงจังหวะเร็ว การเต้นที่ทำตามได้ง่าย คนหลากหลายในเฟรมเดียว และอารมณ์บวกที่ส่งต่อได้ พอคลิปแรกติด อัลกอริธึมก็ดันคลิปต่อๆ มาให้คนเห็นมากขึ้น คนที่เห็นคลิปแล้วมาเต้นเองก็ถ่ายคลิปลง TikTok ต่อ กลายเป็นวงจรที่หล่อเลี้ยงตัวเองโดยไม่ต้องมีงบประมาณการตลาด
ตรงนี้เองที่เกิด "Taeyong Effect" เมื่อแทยง ลีดเดอร์ของวง NCT มาเต้นด้วยตัวเองแล้วชมว่าสนุกและท่าเต้นท้าทาย คลิปเดียวกระตุ้นให้แฟน K-Pop ทั่วประเทศและภูมิภาคอยากตามมาคัฟเวอร์บ้าง ตามมาด้วยดาด้า มิสแกรนด์กาฬสินธุ์ ที่ขึ้นเวทีโชว์ท่า B-Boy แบบ Top Rock ทำลายภาพจำที่ว่าแอโรบิคต้องเป็นท่าสามช่า ทุกครั้งที่คนดังมาเต้น คลิปใหม่ถูกผลิต อัลกอริธึมดันอีก คนเห็นอีก
และลานเต้นก็เต็มขึ้นอีก แต่สิ่งที่ทำให้กลไกนี้ทำงานได้คือคอนเทนต์ที่มันขยายไม่ใช่คอนเทนต์โฆษณา แต่เป็นคอนเทนต์ของคนจริงที่มาเต้นจริง อัลกอริธึมไม่ได้สร้างกระแส มันแค่ขยายกระแสที่มีอยู่แล้ว และกระแสที่มีอยู่แล้วนั้นเกิดจากห้าปัจจัยก่อนหน้า
ผลที่ตามมาคือคนเดินทางมาเต้นที่นี่จากทั่วประเทศ คุณแจ๊สจากจังหวัดกระบี่เดินทางมากรุงเทพแล้วบอกกรุงเทพธุรกิจว่าตั้งใจจะอยู่ยาวจนหลังสงกรานต์เพื่อมาเต้นที่นี่ทุกวัน เธอเล่าว่าที่กระบี่เธอเป็นสมาชิกชมรมแอโรบิคเหนือคลองอยู่แล้ว แต่ยังอยากมาดูบรรยากาศที่นี่เพราะเห็นในโซเชียลว่าคนเยอะและหลากหลายช่วงวัยมาก คุณเอ๋วัย 54 จากพระประแดงนั่งแท็กซี่คนเดียวค่ารถ 150 บาทมาออกกำลังกายครั้งแรกหลังเห็นข่าวในทีวี
เธอเล่าว่าตัวเองเคยมีคอเลสเตอรอลสูง 220 ไตรกลีเซอร์ไรด์ 323 มีโรคไขมัน กรดไหลย้อน เส้นเลือดขอด แต่ตอนนี้ทุกอย่างกลับมาเป็นปกติเพราะการออกกำลังกาย กลุ่มสามสาวอายุ 18-23 จากพระราม 3 เลิกงานสี่โมงเย็นแล้วนั่ง Grab มาเลย ใส่ชุดทำงานเข้าลานเต้นเพราะเห็นในข่าวแล้วรู้สึกว่าน่าสนุก อยากมาเจอคนเยอะๆ อยากเจอเพื่อนใหม่
เรื่องของคนเหล่านี้สำคัญเพราะมันบอกว่ากิจกรรมที่ดึงคนข้ามจังหวัด ข้ามเขต ข้ามช่วงวัย และข้ามสถานะเศรษฐกิจให้มาทำกิจกรรมเดียวกันโดยสมัครใจนั้นหายากมาก ผู้จัดงานส่วนใหญ่ต้องใช้เงินหลายล้านเพื่อให้ได้คนมาแค่ครึ่งเดียวของที่ลานสวนลุมได้ฟรี และคนเหล่านี้ไม่ได้มาเพราะถูกเชิญ พวกเขามาเพราะเห็นคลิปบนโซเชียลแล้วตัดสินใจเอง ซึ่งเป็นระดับของ commitment ที่เงินซื้อไม่ได้
LINE MAN Wongnai เห็นกระแสแล้วตัดสินใจลงทุนกว่า 1 ล้านบาทปรับปรุงเวที ติดตั้งระบบแสง สี เสียง และจอ LED มาตรฐานสากล ส่งมอบให้ผู้ว่าฯ ชัชชาติอย่างเป็นทางการเมื่อ 7 เมษายน 2569 โดย ยอด ชินสุภัคกุล CEO เป็นผู้ส่งมอบด้วยตัวเอง สิ่งที่น่าสังเกตคือบริษัทเข้ามาหลังกระแสเกิดขึ้นแล้ว ไม่ใช่ก่อน
นี่คือจุดที่แยกแบรนด์ที่อ่านจังหวะเป็นกับแบรนด์ที่อ่านไม่เป็น แบรนด์ที่อ่านไม่เป็นจะพยายามจุดประกายกระแสด้วยงบมหาศาล สร้างอีเวนต์ของตัวเอง เชิญอินฟลูเอนเซอร์ของตัวเอง และหวังว่าคนจะมา ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ค่อยได้ผล เพราะคนอ่านออกว่าอะไรคือของจริงและอะไรคือของจ้าง
ส่วนแบรนด์ที่อ่านเป็นจะมองหาสิ่งที่คนรักอยู่แล้ว แล้วเข้าไปสนับสนุนให้ใหญ่ขึ้นโดยไม่ขอเป็นพระเอก การลงทุน 1 ล้านบาทบนกระแสที่มี engagement 9.8 ล้านอยู่แล้วให้ ROI ที่สูงกว่าการใช้ 100 ล้านสร้างกระแสใหม่หลายเท่าตัว และที่สำคัญคือ LINE MAN ได้ภาพของแบรนด์ที่ "ช่วยเมือง" แทนที่จะเป็นแบรนด์ที่ "ขายของ" ซึ่งในยุคที่คนเริ่มเหนื่อยกับโฆษณา การวางตำแหน่งแบบนี้มีค่ามากกว่างบโฆษณา
บทเรียนที่คนทำธุรกิจควรเรียนจากปรากฏการณ์นี้จึงไม่ได้อยู่ที่ว่าทำอย่างไรให้สร้างกระแสไวรัลได้ เพราะกระแสไวรัลแท้ๆ สร้างไม่ได้จากบนลงล่าง สิ่งที่สร้างได้คือเงื่อนไขที่ทำให้กระแสเกิดขึ้นได้ คือการลด barrier to entry ให้ต่ำที่สุด การให้พื้นที่ที่เป็นของฟรีหรือเกือบฟรี การยอมให้คนที่ทำเพราะรักเป็นแกนหลัก
และการเข้ามาสนับสนุนหลังจากเห็นว่าอะไรกำลังติด ไม่ใช่ก่อน นี่คือโมเดลกลับด้านจากที่ MBA สอน ซึ่งมักสอนให้วางแผน execute แล้วค่อยวัดผล แต่กระแสที่มนุษย์จริงรักต้องเริ่มจากคนทำเพราะรัก แล้วค่อยวางแผนตามหลัง
แต่ประเด็นที่ใหญ่ที่สุดในเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่บทเรียนการตลาด ประเด็นที่ใหญ่กว่าคือสิ่งที่ปรากฏการณ์นี้บอกเกี่ยวกับการออกแบบเมือง กทม. มีลานแอโรบิคในรูปแบบเดียวกันรวม 38 จุดทั่วเมือง แต่มีไม่กี่จุดที่ดึงคนได้ระดับนี้ คำถามที่ควรถามคือ อะไรที่ทำให้สวนลุมพินีต่างจาก 37 จุดที่เหลือ คำตอบหลายส่วนอยู่ในปัจจัยที่กล่าวมาทั้งหมด คือมีผู้นำเต้นที่ดี มีเพลย์ลิสต์ที่ใช่ มีการออกแบบที่ลด barrier ให้ต่ำ
แต่อีกส่วนที่สำคัญไม่แพ้กันคือบทบาทของรัฐ ผู้ว่าฯ ชัชชาติพูดเองในพิธีรับมอบเวทีว่า "หัวใจสำคัญคือการร่วมมือของทุกภาคส่วน กิจกรรมที่เกิดขึ้นเป็นเพราะประชาชนร่วมมือกัน ครูสอนเต้นก็เป็นอาสาสมัคร" ประโยคนี้ฟังดูเป็นคำพูดการทูต แต่จริงๆ แล้วมันสรุปปรัชญาการบริหารเมืองที่ใช้ได้กับทุกอย่างตั้งแต่สวนสาธารณะไปจนถึงตลาด คือรัฐทำได้ดีที่สุดเมื่อรัฐรู้ว่าตัวเองไม่ใช่พระเอก
หน้าที่ของรัฐในโมเดลนี้คือเตรียมพื้นที่ให้ดี เปิดไฟ เปิดไมค์ เปิดให้คนเข้ามาทำสิ่งที่ตัวเองรัก แล้วถอยออกมา ถ้ารัฐพยายามเป็นผู้จัดงานเอง กำหนดเพลงเอง กำหนดเวลาเอง กำหนดผู้นำเต้นเอง ผลลัพธ์จะไม่เหมือนเดิม เพราะสิ่งที่ทำให้คนอยากมาคือความรู้สึกว่าพื้นที่นี้เป็นของเขา ไม่ใช่ของรัฐ พอกลายเป็นอีเวนต์รัฐที่มีหมายกำหนดการ คนหายเร็วกว่าที่มา
นี่คือโมเดลที่กลับด้านจากวิธีที่หน่วยงานรัฐส่วนใหญ่ทำงาน ซึ่งคือการคิดโครงการเอง จัดเอง แล้วประชาสัมพันธ์ให้คนมาร่วม และนั่นคือสาเหตุที่ 37 จุดที่เหลือในกรุงเทพไม่ดังเท่าสวนลุม ไม่ใช่เพราะพื้นที่ไม่ดี แต่เพราะไม่มีครูอนงค์ที่ทำเพราะรัก ไม่มีครูแมวที่ทำมา 25 ปี ไม่มีคนที่เลือกเพลงเพราะตัวเองสนุก และไม่มีการปล่อยให้สิ่งต่างๆ เกิดขึ้นเองโดยไม่พยายามควบคุม
สิ่งที่น่าสนใจที่สุดในปรากฏการณ์นี้คือมันแทบไม่มีใครเป็นเจ้าของเลย ไม่มีบริษัทไหนเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ ไม่มีหน่วยงานไหนได้เครดิต ไม่มีอินฟลูเอนเซอร์คนไหนเรียกได้ว่าเป็นผู้สร้าง มันเกิดขึ้นเพราะครูแมวขึ้นเวทีมา 25 ปี เพราะครูตุ๊กกับครูหน่อยมาแบ่งวันกันสอน เพราะครูอนงค์กับเพื่อนตัดสินใจตั้งกลุ่มเต้นข้างเวทีโดยไม่มีงบ เพราะคนเปิดเพลงเลือกเพลง Squid Game มาผสมในเซ็ต
เพราะแทยงบังเอิญแวะมาเต้น เพราะดาด้าโชว์ท่า B-Boy เพราะ TikTok algorithm เลือกที่จะดันคลิป เพราะคนหลักร้อยตัดสินใจมาในวันแรก แล้วร้อยกลายเป็นพัน ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อรัฐเตรียมพื้นที่ ภาคเอกชนสนับสนุนหลังกระแสติด อาสาสมัครทำเพราะรัก และคนธรรมดาตัดสินใจออกจากบ้าน ไม่มีใครคนใดคนหนึ่งสร้างได้ และนั่นคือเหตุผลที่ไม่มีใครก็อปได้ง่ายๆ
แหล่งที่มา
(กรุงเทพธุรกิจ - กนกพร โชคจรัสกุล).(2569).https://www.bangkokbiznews.com/lifestyle/judprakai/1229082
โฆษณา