11 พ.ค. เวลา 06:00 • ข่าวรอบโลก

🗃️ พ่อที่รัก - คำสารภาพหลังความตาย (Father's Love - A Confession After Death)

ตอนที่ 7 : เขาแค่โกรธ (He Was Just Angry)
🇸🇬 ประเทศ: สาธารณรัฐสิงคโปร์
🏛️ ศาล: Court of Appeal of the Republic of Singapore
📂 เลขคดี: Criminal Appeal No 5, 19 และ 23 of 2022 (รวม 3 สำนวน)
🧑‍⚖️ วันที่พิพากษา: 1 กรกฎาคม 2567 (2024)
👤 ตัวละครในตอนนี้ (นามสมมติ)
👨🏻‍🦰 ฮาซิก บิน ราชดาน (Haziq bin Rashdan)
"จำเลย" และตัวละครหลักของซีรีส์นี้ ในตอนนี้เขาจะได้ขึ้นแท่นพยานและเผชิญกับคำถามที่หนักที่สุดในคดีทั้งหมด เขาเป็นชายที่ยอมรับว่าตัวเองทำ แต่ปฏิเสธว่าตัวเองไม่ได้ตั้งใจให้มันรุนแรงถึงขนาดนั้น และในตอนนี้เราจะได้เห็นว่าคำพูดของเขาในวันที่ 3 กันยายน ซึ่งเป็นวันถัดจากการเสียชีวิตของ "นูร์ ไอชะห์" กลับมาหลอกหลอนเขาอย่างไรในห้องพิจารณาคดี
👮‍♂️ ผู้ช่วยผู้กำกับการ ซุลกิฟลี บิน ฮามิด (ASP Zulkifli bin Hamid)
นักสืบตำรวจอาวุโสที่รับผิดชอบคดีนี้ตั้งแต่ต้น เขาเป็นผู้ที่บันทึกคำให้การของ "ฮาซิก" ในวันที่ 3 กันยายน ซึ่งเป็นวันที่ "ฮาซิก" ถูกจับกุม เขาเป็นชายวัย 50 ต้นๆ ทำงานในกรมสอบสวนมาตลอดชีวิตการทำงาน เขาขึ้นให้การในฐานะพยานของฝ่าย "โจทก์" และยืนยันว่าคำที่ปรากฏในบันทึกนั้นคือคำที่ "ฮาซิก" พูดออกมาจริงๆ ในวันนั้น เขาจดทุกอย่างลงไปตามที่ได้ยิน ไม่ได้แต่งเติมหรือตีความเพิ่มเติม
👩🏾‍⚖️ นาดิรา กฤษณัน (DPP Nadira Krishnan)
อัยการที่ในตอนนี้จะแสดงให้เห็นถึงความสามารถที่แท้จริงของเธอในการโต้แย้ง เธอถือบันทึกคำให้การของ "ฮาซิก" ไว้ในมือและรู้ดีว่าสิ่งที่เขียนอยู่ในนั้นคือกุญแจสำคัญ เธอจะใช้คำของ "ฮาซิก" เองมาพิสูจน์ว่าเขาไม่ได้แค่โกรธและทำไปโดยสัญชาตญาณ แต่เขามีเจตนาชัดเจนตั้งแต่แรก
👨🏻‍⚖️ คุณฟาเบียน โลห์ (Mr. Fabian Loh)
ทนาย "จำเลย" ที่ในตอนนี้ต้องรับมือกับสิ่งที่ยากที่สุด นั่นคือการปกป้องลูกความที่คำให้การของตัวเองนั้นดูเหมือนจะขัดแย้งกับสิ่งที่เขาพยายามจะโต้แย้งในศาล เขาจะต้องทำให้ผู้พิพากษาเชื่อว่าคำว่า "เล็ง" ในบันทึกนั้นไม่ใช่คำที่ "ฮาซิก" ใช้จริงๆ หรืออย่างน้อยก็ไม่ได้หมายความว่าเขามีเจตนาในแบบที่อัยการตีความ
👨🏼‍⚖️ ผู้พิพากษา รัมลัน อิสกันดาร์ (Justice Ramlan Iskandar)
ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นที่ในตอนนี้จะต้องชั่งน้ำหนักระหว่าง 2 เวอร์ชันของความจริงที่ขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิง เขาเป็นคนที่เชื่อในการวิเคราะห์หลักฐานอย่างรอบด้านก่อนตัดสิน และในคดีนี้เขาจะต้องตัดสินใจครั้งสำคัญที่จะมีผลต่อชีวิตของทุกคนที่เกี่ยวข้อง และผลของการตัดสินใจนั้นจะถูกท้าทายในชั้นอุทธรณ์
🎭 เมื่อ "เจตนา" กลายเป็นสนามรบ
ในระบบกฎหมายอาญา การพิสูจน์ว่าใครทำอะไรนั้นยากแล้ว แต่การพิสูจน์ว่าคนๆ นั้น "ตั้งใจ" ทำอย่างไรนั้นยากกว่ามาก
เพราะ "เจตนา" คือสิ่งที่อยู่ในจิตใจ มองไม่เห็น จับต้องไม่ได้ และไม่มีเครื่องมือใดในโลกที่สามารถวัดมันได้โดยตรง ศาลจึงต้องอนุมาน "เจตนา" จากสิ่งที่มองเห็นได้
นั่นคือการกระทำ คำพูด สถานการณ์โดยรอบ และบริบทของเหตุการณ์ทั้งหมด ในคดีนี้ประเด็นเรื่องเจตนาคือหัวใจที่แท้จริงของการต่อสู้ เพราะ "ฮาซิก" ยอมรับว่าเขา "ผลัก" และ "เตะ" นูร์ ไอชะห์ แต่เขาปฏิเสธว่าเขามีเจตนาจะก่อบาดแผลที่รุนแรงถึงขนาดนั้น
และถ้าศาลเชื่อเขา เขาก็จะพ้นจากข้อหาฆาตกรรมและถูกตัดสินในข้อหาที่เบากว่า แต่ถ้าศาลไม่เชื่อ เขาจะต้องรับโทษที่หนักที่สุดที่กฎหมายสิงคโปร์มีอยู่
📝 บันทึกที่เขียนด้วยมือของเขาเอง
วันที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2561 หนึ่งวันหลังจาก "นูร์ ไอชะห์" เสียชีวิต "ฮาซิก" ถูกจับกุมและนำตัวไปสอบสวน
ผู้ช่วยผู้กำกับการ "ซุลกิฟลี บิน ฮามิด" เป็นผู้บันทึกคำให้การในวันนั้น "ฮาซิก" พูด และ "ซุลกิฟลี" จดลงไปทุกคำ บันทึกนั้นระบุไว้ชัดเจนว่า...
"ผมใช้ขาขวาเตะท้องเธอ 2 ครั้ง เหตุที่ผมเล็งที่ท้องเพราะเธอมีปัญหาเรื่องการขับถ่ายมาตลอด ผมอยากสั่งสอนเธอ"
คำว่า "เล็ง" ในบันทึกนั้นสั้นมาก แต่มันหนักเป็นพิเศษ เพราะในภาษากฎหมายและภาษาทั่วไป การที่คนบอกว่าตัวเองเล็งไปที่ส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายนั้นหมายความว่าเขาตั้งใจ เขาเลือก เขาไม่ได้ทำโดยสัญชาตญาณหรือโดยบังเอิญ
และนั่นคือสิ่งที่ "DPP นาดิรา" ถือไว้ในมือของเธอในวันที่เธอลุกขึ้นเพื่อซักถาม "ฮาซิก" ในห้องพิจารณา
🎯 วันที่ฮาซิกขึ้นแท่นพยาน
เมื่อถึงวันที่ "ฮาซิก" ขึ้นแท่นพยาน บรรยากาศในห้องพิจารณาเปลี่ยนไปอย่างสัมผัสได้ เขาแต่งตัวสุภาพ นั่งตรง มองไปที่ "คุณฟาเบียน" ในตอนแรกเมื่อทนายของตัวเองถามคำถาม และตอบอย่างช้าๆ ระมัดระวัง
เขาอธิบายว่าในวันที่ 1 กันยายน เขาโกรธมากเมื่อเห็นพื้นเปียกซ้ำอีกครั้ง และเมื่อเขา "ผลัก" และ "เตะ" นูร์ ไอชะห์นั้น มันเป็นการกระทำที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและเกิดจากความโกรธที่ควบคุมไม่ได้ เขาไม่ได้คิดล่วงหน้า ไม่ได้วางแผน และไม่ได้ตั้งใจจะก่อบาดแผลภายใน
เขาแค่โกรธ และทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมากจนเขาไม่ได้ตั้งใจ "เล็ง" ไปที่ส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายเธอเป็นพิเศษ
"คุณฟาเบียน" พยักหน้าหลังทุกคำตอบและถามต่อด้วยคำถามที่สร้างภาพของชายที่สูญเสียการควบคุมชั่วขณะ ไม่ใช่ชายที่มีเจตนาจะฆ่า
⚡ เมื่อ "DPP นาดิรา" ลุกขึ้นพร้อมกระดาษในมือ
จากนั้น "DPP นาดิรา" ลุกขึ้นจากที่นั่งพร้อมกระดาษแผ่นหนึ่งในมือ เธอเดินไปยืนหน้าแท่นพยานในระยะที่ห้องพิจารณาเงียบลงอย่างเห็นได้ชัด เธอไม่รีบ เธอมอง
ฮาซิก" อยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเริ่มถาม
เธอถามเขาว่าเขาให้การต่อ "ASP ซุลกิฟลี" ในวันที่ 3 กันยายนหรือไม่
เขาตอบว่า "ใช่"
เธอถามว่าคำให้การนั้นบันทึกอย่างถูกต้องหรือไม่
เขาลังเลเล็กน้อยก่อนจะตอบว่าส่วนใหญ่ "ใช่"
จากนั้นเธอหยิบกระดาษขึ้นมาและอ่านออกเสียงดังๆ ในห้องพิจารณาว่า...
"ผมใช้ขาขวาเตะท้องเธอ 2 ครั้ง เหตุที่ผม 'เล็ง' ที่ท้องเพราะเธอมีปัญหาเรื่องการขับถ่ายมาตลอด ผมอยากสั่งสอนเธอ"
เธอวางกระดาษลงและมอง "ฮาซิก" ตรงๆ แล้วถามว่า "คุณพูดคำว่า 'เล็ง' จริงหรือไม่"
🔥 "ผมไม่ได้ใช้คำนั้น"
"ฮาซิก" ตอบโดยไม่ลังเลว่าเขาไม่ได้ใช้คำว่า "เล็ง" เขาบอกว่าเขาไม่รู้ว่าคำนั้นเข้ามาในบันทึกได้อย่างไร เขาพูดในความหมายที่ว่าเขา "เตะ" ไปในทิศทางของเธอ ไม่ได้หมายความว่าเขา "เล็ง" เป้าหมายอย่างตั้งใจ
"DPP นาดิรา" ถามต่อว่าถ้าเขาไม่ได้ใช้คำว่า "เล็ง" แล้ว "ASP ซุลกิฟลี" เอาคำนั้นมาจากไหน
"ฮาซิก" บอกว่าเขาไม่ทราบ อาจเป็นความเข้าใจผิด อาจเป็นการตีความของผู้บันทึก
"DPP นาดิรา" พยักหน้าแล้วหันไปขอให้ "ASP ซุลกิฟลี" ขึ้นแท่นพยานยืนยัน
"ซุลกิฟลี" ขึ้นมาและระบุอย่างชัดเจนว่าเขาบันทึกทุกอย่างตามที่ "ฮาซิก" พูดออกมาในวันนั้นโดยตรง เขาไม่ได้แต่งเติม ไม่ได้ตีความ และคำว่า "เล็ง" นั้นคือคำที่ "ฮาซิก" ใช้จริงๆ
ในห้องพิจารณาขณะนั้น ทุกคนรู้ดีว่ามีคนหนึ่งที่ไม่ได้พูดความจริง แต่ไม่มีใครพูดออกมาตรงๆ
⚖️ ศาลชั้นต้นชั่งน้ำหนักอย่างไร
"ผู้พิพากษารัมลัน" ฟังทุกอย่างและในที่สุดก็ตัดสินในประเด็นนี้ว่าแม้ "ฮาซิก" จะใช้คำว่า "เล็ง" ในบันทึกวันที่ 3 กันยายน แต่คำนั้นไม่ได้ปรากฏอีกในคำให้การชุดถัดๆ มาของเขา ซึ่งล้วนระบุว่าเขา "เตะ" โดยไม่ได้กล่าวถึงการ "เล็ง" เป้าหมาย
ผู้พิพากษาจึงให้น้ำหนักกับคำในบันทึกวันแรกนั้นน้อยลง โดยมองว่าอาจเป็นการใช้คำที่ไม่ได้สะท้อนเจตนาที่แท้จริง
เหตุผลสำคัญอีกประการคือผู้พิพากษาเชื่อว่าการ "เตะ" นั้นเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและเป็นผลของความโกรธที่พุ่งพล่าน ไม่ใช่การกระทำที่วางแผนไว้ล่วงหน้า
และในมุมมองของศาลชั้นต้น ความโกรธที่ทำให้คนกระทำโดยสัญชาตญาณนั้นอาจไม่ถึงระดับของ "เจตนา" ที่กฎหมายต้องการสำหรับข้อหาฆาตกรรม ซึ่งนั่นคือจุดที่ศาลอุทธรณ์จะเห็นต่างออกไปอย่างสิ้นเชิงในภายหลัง
🧩 ความแตกต่างที่สำคัญระหว่าง "ทำโดยโกรธ" กับ "ไม่มีเจตนา"
นี่คือจุดที่กฎหมายอาญาแตกต่างจากความเข้าใจทั่วไปอย่างมาก คนทั่วไปอาจคิดว่าถ้าทำอะไรไปด้วยความโกรธโดยไม่ได้วางแผน นั่นแปลว่า "ไม่มีเจตนา"
แต่ในทางกฎหมายอาญานั้น "ความโกรธ" และ "เจตนา" ไม่ได้ขัดแย้งกัน คนที่โกรธและทำร้ายผู้อื่นก็ยังถือว่ามีเจตนาได้ เพราะเขาเลือกที่จะยกมือขึ้น เลือกที่จะเตะ เลือกทิศทาง และใช้แรง ทุกขั้นตอนเหล่านั้นเป็นการตัดสินใจที่เกิดขึ้นในจิตใจ แม้จะเป็นเสี้ยววินาทีก็ตาม
ความแตกต่างที่กฎหมายให้ความสำคัญคือระหว่าง "ตั้งใจทำการกระทำนั้น" กับ "ตั้งใจให้ผลร้ายแรงที่สุดเกิดขึ้น" ซึ่งในคดีนี้ศาลอุทธรณ์จะชี้ชัดในภายหลังว่ากฎหมายต้องการแค่อย่างแรก ไม่ใช่อย่างหลัง
😔 เมื่อผู้พิพากษาชั้นต้นเชื่อในสิ่งที่ศาลอุทธรณ์จะไม่เห็นด้วย
ในท้ายที่สุด "ผู้พิพากษารัมลัน" ในศาลชั้นต้นพบว่า "ฮาซิก" ขาดเจตนาที่จำเป็นสำหรับข้อหาฆาตกรรม เขาเชื่อว่าการ "เตะ" เกิดขึ้น "โดยสัญชาตญาณ" ในความโกรธ ไม่ใช่การกระทำที่ตั้งใจจะก่อบาดแผลรุนแรง
เขาเชื่อว่าการที่ "ฮาซิก" ถาม "ไอชะห์" ว่าเจ็บตรงไหนหลังจาก "เตะ" แสดงให้เห็นว่าเขาไม่รู้ว่าการ "เตะ" ของเขาไปลงที่จุดไหน
และนั่นหมายความว่าเขาไม่ได้ตั้งใจ "เล็ง" ที่ท้อง และผู้พิพากษายังตีความว่าการที่เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นเร็วมากนั้นทำให้ยากที่จะสรุปว่า "ฮาซิก" มีเวลาพอที่จะตั้งใจก่อเจตนาได้
คำตัดสินของเขาคือ "ฮาซิก" ผิดฐานทำร้ายร่างกายสาหัสซึ่งมีโทษจำคุก 9 ปีและเฆี่ยน 12 ที แต่พ้นจากข้อหาฆาตกรรม
"DPP นาดิรา" ได้ยินคำตัดสินนั้นแล้วนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นเธอหยิบปากกาขึ้นมาและเขียนสั้นๆ ลงในสมุดของเธอว่า "อุทธรณ์"
⏭️ สู่ตอนถัดไป
คำตัดสินของ "ผู้พิพากษารัมลัน" ในศาลชั้นต้นนั้นไม่ใช่จุดสิ้นสุดของเรื่องนี้ แต่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการต่อสู้ครั้งใหม่ที่สำคัญกว่า
เพราะในตอนถัดไป เราจะได้เห็นปฏิกิริยาของทุกฝ่ายต่อคำตัดสินนั้น ได้เห็นว่า "DPP นาดิรา" ยื่นอุทธรณ์อย่างไร และได้ทำความเข้าใจกับคำถามที่สำคัญที่สุดในคดีนี้ที่ยังไม่ได้รับคำตอบ
นั่นคือถ้าชายคนหนึ่ง "เตะ" เด็กหญิงวัย 4 ขวบตัวเล็ก 2 ครั้งด้วยเท้าเปล่าในห้องน้ำแคบๆ โดยบอกว่าเขา "เล็งที่ท้อง" เพื่อสั่งสอน แต่อ้างว่าไม่ได้ตั้งใจให้มันรุนแรง กฎหมายควรจะเชื่อเขาหรือไม่ และคณะผู้พิพากษา 3 ท่านของศาลอุทธรณ์สิงคโปร์จะตอบคำถามนั้นว่าอย่างไร
โฆษณา