11 พ.ค. เวลา 05:00 • ข่าวรอบโลก

🗃️ พ่อที่รัก - คำสารภาพหลังความตาย (Father's Love - A Confession After Death)

ตอนที่ 6 : 3 เหตุที่ไม่อาจโทษ (Three Causes That Cannot Be Blamed)
🇸🇬 ประเทศ: สาธารณรัฐสิงคโปร์
🏛️ ศาล: Court of Appeal of the Republic of Singapore
📂 เลขคดี: Criminal Appeal No 5, 19 และ 23 of 2022 (รวม 3 สำนวน)
🧑‍⚖️ วันที่พิพากษา: 1 กรกฎาคม 2567 (2024)
👤 ตัวละครในตอนนี้ (นามสมมติ)
👩‍⚕️ ดร.ปริยา แนร์ (Dr. Priya Nair)
กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการบาดเจ็บในเด็ก ชาวสิงคโปร์เชื้อสายอินเดีย วัย 40 กว่าๆ เธอทำงานในโรงพยาบาลรัฐบาลมากกว่า 50 ปีและเคยให้ความเห็นในคดีที่เกี่ยวข้องกับการบาดเจ็บในเด็กมาหลาย 10 คดี เธอขึ้นให้การในฐานะพยานผู้เชี่ยวชาญของฝ่าย "โจทก์" ในประเด็นเฉพาะเกี่ยวกับกลไกการบาดเจ็บในเด็กเล็ก เธอพูดช้าๆ ชัดเจน และเลือกคำอย่างระมัดระวัง เพราะเธอรู้ดีว่าทุกคำที่เธอพูดในห้องนี้จะถูกนำไปตีความโดยทั้ง 2 ฝ่าย
👨🏻‍⚕️ ดร.ฟารุค อุสมาน (Dr. Farouk Osman)
นิติแพทย์อาวุโสที่ขึ้นให้การไปแล้วในตอนก่อนหน้า ในตอนนี้เขาถูกเรียกกลับขึ้นแท่นพยานเพื่อตอบคำถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับประเด็นที่ยังไม่ชัดเจน โดยเฉพาะในเรื่องของบาดแผลที่อาจเกิดจาก CPR และลักษณะของบาดแผลก่อนและหลังความตาย เขายังคงสงบและแม่นยำเหมือนเดิม ราวกับว่าห้องพิจารณาที่เต็มไปด้วยความตึงเครียดนั้นไม่ได้มีผลอะไรกับเขาเลย
👨🏻‍⚖️ คุณฟาเบียน โลห์ (Mr. Fabian Loh)
ทนายความฝ่าย "จำเลย" ที่ได้รับการแนะนำตัวไปในตอนก่อนหน้าแล้ว ในตอนนี้เขาอยู่ในโหมดที่เข้มข้นที่สุดของการทำงาน เพราะนี่คือหัวใจของกลยุทธ์การต่อสู้คดีของเขา การที่เขาจะพิสูจน์ว่ามีสาเหตุอื่นนอกจากการกระทำของ "ฮาซิก" ที่อาจมีส่วนก่อให้เกิดบาดแผลนั้น หมายความว่าเขาต้องผ่านด่านของพยานผู้เชี่ยวชาญ 2 คนนี้ให้ได้ก่อน
👩🏾‍⚖️ นาดิรา กฤษณัน (DPP Nadira Krishnan)
อัยการที่นั่งฟังการซักค้านของฝ่าย "จำเลย" อย่างตั้งใจ เธอจดบันทึกทุกคำตอบของพยาน เพราะรู้ดีว่าในการถามกลับ เธอจะต้องปิดช่องโหว่ทุกช่องที่ทนาย "จำเลย" พยายามเปิดออก ในตอนนี้เธอดูเงียบกว่าปกติ แต่ความเงียบนั้นไม่ใช่ความอ่อนแอ มันคือการสะสมพลังสำหรับสิ่งที่จะต้องพูดต่อไป
👨🏼‍⚖️ ผู้พิพากษา รัมลัน อิสกันดาร์ (Justice Ramlan Iskandar)
ผู้พิพากษาที่นั่งบนบัลลังก์และฟังทุกอย่างด้วยสีหน้าที่แทบไม่เปลี่ยนแปลง เขาถามคำถามเป็นระยะเมื่อต้องการความชัดเจน และจดบันทึกลงในสมุดที่เขาพกติดตัวมาตลอด ทุกคนในห้องรู้ว่าเขาเป็นคนที่ตัดสินช้าแต่รอบคอบ และนั่นหมายความว่าคดีนี้จะใช้เวลาไม่น้อย
👨🏻‍🦰 ฮาซิก บิน ราชดาน (Haziq bin Rashdan)
"จำเลย" ที่นั่งอยู่ที่ที่นั่ง "จำเลย" ตลอดการพิจารณา ในตอนนี้เขาดูตื่นตัวกว่าปกติเล็กน้อย เพราะเขารู้ว่าสิ่งที่ทนายของเขากำลังทำอยู่นั้นคือความหวังหลักในการต่อสู้คดี และเขาจับตาดูทุกอย่างในห้องด้วยความระมัดระวัง
🏛️ เช้าวันที่ศึกแห่งวิทยาศาสตร์เริ่มต้น
เช้าวันนั้นในห้องพิจารณาคดีมีบรรยากาศที่แตกต่างออกไปจากวันก่อนๆ ทนายจำเลย "คุณฟาเบียน" วางแผนมาอย่างดี และทุกคนในห้องรับรู้ได้ถึงความตั้งใจนั้นจากท่าทางของเขาที่ดูมีพลังและมีทิศทางมากกว่าปกติ
วันนี้คือวันที่เขาจะหยิบเอา "สาเหตุแวดล้อม" ทั้ง 3 ประการที่เขาปูพื้นมาตั้งแต่การซักค้าน "ดร.ฟารุค" มาขยายให้เต็มที่ผ่านพยานผู้เชี่ยวชาญคนใหม่
"DPP นาดิรา" นั่งตรงข้ามโดยมีแฟ้มเอกสารหนาวางเรียงอยู่หน้าเธอ เธอรู้ว่าวันนี้เธอจะต้องตอบโต้อย่างแม่นยำและรวดเร็ว เพราะถ้าทนาย "จำเลย" สามารถสร้างความสงสัยในใจของผู้พิพากษาได้แม้เพียงข้อเดียวจาก 3 ประเด็นนั้น มันอาจเป็นประตูที่เปิดทางให้ "ฮาซิก" หลุดจากข้อหาที่หนักที่สุดได้
👶 ประเด็นที่ 1 - เมื่อแฝดตัวเล็กกลายเป็นประเด็นในศาล
"คุณฟาเบียน" เริ่มต้นด้วยประเด็นที่ดูน่าสงสารที่สุดใน 3 ประเด็น นั่นคือเรื่องของลูกแฝดวัย 1 ขวบ 9 เดือนที่นั่งทับและกระโดดบนท้องของ "นูร์ ไอชะห์" ในคืนวันที่ 1 กันยายน
เขาเรียก "ดร.ปริยา แนร์" ขึ้นแท่นพยานและถามอย่างละเอียดถี่ถ้วนว่าน้ำหนักของเด็กวัยนั้น ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 11 กิโลกรัมต่อคน รวมกับการกระโดดและนั่งทับ จะสามารถก่อให้เกิดแรงกระแทกที่รุนแรงพอที่จะทำให้เกิดบาดแผลภายในในช่องท้องของเด็กวัย 4 ขวบที่มีน้ำหนักตัวเพียง 12 กิโลกรัมได้หรือไม่
เขาหยิบคำให้การของ "ซาเฟีย" ที่บอกว่าเห็นแฝดนั่งทับและกระโดดหลายครั้งมาอ่านออกเสียงในห้องพิจารณา และตั้งคำถามว่าถ้าเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นจริงและเกิดขึ้นหลายครั้ง ทำไมศาลจึงจะตัดความเป็นไปได้ที่มันจะมีส่วนในการก่อบาดแผลออกไปได้อย่างง่ายดาย
"ดร.ปริยา" ฟังคำถามอย่างตั้งใจก่อนจะตอบว่าในความเชี่ยวชาญของเธอ เด็กวัยนั้นที่นั่งทับหรือกระโดดบนเด็กอีกคนนั้นไม่ถือเป็นกิจกรรมที่มีแรงกระแทกสูง เพราะเด็กวัย 4 ขวบนั้นมีความสามารถในการเบี่ยงตัวหรือต่อต้านได้ในระดับหนึ่ง และขนาดของบาดแผลที่พบในร่างของ "ไอชะห์" นั้นสูงกว่าที่การกระทำของแฝดจะก่อให้เกิดได้อย่างมีนัยสำคัญ
นอกจากนี้ "ฮาซิก" เองก็เคยให้การต่อตำรวจว่าเขามองว่าเหตุการณ์แฝดเล่นกับ "ไอชะห์" นั้น "แค่เด็กเล่นกันตามประสาเด็ก ไม่ได้น่าเป็นห่วง" ซึ่งยิ่งเป็นการยืนยันว่าแม้แต่ "จำเลย" เองก็ไม่ได้มองว่าเหตุการณ์นั้นรุนแรงพอที่จะก่อบาดแผลขนาดนั้น
🫀 ประเด็นที่ 2 - CPR ที่ผิดวิธีและเส้นแบ่งระหว่างก่อนและหลังความตาย
ประเด็นที่ 2 ที่ "คุณฟาเบียน" หยิบขึ้นมานั้นละเอียดอ่อนกว่าและต้องการความรู้ทางการแพทย์ในการทำความเข้าใจ นั่นคือประเด็นเรื่องการทำ CPR ของ "ฮาซิก" ในเช้าวันที่ 2 กันยายน
เป็นที่ทราบกันในคดีนี้ว่า "ฮาซิก" ทำ CPR ผิดวิธีโดยใช้ 2 มือแทนที่จะใช้ 2 นิ้วตามคำแนะนำสำหรับเด็กเล็ก และมีประเด็นด้วยว่าเขากดที่หน้าอกหรือที่หน้าท้อง
"คุณฟาเบียน" ตั้งคำถามว่าการทำ CPR ผิดวิธีด้วย 2 มือบนร่างของเด็กเล็กนั้น อาจส่งผลต่อบาดแผลภายในที่พบในการชันสูตรได้หรือไม่
"ดร.ฟารุค" ที่ถูกเรียกกลับขึ้นแท่นพยานตอบว่าแม้การทำ CPR ด้วย 2 มือบนเด็กเล็กจะมีโอกาสทำให้เกิดแรงกดในช่องท้องได้ แต่สิ่งสำคัญที่ต้องเข้าใจคือ CPR จะถูกทำก็ต่อเมื่อผู้ป่วยหยุดหายใจและหัวใจหยุดเต้นแล้ว
ซึ่งหมายความว่าการไหลเวียนโลหิตหยุดลงแล้วก่อนที่ CPR จะเริ่มต้น บาดแผลใดๆ ที่เกิดจาก CPR จึงจัดเป็นบาดแผลที่เกิดขึ้นหลังความตายหรือในระหว่างกระบวนการเสียชีวิต
ในขณะที่บาดแผลที่เขาพบและบันทึกในรายงานการชันสูตรนั้นคือบาดแผลที่เกิดขึ้นก่อนความตาย มีเลือดซึมเข้าเนื้อเยื่อ มีการตอบสนองของร่างกายต่อการบาดเจ็บ ซึ่งเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าบาดแผลเหล่านั้นเกิดขึ้นในขณะที่ร่างกายยังมีชีวิตและยังมีการไหลเวียนโลหิต
ความแตกต่างระหว่างบาดแผล "ก่อน" และ "หลัง" ความตายนั้นเป็นสิ่งที่นิติแพทย์สามารถระบุได้จากการตรวจสภาพเนื้อเยื่อ และในกรณีนี้ผลชัดเจนว่าบาดแผลหลักทั้งหมดเป็นบาดแผลก่อนความตาย
🤢 ประเด็นที่ 3 - เมื่อการอาเจียนถูกหยิบขึ้นมาเป็นข้อต่อสู้
ประเด็นที่ 3 ที่ "คุณฟาเบียน" หยิบขึ้นมาคือเรื่องของการอาเจียนซ้ำๆ ของ "นูร์ ไอชะห์" ตลอดคืนวันที่ 1 กันยายนและในช่วงเช้าตรู่ของวันที่ 2 กันยายน
เขาถาม "ดร.ปริยา" ว่าการอาเจียนซ้ำๆ นั้นจะเพิ่มแรงดันในช่องท้องหรือไม่ และแรงดันนั้นอาจทำให้บาดแผลภายในที่มีอยู่แล้วรุนแรงขึ้นหรือไม่
"ดร.ปริยา" ยอมรับในคำถามแรกว่า "ใช่" การอาเจียนจะเพิ่มแรงดันในช่องท้อง และถ้ามีบาดแผลภายในอยู่แล้ว การเพิ่มแรงดันนั้นอาจทำให้บาดแผลแย่ลงได้ในทางทฤษฎี
"คุณฟาเบียน" เงยหน้าจากเอกสารด้วยสีหน้าที่ดูพึงพอใจ แต่ก่อนที่เขาจะได้พูดต่อ "ดร.ปริยา" ก็พูดต่อด้วยตัวเองว่าอย่างไรก็ตาม การอาเจียนนั้นไม่ใช่สาเหตุอิสระของบาดแผล เพราะการที่เธออาเจียนนั้นคือการตอบสนองของร่างกายต่อการบาดเจ็บภายในที่ได้รับมาก่อนแล้ว
กล่าวคือการบาดเจ็บจากการ "เตะ" ทำให้เกิดบาดแผลและเลือดออกในช่องท้อง และร่างกายของเธอตอบสนองต่อบาดแผลนั้นด้วยการอาเจียน
การอาเจียนจึงเป็นผลของบาดแผล ไม่ใช่สาเหตุของมัน และถ้าจะพูดให้ถูกต้อง การอาเจียนนั้นก็ยังเป็นผลสืบเนื่องจากการกระทำของ "ฮาซิก" ในท้ายที่สุด
⚖️ เมื่อศาลปิดประตูทีละบาน
"ผู้พิพากษารัมลัน" ฟังคำให้การของพยานผู้เชี่ยวชาญทั้ง 2 คนและการซักค้านของทั้ง 2 ฝ่ายอย่างละเอียดถี่ถ้วน เขาถามคำถามเพิ่มเติมเป็นระยะเพื่อให้แน่ใจว่าเขาเข้าใจทุกประเด็นอย่างถ่องแท้ก่อนที่จะเดินหน้าต่อ
ในท้ายที่สุด เมื่อพิจารณาจากคำให้การของพยานผู้เชี่ยวชาญทั้งหมดแล้ว ศาลชั้นต้นจะสรุปว่าสาเหตุแวดล้อมทั้ง 3 ประการที่ทนาย "จำเลย" นำเสนอนั้นมีผลต่อบาดแผลภายในของ "นูร์ ไอชะห์" อย่างน้อยมากหรือแทบไม่มีเลย
ประตูบานแรก ที่ว่า แฝดกระโดดทับเป็นสาเหตุหลักนั้นถูกปิดด้วยคำให้การของ "ดร.ปริยา" ที่ยืนยันว่าไม่ใช่กิจกรรมที่มีแรงกระแทกสูงพอ
ประตูบานที่ 2 ที่ว่า CPR ก่อบาดแผลนั้นถูกปิดด้วยหลักการทางการแพทย์ที่ว่าบาดแผลจาก CPR จะเป็นบาดแผลหลังความตายเท่านั้น
และประตูบานที่ 3 ที่ว่า การอาเจียนเป็นสาเหตุอิสระนั้นถูกปิดด้วยเหตุผลว่าการอาเจียนนั้นเป็นผลของบาดแผล ไม่ใช่ต้นตอของมัน
🧠 บทเรียนกฎหมายที่ซ่อนอยู่ในตอนนี้
สำหรับผู้อ่านที่ไม่ได้เรียนกฎหมาย สิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนี้มีความสำคัญต่อการทำความเข้าใจกระบวนการยุติธรรมอย่างมาก
ในระบบกฎหมายอาญา อัยการมีหน้าที่พิสูจน์ความผิดของจำเลย "โดยปราศจากข้อสงสัยที่สมเหตุสมผล" และ "จำเลย" ไม่ต้องพิสูจน์ว่าตัวเองบริสุทธิ์ สิ่งที่ทนาย "จำเลย" ต้องทำคือสร้างความสงสัยนั้น ไม่ใช่พิสูจน์ความบริสุทธิ์
ดังนั้นการหยิบเอาสาเหตุแวดล้อมขึ้นมาถามนั้นคือกลยุทธ์ที่ถูกต้องและชาญฉลาดในทางกฎหมาย อย่างไรก็ตาม กลยุทธ์จะได้ผลก็ต่อเมื่อสาเหตุแวดล้อมนั้นมีน้ำหนักพอที่จะทำให้เกิดความสงสัยได้จริง
และในคดีนี้ พยานผู้เชี่ยวชาญตอบคำถามทุกข้อด้วยความชัดเจนทางวิทยาศาสตร์ที่ทำให้ความสงสัยนั้นแทบไม่มีที่ยืน
😤 ความตึงเครียดในห้องพิจารณาเมื่อประตูทุกบานปิดลง
เมื่อการพิจารณาในวันนั้นใกล้จะสิ้นสุด บรรยากาศในห้องพิจารณาหนักขึ้นอย่างเห็นได้ชัด "คุณฟาเบียน" กลับไปนั่งที่โต๊ะด้วยสีหน้าที่ยังคงนิ่ง แต่ทุกคนในห้องรู้ว่า 3 ประเด็นที่เขาเตรียมมาอย่างดีนั้นไม่ได้ผลเหมือนที่เขาหวัง
"DPP นาดิรา" จดบันทึกสุดท้ายแล้วพับแฟ้มด้วยท่าทีที่ดูโล่งขึ้นกว่าตอนเช้า
"ผู้พิพากษารัมลัน" มองลงไปที่บันทึกของเขาและพยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะประกาศเลื่อนการพิจารณาไปยังวันถัดไป
และที่มุมห้อง "ฮาซิก" มองตามทนายของเขาที่เก็บเอกสารด้วยสายตาที่อ่านยาก อาจจะเป็นความกังวล อาจจะเป็นการรอคอย หรืออาจจะเป็นบางสิ่งที่ลึกกว่านั้นที่ไม่มีใครสามารถอ่านออกได้จากภายนอก
⏭️ สู่ตอนถัดไป
ประตู 3 บานปิดลงแล้ว แต่การต่อสู้ยังไม่สิ้นสุด เพราะในตอนถัดไป เราจะเข้าสู่หัวใจที่แท้จริงของคดีนี้ นั่นคือการต่อสู้เรื่อง "เจตนา" ซึ่งเป็นประเด็นที่ซับซ้อนและละเอียดอ่อนที่สุดในกฎหมายอาญา
"คุณฟาเบียน" มีไพ่ใบสำคัญเหลืออยู่ นั่นคือข้อโต้แย้งว่า "ฮาซิก" ไม่ได้ตั้งใจจะก่อบาดแผลขนาดนั้น เขาแค่โกรธและทำไปโดยสัญชาตญาณ เขาไม่รู้ว่ามันจะรุนแรงถึงขนาดนี้
และ "ผู้พิพากษารัมลัน" จะเห็นด้วยกับข้อโต้แย้งนี้หรือไม่นั้น คือคำถามที่จะกำหนดว่า "ฮาซิก" จะถูกตัดสินในข้อหาฆาตกรรมหรือเพียงแค่ทำร้ายร่างกายสาหัส และนั่นคือความแตกต่างระหว่าง "โทษประหารชีวิต" หรือ "จำคุกตลอดชีวิต" กับ "โทษจำคุก 9 ปี"
โฆษณา