เมื่อวาน เวลา 17:18 • การเมือง

ล่าเรื่องร้อน รู้ให้ลึก EP.18 ช่องแคบวัดใจ ศึกทรัมป์VSอิหร่าน

สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน สงครามอิหร่านเข้าสู่วันที่ 48 แล้วในขณะนี้การเจรจาก็มีข่าวออกมาว่าล้มเหลว แทบจะแสวงหาสันติภาพร่วมกันยาก สหรัฐฯยังคงนำกำลังรบกรีฑาทัพถล่มอิหร่านต่อไปทำให้สงครามในขณะนี้ยังคงร้อนแรงยิ่งฤดูร้อนในประเทศไทย
สหรัฐฯหรืออิหร่าน ใครกันแน่ที่กำลังเป็นใหญ่ในตะวันออกกลาง แล้วใครจะเป็นจ้าวแห่งการทำสงครามทางทะเล "ล่าเรื่องร้อน รู้ให้ลึก" ในวันนี้จะเป็นการไขที่มาว่าทำไมสหรัฐฯ ยังคงต้องปิดช่องแคบฮอร์มุซ แล้วเรื่องราวนับจากนี้จะเป็นอย่างไร ไปติดตามกันครับ
สหรัฐฯ เริ่มปฏิบัติการที่เรียกว่า "Naval Blockade" หรือการปิดล้อมทางทะเล เพื่อตัดท่อน้ำเลี้ยงเศรษฐกิจของอิหร่านหลังจากเจรจาทางการทูตล้มเหลว
กองทัพเรือสหรัฐฯ เลือกใช้เรือพิฆาตชั้น USS Arleigh Burke 4-6 ลำ เป็นหัวหอกในการลาดตระเวน แทนการใช้เรือบรรทุกเครื่องบินขนาดใหญ่ที่มีความเสี่ยงเกินไปในช่องแคบที่กว้างเพียง 21 ไมล์ทะเล โดยมีการทำงานร่วมกับ เรือดำน้ำชั้น Virginia ที่คอยซุ่มโจมตีอยู่ใต้น้ำเพื่อจัดการกับเรือดำน้ำชั้น Kilo ของกองทัพเรืออิหร่านหากมีการเคลื่อนไหว
ทางด้านอิหร่านใช้ชัยภูมิที่ได้เปรียบของเกาะต่างๆ เป็นฐานที่มั่นในการควบคุมเส้นทางเดินเรือ โดยใช้ยุทธวิธี หมาป่ารุมกินโต๊ะด้วยฝูงเรือเร็วขนาดเล็กติดอาวุธและโดรนพลีชีพเพื่อโจมตีเรือสินค้าและเรือรบของสหรัฐฯทุกลำ
อย่างไรก็ตามอุปสรรคที่อันตรายที่สุดสำหรับสหรัฐฯ ไม่ใช่เพียงขีปนาวุธ แต่คือ ทุ่นระเบิดทางทะเล ที่อิหร่านวางไว้ทั่วช่องแคบ
สหรัฐฯ จึงส่งเรือ Littoral Combat Ship หรือ LCS ซึ่งทำหน้าที่เป็นเรือแม่ปล่อยโดรนกวาดล้างทุ่นระเบิดที่สามารถดำลงไปค้นหาและทำลายล้างทุ่นระเบิดที่ฝังอยู่ใต้น้ำได้อย่างปลอดภัย
ขณะที่ใต้น้ำมีเรือดำน้ำโจมตีชั้น USS Virginia คอยซุ่มปฏิบัติการอยู่ที่ความลึก 400 ฟุต เพื่อจัดการกับเรือดำน้ำชั้น Kilo ของอิหร่านและขัดขวางการวางทุ่นระเบิดในร่องน้ำลึก
ยุทธการกวาดล้างทุ่นระเบิดด้วยระบบสมัยใหม่ถือว่าเป็นความแปลกใหม่ในภูมิภาคนี้ แน่นอนว่าทุ่นระเบิดทางทะเลถือเป็นอุปสรรคที่อันตรายที่สุด ดังนั้นสหรัฐฯ จึงใช้ เรือ LCS ทำหน้าที่เป็นฐานบินลอยน้ำสมัยใหม่ ซึ่งจะจอดอยู่นอกเขตอันตรายและปล่อยโดรนออกมาทำงานในสงครามครั้งนี้
ไม่ใช่แค่การใช้โดรน common unmanned surface vehicle (CUSV) ลากโซนาร์สแกนพื้นทะเล การใช้โดรน Knife Fish ดำลงไปตรวจจับและทำลายทุ่นระเบิดที่ฝังอยู่ใต้ทะเล กองทัพเรือสหรัฐฯยังมีการใช้เฮลิคอปเตอร์ปราบเรือดำน้ำ MH-60 Seahawk บินสแกนหาทุ่นระเบิดที่ลอยอยู่ ในสงครามนี้กองทัพเรือสหรัฐฯ ใช้ระบบ Unmanned Influence Sweep System หรือ UISS เพื่อเลียนแบบสัญญาณเสียงและแม่เหล็กของเรือรบขนาดใหญ่เพื่อหลอกให้ทุ่นระเบิดระเบิดตัวเองอย่างปลอดภัย
ในสงครามอิหร่านทุ่นระเบิดถือเป็นภัยคุกคามที่ใหญ่ที่สุดในการเข้าโจมตีชายฝั่งมากกว่าขีปนาวุธเสียอีก เพราะเป็นอุปกรณ์ที่ราคาถูกแต่มีอำนาจทำลายล้างสูงและตรวจจับได้ยาก การล่องลอยอย่างไร้ทิศทางด้วยฝีมือของกองทัพอิหร่าน ส่งผลให้วางทุ่นระเบิดที่ไว้ทั่วช่องแคบจำนวนหนึ่งลอยเข้าไปในน่านน้ำของประเทศอาหรับเพื่อนบ้าน ซึ่งสร้างความเสี่ยงในวงกว้างต่อเรือที่สัญจรผ่านไปมา
อิหร่านใช้เรื่องทุ่นระเบิดเป็นข้ออ้างในการบังคับให้เรือทุกลำต้องขออนุญาตก่อนผ่านช่องแคบ และเรียกเก็บค่าผ่านทางในราคาสูง นอกจากกองทัพเรืออิหร่านแล้วกองกำลัง IRGC ใช้เรือเร็วติดอาวุธแอบวางทุ่นระเบิดขวางหน้าเรือสินค้าที่กำลังเดินเรืออยู่ เพื่อบีบให้เรือหยุดหรือสร้างความเสี่ยงต่อการที่ท้องเรือจะกระแทกกับระเบิดจนพัง
แต่ทว่าเมื่อกองทัพเรือสหรัฐเข้ามีอิทธิพล สหรัฐฯสามารถเคลียร์เส้นทางเดินเรือใหม่ในร่องน้ำลึกที่ไม่ต้องเข้าใกล้ชายฝั่งอิหร่าน ทำให้เรือสินค้าบางส่วนสามารถเดินทางผ่านออกมาได้โดยไม่ต้องผ่านการควบคุมหรือเสียค่าผ่านทางให้อิหร่าน
เช่นเดียวกับการทำสงครามความเสียเปรียบที่รุนแรงที่สุดคือการที่เศรษฐกิจของอิหร่านถูกล็อคตายจากการปิดล้อมทางทะเลของสหรัฐฯ ซึ่งสามารถระงับการค้าได้ 100% ภายใน 36 ชั่วโมง รายได้ 90% ของอิหร่านมาจากการส่งออกน้ำมันผ่านเกาะคาร์กและ IRGC เองก็ได้รับประโยชน์โดยตรงจากโควตาน้ำมันถึง 1 ใน 3
เมื่อถูกบล็อกรายได้มหาศาลนี้จึงหายไปทันที
ธนาคารเซปาซึ่งเป็นธนาคารหลักของ IRGC ประสบปัญหาขาดสภาพคล่องอย่างหนักจนไม่มีเงินจ่ายเงินเดือนให้ทหาร อีกทั้งทหาร IRGC ได้รับเงินเดือนต่ำกว่าเส้นความยากจนกล่าวคือประมาณ 80-200 ดอลลาร์ต่อเดือน การขาดรายได้จากการปิดล้อมอาจทำให้ความภักดีของกองกำลังสั่นคลอน ทางด้านประธานาธิบดีอิหร่านยอมรับว่าประเทศอยู่ห่างจากจุดล้มละลายเพียงไม่กี่สัปดาห์หากยังถูกตัดเส้นทางรายได้เช่นนี้
ปัจจุบันมีรายงานว่าอิหร่านสูญเสียคลังขีปนาวุธและโดรนไปแล้วประมาณ 33% หรือ 1 ใน 3 จากการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอล
ส่วนเรือเร็วติดอาวุธที่อิหร่านภาคภูมิใจถูกจัดการได้ง่ายด้วยเครื่องบินโจมตีและสนับสนุนทางอากาศโดยใกล้ชิด A-10 และเฮลิคอปเตอร์โจมตี Apache ที่ใช้ปืนกลและขีปนาวุธความแม่นยำสูง
เช่นเดียวกับอุโมงค์และบังเกอร์ของอิหร่านที่อาจไม่ปลอดภัยอีกต่อไป เมื่อกองทัพอากาศสหรัฐฯ มีระเบิด GBU-72 Deep Penetrator ขนาด 5,000 ปอนด์ ที่สามารถเจาะทะลุคอนกรีตเสริมเหล็กหนา 20 ฟุต เพื่อทำลายคลังแสงใต้ดินของอิหร่านได้อย่างสิ้นเชิง
แม้สงครามอิหร่านจะสร้างความเสียหายต่อประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลาง แต่สงครามก็ได้ขยายรอยร้าวภายในรัฐบาลอิหร่านให้ลึกขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการปะทะทางอำนาจอย่างหนักระหว่างรัฐบาลฝ่ายบริหารและ IRGC เกี่ยวกับสิทธิ์ในการตัดสินใจเจรจากับสหรัฐฯ อีกทั้งยังมีรายงานว่าประชาชนและผู้สนับสนุนระบอบเดิมบางส่วนเริ่มออกมาประท้วงและกล่าวหาผู้นำบางคนว่าทรยศต่อประเทศ ไม่เพียงเท่านี้หลังจากการสูญเสียผู้นำระดับสูง อำนาจเริ่มเคลื่อนย้ายไปสู่การควบคุมทางทหารเต็มรูปแบบ ซึ่งสร้างความไม่แน่นอนในทิศทางการบริหารประเทศ
แม้ว่าอิหร่านจะครองความได้เปรียบทางชัยภูมิผ่านหมู่เกาะต่างๆ ในช่องแคบฮอร์มุซ แต่สหรัฐฯ ได้ใช้ยุทธวิธีปิดล้อมทางทะเลหรือ Naval Blockade ที่เข้มงวดเพื่อสกัดกั้นเส้นทางการค้าและน้ำมันของอิหร่าน
เมื่อสหรัฐใช้ยุทธวิธีนี้กดดัน อิหร่านจึงจำเป็นต้องใช้เกาะสำคัญ 3 แห่งเป็นฐานปฏิบัติการเพื่อควบคุมเส้นทางเดินเรือที่แคบและจำกัด เช่น เกาะลารัก (Larak Island) ทำหน้าที่เป็นผู้คุมช่องแคบ หรือ Choke Point Enforcer ตั้งอยู่ตรงจุดที่แคบที่สุดของเส้นทางเดินเรือสากล ใช้เป็นฐานปล่อยเรือเร็วโจมตีเพื่อเข้าประชิดเรือสินค้าในเวลาเพียงไม่กี่นาที
เกาะเกชม์ (Kish Island) ซึ่งเป็นศูนย์กลางทางการทหารที่ใหญ่ที่สุดของอิหร่านเปรียบเสมือนค้อนเหล็ก โดยภายในเกาะมีเครือข่ายอุโมงค์ใต้ดินและฐานยิงขีปนาวุธต่อต้านเรือรบแบบเคลื่อนที่ และเกาะอาบูมูซาเป็นด่านหน้าหรือ Forward Outpost สำหรับแจ้งเตือนภัยล่วงหน้า โดยมีเรดาร์ตรวจจับเรือรบของพันธมิตรและเรือสินค้าก่อนจะเข้าสู่เขตช่องแคบ
แม้จะมีเกาะที่ติดตั้งอาวุธหนัก แต่กองทัพอิหร่านกลับเสียเปรียบอย่างหนักจากมาตรการนี้ ไม่ว่าจะเป็นรายได้จากการส่งออกน้ำมันผ่านเกาะคาร์ก ซึ่งคิดเป็น 90% ของการส่งออกน้ำมันอิหร่านถูกระงับโดยสิ้นเชิง
พร้อมทั้งสหรัฐฯ สั่งห้ามเรือทุกลำที่แวะจอดหรือจ่ายค่าผ่านทางให้อิหร่านผ่านพื้นที่อ่าวโอมาน ทำให้เรือพาณิชย์ส่วนใหญ่เลือกที่จะใช้เส้นทางที่สหรัฐฯ เคลียร์ไว้ให้แทน เมื่อน้ำมันขายไม่ได้ กองกำลัง IRGC ที่ควบคุมเกาะเหล่านี้ก็เริ่มขาดรายเดือนและประสบปัญหาถังแตก จนไม่มีเงินจ่ายเงินเดือนทหาร
ในขณะที่สถานการณ์การปิดล้อมทางทะเลบริเวณช่องแคบฮอร์มุซกำลังตึงเครียด กองทัพอากาศบาห์เรนก็ได้ก้าวเข้าสู่สมรภูมิอย่างเป็นทางการ โดยมีบทบาทสำคัญในการปกป้องอธิปไตยและแหล่งพลังงานของตนเองจากการโจมตีของอิหร่าน
กองทัพอากาศบาห์เรนได้ส่งเครื่องบินขับไล่รุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง F-16 Viper ขึ้นปฏิบัติการ ซึ่งถือเป็นการออกงานครั้งแรกของเครื่องบินรุ่นนี้ในการสกัดกั้นโดรนของอิหร่าน ในภารกิจนี้บาห์เรนใช้ขีปนาวุธ AIM-9X Sidewinder ซึ่งเป็นขีปนาวุธนำวิถีอากาศสู่อากาศด้วยความร้อนระยะใกล้ ราคาประมาณ 17 ล้านบาท ในการยิงโดรนอิหร่านตกเป็นลำแรก
การทำลายโดรนลำที่สองมีการใช้ขีปนาวุธอากาศสู่อากาศพิสัยไกล AIM-120C ซึ่งมีราคาสูงถึงประมาณ 80 ล้านบาท จนเป็นผลสำเร็จ แม้จะถูกวิจารณ์ว่าใช้ขีปนาวุธราคาแพงไปจัดการกับโดรนราคาถูก แต่สำหรับบาห์เรนถือว่าคุ้มค่า เพราะหากโดรนเหล่านี้หลุดไปโจมตีแหล่งเก็บน้ำมัน ความเสียหายจะมหาศาลกว่ามาก
เดิมทีกลุ่มประเทศอาหรับรวมถึงบาห์เรนพยายามวางตัวเป็นกลางและไม่ให้สหรัฐฯ หรืออิสราเอลใช้ผ่านน่านฟ้า
แต่สถานการณ์เปลี่ยนไปเนื่องจากการขยายวงโจมตีของอิหร่าน หลังจากที่กองทัพอิหร่านไม่สามารถยิงถล่มอิสราเอลได้โดยตรง จึงหันมาโจมตีแหล่งพลังงาน น้ำมัน และก๊าซของชาติอาหรับรอบอ่าวเปอร์เซียที่มีความเปราะบางกว่าแทน เพื่อสร้างความเดือดร้อนให้แก่โลกจากการขาดแคลนพลังงาน
เพราะฉะนั้นการถูกโจมตีทำให้ชาติอาหรับรู้ซึ้งว่าการอยู่เฉยๆ ไม่ช่วยให้รอดพ้นจากภัยสงคราม บาห์เรนจึงต้องหันเข้าหาความร่วมมือกับสหรัฐฯ มากขึ้นเพื่อการป้องกันตนเอง
ล่าสุดอาจารย์ดร. ศราวุฒิ อารีย์ นักวิชาการด้านตะวันออกกลาง ออกมาให้ข้อมูลว่าอิหร่านเป็นผู้ขอเจรจาหลังจากที่การปิดล้อมทางทะเลของสหรัฐฯ ดำเนินไปได้ประมาณ 23 ชั่วโมง โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นผู้เปิดเผยว่าอิหร่านได้ติดต่อขอพูดคุย และการเจรจาจะเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง ซึ่งเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากที่การเจรจามาราธอนนาน 21 ชั่วโมงที่ปากีสถานก่อนหน้านี้ประสบความล้มเหลวเนื่องจากตกลงกันไม่ได้ในประเด็นนิวเคลียร์
ในขณะนี้รัฐบาลสหรัฐฯ กำลังพิจารณาอย่างจริงจังที่จะเปิดการ เจรจารอบที่ 2 โดยคาดว่าเจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดี จะเป็นผู้นำทีมเจรจาอีกครั้งหากมีการตกลงกันได้ก่อนที่กำหนดเวลาการหยุดยิงจะหมดลง ฝ่ายสหรัฐฯยื่นเงื่อนไขว่าอิหร่านต้องประพฤติตัวเป็นรัฐปกติหรือ Normal State โดยต้อง ยุติโครงการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์อย่างเบ็ดเสร็จ และหยุดสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธ สอดคล้องกับรายงานของสื่อตะวันตกว่าอิหร่านขอเสนอพักโครงการนิวเคลียร์เป็นเวลา 5 ปี แต่สหรัฐฯ ต่อรองขอเป็น 20 ปี
แรงกดดันจากการปิดล้อมด้วยการสร้างกำแพงเหล็กกลางทะเลของสหรัฐฯ อาจารย์ดร.ศราวุฒิมองว่าสามารถระงับการค้าทางทะเลของอิหร่านได้ 100% ภายใน 36 ชั่วโมง ส่งผลให้อิหร่านเผชิญภาวะเศรษฐกิจล้มละลายและไม่มีเงินจ่ายเงินเดือนทหาร IRGC จึงทำให้อิหร่านต้องเร่งหาทางออกทางการทูตเพื่อความอยู่รอดของระบอบ
ท่านมีการกล่าวเพิ่มเติมว่าการเจรจารอบใหม่ยังเผชิญอุปสรรคจากรอยร้าวภายในอิหร่านเองระหว่างรัฐบาลฝ่ายบริหารที่ต้องการเจรจากับกองกำลัง IRGC ที่หัวแข็งไม่ชอบการเจรจา เน้นแต่การสนับสนุนให้รัฐบาลเดินหน้าในเรื่องโครงการนิวเคลียร์และการพัฒนาขีปนาวุธโจมตีชาติตะวันออกกลาง
สงครามอิหร่านที่กำลังดำเนินอยู่ในขณะนี้ทำให้การส่งออกน้ำมันโลกระส่ำระส่าย ในขณะที่ทรัมป์นั้นก็ยังไม่ยอมที่จะรับน้ำคำเจรจาจากอิหร่าน หากสงครามนี้ไม่จบเศรษฐกิจโลกอาจอยู่ในภาวะปั่นป่วนเมื่อน้ำมันจากที่นี่ขาดแคลน ส่วนการปิดล้อมอิหร่านของสหรัฐฯทำให้เปลวไฟความขัดแย้งยังคงลุกโชนต่อไปและอาจร้อนแรงยิ่งกว่าเดิมจากการที่อิหร่านขยายพื้นที่การทำสงครามไปเป็นวงกว้าง สำหรับวันนี้ขอลาไปก่อน สวัสดีครับ
Credit บทความและภาพประกอบ
อาจารย์ดร. ศราวุฒิ อารีย์
ทันโลกกับ THAI PBS
M Channel
Elisha Smith
หม่อมหลวงณัฏฐกรณ์ เทวกุล
The Times of Israel
Reuters
Zona Militar
Guus Winter
Jonathan Verschuuren
Erwin van Dijkman
TnnThailand
AITelly
Tom Koetsier
Jacob Marshall
Sebastian Sowa
เรียบเรียงโดย : เจฟฟ์ ยุโรป
โฆษณา