16 เม.ย. เวลา 10:15 • ปรัชญา

การพิจารณาธรรม ไม่ใช่การนั่งหลับตา"คิด"แต่เป็นการ"เห็น"สภาวะต่างๆที่เกิดขึ้น ตามความเป็นจริง

"การพิจารณาธรรม" เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่
สำคัญมากๆในการบรรลุธรรม
    การพิจารณาธรรมเป็นพื้นฐานของ
วิปัสสนา และมีหลักเกณฑ์ในการที่จะ
ต้องใช้ในการ"พิจารณา" ไม่ใช่นั่งหลับตาคิดเอาเองแบบมั่วๆ คนไม่ได้ศึกษาเรื่องนี้จะไม่รู้ ต้องศึกษาอย่างละเอียด
การพิจารณาไม่ใช่ การไปนั่งคิดค้น คาดเดา หรือจินตนาการเอาเองในเรื่องธรรมะ
แต่เป็นการ "เห็น" สภาวะที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง ณ.ขณะนั้นๆ และต้องเห็นแบบต่อเนื่อง จึงจะบรรลุธรรมได้เร็ว
หลักในการพิจารณาคือ "วิปัสสนาญาณ"
ซึ่งมีอยู่ใน ปฏิสัมภิทามรรค ขุททกนิกาย
เรื่องนี้สำคัญมาก ที่ศาสนาพุทธบ้านเรา
เสื่อมก็เพราะความไม่รู้ในเรื่องวิปัสสนาญาณนี่แหละและคนธรรมดา จะต้องศึกษาและรู้ได้ คือวิปัสสนาญาณ 10 ซึ่งถ้าปฏิบัติได้สมบูรณ์ จน"รู้แจ้ง"ในวิปัสสนาญาณทั้ง10นี้ ก็คือคนที่บรรลุโสดาปัตติมรรค หรือคนที่บรรลุโสดาปัตติมรรค ก็คือคนที่รู้แจ้งในวิปัสสนาญาณ 10 นั่นเอง
ส่วนที่นำมาสอนกันร้อยกว่าปีมานี้ ก็เพียง
แค่นำชื่อ "วิปัสสนา" มาใช้ โดยไม่มีใส้ใน
แล้วก็นั่งหลับตาออกมาพูดกันมั่ว สอนกันทั่ว จนเกิดสำนักต่างๆ นับพันนับหมื่น ในรอบร้อยกว่าปีมานี้ พวกนี้แหละที่พระองคเรียกว่า "พวกแจวเรือบนบก"
  จึงน่าเห็นใจคนปัจจุบัน นับแสนๆคน ที่ไม่รู้ หลงไปปฏิบัติตามสำนักต่างๆ ไม่ว่าจะสำนักใดก็ตาม จะไม่มีโอกาส ก้าวเข้าสู่คลองแห่งกุศลธรรมได้ เพราะผิดมาตั้งแต่การก่อตั้งสำนักต่างๆแล้ว  "มรรค"มีหนทางเดียวเรียกว่า "เอกายนมรรค" ถ้าปฏิบัติถูกจะเหมือนกันและตรงกันทั้งหมด
เพราะฉะนั้น ถ้าร้อยสำนัก สอนกันร้อยวิธี
ถ้าสอนตรงสักหนึ่งสำนัก ที่เหลือจะผิดทั้ง
หมด และที่ถูกก็จะต้องตรงตามคำสอนใน
เรื่องวิปัสสนาญาณ
ดังนั้นพวกที่สอนวิปัสสนาทั้งหมด คือพวกแจวเรือบนบก เป็น"มิจฉาทิฏฐิ"และ
พวกนี้แหละที่เป็นผู้ว่ายากไปแล้ว สอนไม่ได้แล้วเพราะตั้งตนเป็นผู้สอนไปแล้ว หล่นจากพระธรรมวินัยไปแล้ว ทั้งๆที่รู้ตนเองว่า
ไม่ได้บรรลุธรรมอะไร แต่ก็เอาสิ่งที่ตนไม่
"รู้แจ้ง" ไปสอนชักนำผู้อื่น นี่คือการทำร้ายผู้คน ยิ่งสอนโดยมีลาภสักการะเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยแล้ว ก็คือ พวกปรารถนาลามกนั่นเอง บวชมายี่สิบสามสิบปี ก็ทำบาปมายี่สิบสามสิบปี ทำร้ายผู้คนมาเท่านั้น
ดังนั้นจะเน้นว่า การพิจารณาธรรม ไม่ใช่
การไปนั่งหลับตา "คิด" แต่เป็นการเพ่งดู
การเกิด-ดับ ของสภาวะธรรม
  แค่ประโยคเดียวของพระพุทธเจ้าก็ทำให้คนบรรลุธรรมได้แล้ว เช่น "พิจารณาสังขารทั้งปวงโดยความไม่เที่ยง" ถ้าพิจารณาได้ตรงตามคำสอนนั่นแหละจะบรรลุธรรมได้ แต่ไปฟังพวกนี้เอาพูดเป็นชม. ร้อยคนก็พูดร้อยอย่างในเรื่องเดียวกันนี่แหละส่วนเกินของศาสนาพุทธ ที่มีมานานนับร้อยปีในเมืองไทย
ก็จะเน้นย้ำสำหรับคนรุ่นใหม่ การศึกษา
ธรรมะ ทั้งหมดต้องมีหลักธรรมกำกับอยู่
ทุกเรื่อง มีที่มาที่ไปที่อ้างได้ คือพึ่งคำสอน
ของพระพุทธเจ้า หรือมี theory นั่นเอง
จะมีโอกาสที่เข้าถึงธรรมได้ คือถ้าไม่มี
หลักธรรมแล้วก็คือพวกแจวเรือบนบก
และที่แนะนำมาตลอดคือ การอ่านพระ
สูตรสำคัญๆด้วยตนเอง คือ
   ธรรมจักรกัปวัตนสูตร
   อนัตตลักขณะสูตร
   สามัญญผลสูตร
   ฉวิโสธนสูตร
ถ้าได้อ่านแล้วจะเข้าใจว่า การศึกษาและฝึกฝนต้องถึงพร้อมทั้ง "ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ" แล้วถ้า
ศึกษามาอย่างนี้ ก็จะพูดได้อย่างเดียวกัน
ในเรื่องเดียวกัน และตรงตามคำสอน
นี่คือ concept ในการศึกษา ไม่ใช่เชื่อ
ตามๆกันมา แบบหลวงปู่ หลวงตาสมัยก่อน
ที่เราไม่เคยรู้ว่าคนเหล่านี้ ศึกษาเรื่องอะไร
ศึกษามาจากไหน ก็กราบไหว้กันไป เพราะเห็นว่าบวชมานาน
นี่แหละที่ปิดกั้นปัญญาตนเอง จนไม่เคยได้ยินคำสอนว่าให้เข้าถึงด้วยปัญญาอันยิ่งของตนเองพระแก่ๆที่ไม่รู้ธรรมก็มีมากเต็มประเทศ บางคนแม้กระทั่งศีลของพระก็ยังไม่รู้จักก็มีมาก
ดังนั้น การมีตนเป็นประทีป มีตนเป็นที่พึ่ง
ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง เป็นคำสอนที่ทำให้มนุษย์มีความกล้าหาญ ที่จะะไม่ต้องเชื่อใครง่ายๆ ในคำสอนของพระองค์ แม้กระทั่งจะมีพระอรหันต์มาสอน ก็ให้สอบสวนดูด้วยตนเองกับพระธรรมวินัยอีกครั้ง จึงจะมีโอกาสเข้าถึงธรรม อย่างถูกต้อง คนรุ่นใหม่ควรศึกษาเรื่องนี้ให้ดี....
...........สวัสดี........
โฆษณา