Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
ด.ดล Blog
ยืนยันแล้ว
•
ติดตาม
วันนี้ เวลา 02:09 • ยานยนต์
หายนะ Autopilot เมื่อชีวิตคนกำลังกลายเป็นหนูทดลองของ Tesla
เป็นเวลาเกือบหนึ่งทศวรรษที่บริษัทระดับโลกอย่าง Tesla ได้ให้คำมั่นสัญญาต่อสาธารณชนเกี่ยวกับสุดยอดเทคโนโลยีแห่งอนาคต…
เรามักจะได้ยินผู้บริหารระดับสูงออกมาประกาศซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าเทคโนโลยีรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติจะพร้อมใช้งานในปีหน้า หรือภายในสิ้นปีนี้
ผู้คนทั่วโลกต่างเฝ้ารอคอยที่จะได้สัมผัสกับนวัตกรรมที่จะมาพลิกโฉมวิถีชีวิตของมนุษยชาติ
แต่โลกก็ได้เห็นความจริงที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังคำโฆษณาเหล่านั้น มีภาพวิดีโอจากลูกค้าจำนวนมากที่ถูกเผยแพร่ออกมาบนโลกอินเทอร์เน็ต ที่เผยให้เห็นเหตุการณ์ชวนระทึกเมื่อระบบคำนวณการเลี้ยวผิดพลาดจนเกือบเกิดอุบัติเหตุร้ายแรง
รถยนต์พุ่งทะยานด้วยความเร็วที่เกินกว่าป้ายจำกัดความเร็วบนท้องถนนโดยที่ผู้ขับขี่ไม่ได้ตั้งใจ…
นักวิจัยด้านความปลอดภัยยานยนต์ถึงกับออกมาเปรียบเปรยว่า
หากวงการนี้คือระบบการศึกษาตั้งแต่ชั้นอนุบาลจนถึงมัธยมปลาย
สิ่งที่กำลังทดสอบกันอยู่บนถนนหลวงตอนนี้คงมีระดับสติปัญญาเทียบเท่ากับเด็กประถมหนึ่งเท่านั้น
แต่สิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าความไม่สมบูรณ์ของเทคโนโลยี คือการที่บริษัทเลือกนำเทคโนโลยีที่ยังอยู่ในขั้นทดลองไปจำหน่ายให้กับผู้คนนับแสนรายบนท้องถนนจริง…
พวกเขาตั้งชื่อเรียกสิ่งที่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์นี้ด้วยคำที่ดูยิ่งใหญ่และน่าเชื่อถือว่า “Autopilot” และ “Full Self-Driving”
การใช้ชื่อที่สร้างความมั่นใจขั้นสุดนี้ ถือเป็นกลยุทธ์การเดิมพันที่ทำให้พวกเขาพุ่งทะยานกลายเป็นหนึ่งในบริษัทที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลก…
แต่ในโลกของธุรกิจและชีวิตจริง ช่องว่างระหว่างคำโฆษณากับความเป็นจริงมักจะมีราคาที่ต้องจ่ายเสมอ และบางครั้งราคานั้นก็แลกมาด้วยชีวิต
เพื่อที่จะทำความเข้าใจว่าทำไมอนาคตทั้งหมดของบริษัทรถยนต์ไฟฟ้าแห่งนี้ถึงต้องมาแขวนอยู่บนเทคโนโลยีที่อาจจะยังไม่มีอยู่จริง เราต้องย้อนกลับไปดูจุดเริ่มต้น…
ในยุคก่อนหน้านี้ ภาพจำของรถยนต์ไฟฟ้าคือยานพาหนะที่ดูน่าเบื่อ ไม่น่าตื่นเต้น และมักจะถูกมองว่าเป็นเพียงรถยนต์ทดลองอย่าง Chevy Volt
แต่เมื่อ Elon Musk ก้าวเข้ามา เขาก็ได้เปลี่ยนเกมนี้ไปตลอดกาล รถยนต์ไฟฟ้ากลายเป็นสัญลักษณ์ของความล้ำสมัยที่ดูเท่และโฉบเฉี่ยวยิ่งกว่ารถสปอร์ตหรูอย่าง Porsche…
ความสำเร็จแค่นั้นยังไม่เพียงพอที่จะตอบสนองวิสัยทัศน์ของผู้ก่อตั้งได้ การเป็นเพียงบริษัทผลิตรถยนต์ทั่วไปไม่สามารถผลักดันมูลค่าบริษัทให้ไปไกลกว่าที่เป็นอยู่
สิ่งที่เขาต้องการคือการสร้างเครือข่ายยานยนต์ไร้คนขับขนาดยักษ์ ที่จะมาปฏิวัติระบบขนส่งของโลกใบนี้…
มีการประกาศกร้าวว่า Game Changer ที่แท้จริงระหว่างการเป็นบริษัทที่มีมูลค่ามหาศาล กับการเป็นบริษัทที่มีมูลค่าเหลือศูนย์ คือความสามารถในการทำให้รถยนต์ขับเคลื่อนตัวเองได้สำเร็จ
ตลาดหุ้น Wall Street ขานรับวิสัยทัศน์นี้อย่างบ้าคลั่ง นักลงทุนต่างมองว่าบริษัทนี้ได้หลุดพ้นจากข้อจำกัดของอุตสาหกรรมยานยนต์แบบดั้งเดิมไปแล้ว…
ปัญหาเดียวที่เปรียบเสมือนรอยร้าวเล็กๆ ใต้ฐานราก คือพวกเขาในตอนนั้นยังไม่มีเทคโนโลยีที่ว่านี้อยู่ในมือเลย
ในขณะที่บริษัทคู่แข่งทุ่มเทเวลาหลายปีทดสอบเทคโนโลยีอย่างระมัดระวังในพื้นที่ปิด บริษัทนี้กลับเลือกทางลัดที่สุ่มเสี่ยงที่สุด…
พวกเขาเลือกปล่อยซอฟต์แวร์เวอร์ชันทดสอบออกไปให้ลูกค้าใช้งานจริงบนถนนสาธารณะ และเก็บรวบรวมข้อมูลเหล่านั้นกลับมาประมวลผล
เมื่อเวลาผ่านไป บริษัทอื่นๆ เริ่มพัฒนาระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติจนไล่ตามมาติดๆ
สิ่งที่เกิดขึ้นคือการตัดสินใจครั้งประวัติศาสตร์ที่ทำให้เรื่องราวเริ่มเดินเข้าสู่หายนะ…
ทางบริษัทตัดสินใจว่าแนวทางปฏิบัติของคนทั้งวงการนั้นเป็นสิ่งที่ผิดพลาด พวกเขาเชื่อมั่นว่าจะสามารถสร้างระบบที่ดีกว่าได้ในต้นทุนที่ถูกกว่ามหาศาล
ผู้เชี่ยวชาญระดับสูงในวงการหุ่นยนต์อัตโนมัติออกมาให้ความเห็นว่า สิ่งที่บริษัทนี้กำลังทำโดยการพึ่งพาเซ็นเซอร์เพียงชนิดเดียวนั้น ถือเป็นการสวนทางกับทฤษฎีทุกบทบนโลก…
เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนขึ้น เราต้องมาดูแนวทางของบริษัทคู่แข่งอย่าง Waymo ซึ่งถือเป็นผู้นำด้านความปลอดภัยในอุตสาหกรรมนี้
รถยนต์ของ Waymo จะติดตั้งอุปกรณ์ขนาดใหญ่บนหลังคาที่เรียกว่า “LIDAR” เพื่อยิงลำแสงเลเซอร์ออกไปสร้างแผนที่สามมิติรอบตัว…
ลำแสงเลเซอร์มีความแม่นยำสูงมาก แต่มันมีข้อจำกัดตรงที่ไม่สามารถมองทะลุหมอก ฝน หรือมองเห็นได้ในระยะไกลมากๆ
ดังนั้นพวกเขาจึงต้องติดตั้งระบบ “Radar” เข้ามาเสริม แม้จะไม่ได้มีความละเอียดเท่าเลเซอร์ แต่มันสามารถมองเห็นวัตถุในระยะไกลลิบตาได้…
สุดท้ายระบบทั้งหมดจะถูกนำมารวมเข้ากับข้อมูลภาพจากกล้องถ่ายรูป เซ็นเซอร์ทั้งสามระบบนี้เปรียบเสมือนระบบตรวจสอบข้ามกันและกันเพื่อความปลอดภัยสูงสุด
แต่บริษัทรถยนต์ไฟฟ้าชื่อดังรายนี้กลับเลือกที่จะเดินสวนทางกับคนทั้งโลก พวกเขาประกาศหันหลังให้กับ LIDAR และ Radar…
พวกเขาเลือกที่จะใช้เพียงแค่กล้องถ่ายรูปรอบคันเพียงอย่างเดียวเท่านั้น โดยเรียกแนวคิดนี้ว่า “Tesla Vision” หรือการใช้เทคโนโลยี “Computer Vision”
Elon Musk อ้างว่าในเมื่อมนุษย์ยังสามารถขับรถได้ด้วยการใช้ดวงตาเพียงสองดวง รถยนต์ก็ย่อมสามารถขับเคลื่อนได้ด้วยกล้องคอมพิวเตอร์เช่นเดียวกัน…
แต่ในความเป็นจริง ประสิทธิภาพที่ดีที่สุดของระบบ Computer Vision ในยุคปัจจุบัน มีความแม่นยำอยู่ที่ประมาณ 97 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น
นั่นหมายความว่าในทุกร้อยสถานการณ์บนท้องถนน ระบบจะมีการคำนวณผิดพลาดถึงสามครั้ง…
ลองจินตนาการดูว่าหากเที่ยวบินพาณิชย์มีอัตราการตกอยู่ที่สามเที่ยวในทุกร้อยเที่ยวบิน โลกนี้คงไม่มีใครกล้าก้าวเท้าขึ้นเครื่องบินอีกต่อไป
ผู้เชี่ยวชาญด้านหุ่นยนต์ต่างยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า ปัญหานี้ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการใช้กล้องเพียงอย่างเดียว…
เหตุผลที่แท้จริงเบื้องหลังการตัดสินใจที่ดูสวนทางกับหลักวิทยาศาสตร์นี้ อาจไม่ใช่ความเชื่อมั่นในเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่อาจเป็นเรื่องของผลกำไร
เซ็นเซอร์ LIDAR และ Radar มีต้นทุนที่สูงมากในระดับหลายหมื่นดอลลาร์ ในขณะที่เป้าหมายสูงสุดคือการผลิตรถยนต์ออกสู่ตลาดในราคาต่ำกว่าสามหมื่นดอลลาร์…
การตัดเซ็นเซอร์ราคาแพงออกไปทั้งหมดจึงเป็นทางออกเดียวที่จะรักษาส่วนต่างกำไรเอาไว้ได้ นี่คือการประนีประนอมความปลอดภัยเพื่อแลกกับความอยู่รอดทางธุรกิจ
การตัดสินใจครั้งนี้จุดชนวนให้เกิดสงครามภายในบริษัท ฝั่งวิศวกรพยายามต่อสู้เพื่อรักษาระบบความปลอดภัยขั้นพื้นฐานเอาไว้…
ในขณะที่ฝั่งบริหารต้องการผลักดันฟีเจอร์ใหม่ออกสู่สายตาชาวโลกให้เร็วที่สุด ความดุดันในการผลักดันยอดขายนำไปสู่พฤติกรรมที่ข้ามเส้นจริยธรรม
ในปี 2016 มีการเผยแพร่วิดีโอโปรโมตที่แสดงให้เห็นภาพรถยนต์ขับเคลื่อนพวงมาลัยด้วยตัวเองตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทางได้อย่างไร้ที่ติ…
วิดีโอนี้สร้างความตื่นตะลึงไปทั่วโลกและทำให้ยอดสั่งจองรถยนต์พุ่งกระฉูด แต่ความจริงมักจะถูกเปิดเผยออกมาในเวลาที่เลวร้ายที่สุดเสมอ
เมื่อเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงจนนำไปสู่การฟ้องร้องในชั้นศาล ผู้อำนวยการฝ่ายซอฟต์แวร์ Autopilot ได้ถูกเรียกตัวไปให้การภายใต้คำสาบาน…
เขาจำยอมต้องเปิดเผยความจริงว่า วิดีโอโปรโมตอันโด่งดังในปี 2016 นั้นเป็นการจัดฉากขึ้นมาทั้งหมด
รถยนต์คันดังกล่าววิ่งไปตามเส้นทางที่ถูกทำแผนที่สามมิติอย่างละเอียดล่วงหน้า และในระหว่างการทดสอบถ่ายทำ รถคันนี้ถึงกับพุ่งชนเข้ากับรั้วในลานจอดรถด้วยซ้ำไป…
แต่วิดีโอถูกตัดต่ออย่างแนบเนียนเพื่อแสดงให้เห็นถึงศักยภาพที่พวกเขาวาดฝันไว้ในอนาคต ไม่ใช่สิ่งที่มีอยู่จริงในวันนั้น
นี่ไม่ใช่เหตุการณ์ความขัดแย้งเพียงครั้งเดียว ในตอนที่ทีมวิศวกรต้องการตั้งชื่อระบบนี้ว่า Copilot เพื่อสื่อว่าผู้ขับขี่ยังต้องควบคุมรถอยู่…
ฝั่งบริหารกลับปัดตกและยืนกรานที่จะใช้คำว่า Autopilot ทีมวิศวกรพยายามทักท้วงอย่างหนักเกี่ยวกับการถอดระบบ Radar ออกจากรถยนต์รุ่นใหม่
1
แต่เสียงของพวกเขากลับไร้ความหมาย ผู้บริหารระดับสูงหลายคนทนรับความเสี่ยงนี้ไม่ไหวและทยอยลาออกจากบริษัทไปในที่สุด…
ผลกระทบจากการถอดเซ็นเซอร์ออกตามมาอย่างรวดเร็ว ผู้ใช้งานจำนวนมหาศาลเริ่มรายงานถึงปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “Phantom Braking”
มันคืออาการที่รถยนต์เหยียบเบรกฉุกเฉินด้วยความแรงสูงสุดขณะวิ่งอยู่บนทางหลวงด้วยความเร็วสูง โดยที่ไม่มีสิ่งกีดขวางใดๆ อยู่ตรงหน้าเลย…
อาการนี้เกิดขึ้นเพราะกล้องถ่ายรูปถูกหลอกด้วยเงาไม้พาดผ่าน แสงแดดที่สะท้อนจากกระจก หรือแม้กระทั่งเงาของสะพานลอย
ความผิดพลาดระดับพื้นฐานเหล่านี้คือเหตุผลสำคัญที่วงการยานยนต์ต้องพึ่งพาระบบ Radar เพื่อมาช่วยยืนยันว่าสิ่งที่กล้องเห็นนั้นคือวัตถุที่มีมวลอยู่จริง…
ข้อมูลจากการสืบสวนชี้ให้เห็นว่า ในช่วงก่อนที่จะมีการตัดระบบ Radar ทิ้ง มีรายงานการเกิดเบรกกะทันหันแบบไร้สาเหตุเพียงสามสิบกว่าครั้ง
แต่เพียงแค่สามเดือนหลังจากที่รถยนต์รุ่นที่ไม่มี Radar ถูกส่งมอบสู่มือลูกค้า จำนวนการรายงานกลับพุ่งทะยานทะลุหลักร้อยครั้งอย่างรวดเร็ว…
ความน่ากลัวที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังเทคโนโลยีนี้ ไม่ใช่แค่การทำงานที่ผิดพลาดของเครื่องจักร แต่มันคือปรากฏการณ์ทางจิตวิทยา
เมื่อมนุษย์มอบความไว้วางใจให้กับหน้าจอแสดงผล สมองจะเริ่มลดการเฝ้าระวังลงโดยสัญชาตญาณ ผู้ขับขี่เริ่มฝากชีวิตไว้กับชุดคำสั่งคอมพิวเตอร์ที่พร้อมจะตัดสินใจผิดพลาด…
และในที่สุดรอยร้าวเล็กๆ ก็เริ่มขยายวงกว้าง รถยนต์พุ่งชนรถดับเพลิง ชนแบริเออร์คอนกรีต และชนเข้ากับท้ายรถบรรทุกซ้ำแล้วซ้ำเล่า
เจ้าหน้าที่สืบสวนเริ่มเชื่อมโยงอุบัติเหตุและการสูญเสียชีวิตเข้ากับเทคโนโลยีนี้โดยตรง นำไปสู่การขยับตัวของหน่วยงานภาครัฐ…
กรมการยานยนต์ของรัฐแคลิฟอร์เนียยื่นฟ้องบริษัทในข้อหาหลอกลวงผู้บริโภค หากรัฐเป็นฝ่ายชนะคดี บริษัทอาจต้องชดใช้เงินมหาศาล
นอกจากนี้อาจถูกแบนห้ามขายรถยนต์ในรัฐที่ถือเป็นตลาดใหญ่ที่สุดของพวกเขา ซึ่งนั่นหมายถึงความเสียหายทางธุรกิจที่ประเมินค่าไม่ได้…
ข้อต่อสู้หลักของบริษัทในชั้นศาลคือการอ้างสิทธิเสรีภาพในการโฆษณา
พวกเขาโต้แย้งว่าไม่เคยประกาศอย่างเป็นทางการว่ารถยนต์เหล่านี้สามารถขับเคลื่อนได้เองโดยไม่ต้องมีคนดูแล
มีการเปลี่ยนชื่อระบบใหม่โดยการเติมคำว่า “Supervised” หรือการทำงานภายใต้การควบคุมของผู้ขับขี่ ต่อท้ายคำโฆษณาอันยิ่งใหญ่เหล่านั้น…
ในอดีตข้ออ้างเหล่านี้มักจะทำให้พวกเขาหลุดรอดไปได้ แต่บรรยากาศทางกฎหมายในปัจจุบันได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อคณะลูกขุนในรัฐฟลอริดามีคำตัดสินครั้งประวัติศาสตร์ในคดีอุบัติเหตุร้ายแรง…
ศาลสั่งให้บริษัทจ่ายค่าเสียหายให้กับเหยื่อเป็นจำนวนเงินมหาศาล โดยระบุว่าบริษัทแสดงให้เห็นถึงการละเลยต่อชีวิตมนุษย์เพื่อแลกกับการทำกำไรสูงสุด
นี่คือบทเรียนครั้งยิ่งใหญ่ของโลกธุรกิจที่แสดงให้เห็นว่า การเติบโตแบบก้าวกระโดดด้วยการขายความฝันสามารถสร้างอาณาจักรที่มั่งคั่งได้ชั่วข้ามคืน
แต่ถ้าอาณาจักรนั้นถูกสร้างขึ้นบนรากฐานของเทคโนโลยีที่ยังไม่พร้อม ในวันที่โลกตื่นขึ้นมาพบกับความเป็นจริง การร่วงหล่นลงมาจากจุดสูงสุดก็อาจสร้างแรงกระแทกที่รุนแรงจนยากจะประเมินได้…
References : [washingtonpost, reuters, bloomberg, theverge, nhtsa]
◤━━━━━━━━━━━━━━━◥
หากคุณชอบคอนเทนต์นี้อย่าลืม 'กดไลก์'
หากคอนเทนต์นี้โดนใจอย่าลืม 'กดแชร์'
คิดเห็นอย่างไรคอมเม้นต์กันได้เลยครับผม
◣━━━━━━━━━━━━━━━◢
The original article appeared here
https://www.tharadhol.com/autopilot-disaster/
ติดตามสาระดี ๆ อัพเดททุกวันผ่าน Line OA ด.ดล Blog
คลิกเลย -->
https://lin.ee/aMEkyNA
——————————————–
ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
=========================
Website :
www.tharadhol.com
Blockdit :
www.blockdit.com/tharadhol.blog
Fanpage :
www.facebook.com/tharadhol.blog
Twitter :
www.twitter.com/tharadhol
Instragram :
instragram.com/tharadhol
TikTok :
tiktok.com/@geek.forever
Youtube :
www.youtube.com/c/mrtharadhol
Linkedin :
www.linkedin.com/in/tharadhol
ธุรกิจ
การลงทุน
เทคโนโลยี
1 บันทึก
10
1
2
1
10
1
2
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย