16 เม.ย. เวลา 16:29 • ข่าว

5 เหตุผล ที่ใครก็อยาก(ปลอม)เป็นเภสัชฯ

ในฐานะที่ทำมาหากินในวิชาชีพ "เภสัชฯ" มาแล้วประมาณ 3-4 ปี ถ้าจะให้รีวิวสั้นๆ ก็ต้องบอกว่า วิชาชีพเภสัชมี Dynamics ค่อนข้างสูง คุณสามารถปรับรูปแบบการทำงานตามความสะดวกของคุณได้มากกว่าหลายวิชาชีพในกลุ่มเดียวกัน แต่นั่นก็มีราคาที่ต้องแลกเสมอ ภายใต้แรงกดดันจากทุกทิศทาง ทั้งเศรษฐกิจ การเมือง ค่านิยมทางสังคม ล้วนผลักวิชาชีพเภสัชให้ก้าวเดินไปอย่างต่อเนื่องอยู่ตลอดเวลา
การมองเภสัชกรแต่เพียงบทบาทของการเป็น "คนจ่ายยา" จึงเป็นสิ่งที่ผิวเผินและผิดฝาผิดตัวอย่างมาก ถึงอาชีพเภสัชจะไม่ใช่อาชีพที่ลำบากอะไรมากมาย แต่ในชีวิตการทำงานจริง ก็ไม่ได้สวยหรูอย่างที่ใครหลายคนเข้าใจหรือคาดหวัง และ "หน้าที่" ต่อประชาชนและวิชาชีพ จะอยู่เหนือ "ประโยชน์" ที่คุณคาดหวังว่าจะได้รับเสมอ เพราะเราไม่ใช่แค่คนจ่ายยา แต่เราคือ "เภสัชกร" ที่ความปลอดภัยด้านยาของประชาชนทุกคน จะเป็นสิ่งเดียวที่ตามเราเป็นเงาตามตัวไปตลอดชีวิต
และนี่คือเหตุผลที่ ใครก็อยากจะ(ปลอม) เป็นเภสัชกร มาดูกันเลย
1. อยากหัวฟู
เภสัชกรโรงพยาบาลคือเครื่องจักรที่แท้จริง การอยู่เวร จ่ายยา ตามยา ดูผลข้างเคียงจากยา แพ้ยา และอีกสารพัดบทบาทที่ถาโถมใส่เภสัชกรโรงพยาบาล ในขณะที่ทุกคนเห็นเพียงแค่เภสัชกรที่ยืนอยู่หน้าช่อง แต่งานเบื้องหลังของเภสัช สามารถ save ชีวิตคนไข้จากการใช้ยาที่ไม่เหมาะสม ไม่สมเหตุผล มาแล้วนับต่อนับ เภสัชกรคือตัวกลางที่ทำงานอย่างหนักเพื่อให้ผู้ป่วยได้รับยาที่เหมาะสม ภายใต้ทุกข้อจำกัดของงานบริหาร งานราชการ ผลกระทบจากสงคราม โรคระบาด ภัยธรรมชาติ ไม่มีเหตุการณ์ใดเลย ที่เกิดขึ้นโดยที่ไม่กระทบต่อเภสัชกร
นี่ยังไม่นับงานโรงงาน วิจัยและพัฒนา งานผลิต งานตรวจสอบควบคุม ที่ก็หนักหนาและต้องรับผิดชอบสูงไม่ต่างกัน ใครยังคิดว่าเภสัชงานสบาย ลองเดินไปถามพี่ๆเภสัชหน้าช่องยาดูนะครับ แล้วจะรู้ว่ามันสบายจริงไหม
2. อยากไม่มีเวลาส่วนตัว
ต่อเนื่องจากข้อที่แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโรงพยาบาลไกลๆ ทั้งโรงพยาบาลมีเภสัชอยู่ไม่กี่คน เวลาว่างแทบไม่มี แลกเวรกันแทบไม่ได้ งานล้นมือ เภสัชกรร้านยาก็ไม่ต่างกัน ถ้าหาใครแทนไม่ได้ ร้านยาก็คือคุกดีๆ เพราะฉะนั้นใครมีแฟนเป็นเภสัช อยากงอนเขาเลยถ้าเขาไม่ค่อยมีเวลาให้ เพราะเวลานอนก็ไม่ค่อนมีเช่นกัน
3. อยาก(ไม่)รวย
ใครว่าเป็นเภสัชแล้วรวย คิดผิดให้คิดใหม่ เภสัชที่คุณเห็นว่ารวย คือเขารวยอยู่แล้ว เรียนเอาปริญญาขำๆ หรือเป็นทายาทร้านยาคุมตลาด ยอดวันนึงๆเป็นแสน ตัดภาพมาในโลกแห่งความเป็นจริง เงินเดือนเภสัชกรภาครัฐถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับเอกชน หรือแม้แต่วิชาชีพอื่นๆ ค่าใบไม่ขึ้น พ.ต.ส. ไม่ขยับ P4P ก็จ้องจะตัดเพราะไม่เห็นว่าเภสัชทำอะไรนักหนา วันๆก็จ่ายยาอยู่หน้าช่อง ค่าเวร รพ.รัฐ โดยเฉลี่ยชั่วโมงละไม่ถึง 100 บาท ตามไม่ทันวิชาชีพอื่นๆ
หรือถ้าจะไปทางเอกชน ก็มีข้อจำกัดต่างๆนาๆ ร้านยาก็จะซีเรียสเรื่องยอดขาย ทำให้เกิดความกดดันในการทำธุรกิจ โรงพยาบาลเอกชนก็ทำงานหนัก เงินไม่ได้เยอะ(ขนาดนั้น) แต่เวลาใช้เงินไม่มีเลย
4. อยากเครียดสะสม
เภสัชกรคือวิชาชีพที่เป็นตัวกลางของหลายวิชาชีพ ใครจะถามเรื่องยา มีปัญหาเกี่ยวกับยา ก็ต้องมาหาเภสัชกร เภสัชกรจึงเป็นคนที่ต้องคอยบาลานซ์ทุกอย่าง ทั้งการสั่งจ่ายของแพทย์ การทำงานของพยาบาลที่ต้องสะดวกรวดเร็ว ผู้ป่วยต้องใช้ยาง่ายและเหมาะสม บัญชีโรงพยาบาลต้องไม่เสีย แถมพร้อมตอบสนองนโยบายภาครัฐทุกมิติ ภาระงานทั้งหมดเหล่านี้ทำให้เภสัชกรมีแนวโน้มที่จะแบกรับภูเขามาวางบนตัวของตัวเอง เสี่ยงเกิดปัญหาสุขภาพที่เกิดจากความเครียดโดยไม่รู้ตัว
เศรษฐกิจแบบนี้ หนีไปร้านยาก็ไม่สบาย รพ.เอกชนก็ใช่จะรอด เภสัชกรจึงต้องประเมินทุกสิ่งทุกอย่างตลอดเวลา ทั้งโลกการทำงาน และโลกส่วนตัว โดยนิสัยย้ำคิดย้ำทำ ทำให้เภสัชกรเสี่ยงต่อภาวะเครียด และเจ็บป่วยจากความเครียดได้ง่าย
5. อยากติดคุก
ตามมาตรา 28 พรบ.วิชาชีพเภสัชกรรม พ.ศ. 2537 ห้ามมิให้ผู้ใดซึ่งมิได้เป็นผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมทำการประกอบวิชาชีพเภสัชกรรม หรือแสดงด้วยวิธีใด ๆ ให้ผู้อื่นเข้าใจว่าตนเป็นผู้มีสิทธิประกอบวิชาชีพดังกล่าว โดยมิได้ขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาต และผู้ที่ฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินสามหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
พลังที่ยิ่งใหญ่ มาพร้อมความรับผิดชอบที่ใหญ่ยิ่ง เพราะเภสัชกรไม่ใช่แค่การหยิบยาให้คนไข้ แต่คือการดูแลความปลอดภัยในการใช้ยา ตั้งแต่เริ่มเป็นผง จนถึงอยู่ในถังขยะของคนไข้ หากอยากมาเป็นพวกเดียวกันกับเรา แนะนำให้ลองสมัครเรียนเภสัชขำสัก 1-2 เทอม รับลองว่าคุณจะได้คำตอบกับตัวคุณเองว่า สรุปอาชีพเภสัช มันน่าเอาชีวิตทั้งชีวิตไปแลกหรือไม่
โฆษณา