18 เม.ย. เวลา 00:46 • ท่องเที่ยว
จังหวัดโอะกินะวะ

Kafu Banta จุดชมวิว Pacific Ocean ที่สวยที่สุดของ Okinawa พร้อมไอศครีม Sea Salt

โอกินาวา เป็นหมู่เกาะที่ยาวเหยียดกว่า 1000 กิโลเมตร กลางมหาสมุทรแปซิฟิก อยู่กึ่งกลางระหว่างเกาะคิวชูของญี่ปุ่น และเกาะไต้หวัน มีพื้นที่ 2281 ตารางกิโลเมตร ประชากรราว 1.5 ล้านคน
ด้วยทำเลที่ตั้ง ซึ่งถูกขนาบข้างด้วยทะเลจีนทางด้านตะวันตก และมหาสมุทรแปซิฟิกทางด้านตะวันออก จึงทำให้หมู่เกาะโอกินาวามีอุณหภูมิที่ดีมาก เย็นสบายตลอดปี อุณหภูมิเฉลี่ย 23 องศาเซลเซียส
มีหาดทรายขาว น้ำทะเลฟ้าใส ผู้คนอายุยืนยาว แม้ในตอนหลังจะตกอันดับไปบ้าง จากวัฒนธรรมการทานอาหารและการใช้ชีวิตแบบตะวันตก
EP.2 ของ Okinawa คือ การขับรถเปิดประทุนสีแดงสด บนสะพานยาวเหยียดสุดลูกหูลูกตา ขนาบข้างซ้ายขวาเป็นมหาสมุทรแปซิฟิกที่ยิ่งใหญ่
โดยออกจากตัวเกาะใหญ่มุ่งสู่ทางทิศตะวันออกไปยังเกาะไมยากิ (Miyagi) เพื่อแวะจุดชมวิวที่สวยที่สุดของโอกินาวา และไปเล่นชิงช้ายักษ์ที่ปลายทาง ณ เกาะไอเคอิ (Ikei)
เราตื่นสาย สไตล์หอยทาก Slow Life ค่อยค่อยใช้ชีวิตแบบสบายสบาย ตามวิถีโอกินาวา
ออกจากโรงแรมก็ 10 โมงเศษ แล้วขับรถมุ่งไปสู่จุดพักกลางทะเล Mid Sea Road Beach ซึ่งถูกมหาสมุทรแพซิฟิกขนาบข้างทั้งซ้ายและขวา
เราได้เลือกที่จะแวะชมวิวและทานอาหาร ที่ร้าน Kaichuchaya เป็นร้านตกแต่งสวยงามน่ารักบรรยากาศแบบทะเลทะเล
เราโชคดีได้ที่นั่งเป็นโซฟาขนาดใหญ่ มองออกไปเห็นท้องทะเลสีคราม มีร่มชายหาดและโต๊ะทานอาหารจัดเรียงบนระเบียงริมชายหาดอย่างสวยงาม
โชคดีที่อาหารอร่อยทุกรายการ เริ่มตั้งแต่ไก่ทอดแบบโอกินาวา ที่กรอบนอกนุ่มใน เนื้อไก่ฉ่ำด้วยรสชาติที่เค็มกำลังดี
ข้าวผัดโอกินาวา เป็นข้าวแบบญี่ปุ่น ที่มีสไตล์การผัดเป็นของตนเอง รสชาติดีเลย ชอบชอบ
และโซบะเส้นเหนียวนุ่ม น้ำซุปรสชาติหวานกระดูกหมู ที่อร่อยชวนทาน โดยมีหมูสามชั้นชิ้นใหญ่วางมาให้เห็น น่าทานมาก จนต้องสั่งหมูสามชั้นที่นุ่มและหอมหวาน เนื้อมีมันน้อย มาเพิ่มอีกสองชิ้นด้วย
ปิดท้ายด้วยไอศครีม Blue Seal ซึ่งมีชื่อเสียงของเกาะ Okinawa และก็ไม่ผิดหวัง อร่อยสมคำร่ำลือ ในราคาค่าเสียหายเพียง 500 บาท ถือว่าถูกมาก ถูกกว่าการทานอาหารญี่ปุ่นในเมืองไทยเสียอีก
หลังจากนั้นเราก็ขับรถสีแดงสดของเราต่อ แต่ขอเอาหลังคาขึ้นก่อน เพราะแดดแรงตอนบ่าย 2 โมง
มาถึงจุดที่สวยที่สุดของเกาะคือ Kafu Banta หรือ Happy Cliff ที่มองออกไปเห็นท้องทะเลของแปซิฟิกที่เป็นมหาสมุทรใหญ่ที่สุดในโลก ในมุมสูงกว้างไกลแบบพาโนรามา
โดยก่อนที่เราจะเดินไปชมวิวที่หน้าผา เราได้เข้าไปชมโรงงาน Nuchi Masu Salt Factory ผลิตเกลือที่อร่อยที่สุด และมีกระบวนการผลิตที่แสนจะพิถีพิถันของโอกินาวา ที่อยู่ใกล้ใกล้เสียก่อน
Nuchi แปลว่า Life
Masu แปลว่า Salt
Nuchi Masu จึงแปลว่า Salt of Life
โรงงานแห่งนี้มีชื่อเสียงมาก ในเรื่องเกลือคุณภาพ ที่อุดมไปด้วยเกลือแร่มากมายถึง 21 ชนิด โดยเฉพาะโปแตสเซียม แคลเซียม และแมกนีเซียม ซึ่งมีในระดับสูง แต่มีโซเดียมต่ำ จึงเหมาะกับคนที่ต้องการควบคุมโซเดียมหรืออาหารเค็ม
เราทราบรายละเอียดการผลิตเกลือจากที่ทางโรงงานนำชม และโชคดีมากๆที่วันนี้เราได้ไกด์ที่พูดภาษาอังกฤษได้เพราะปกติจะมีแต่ไกด์ภาษาญี่ปุ่นแล้วให้อ่านเอกสารเอาเอง
ทำให้ทราบขั้นตอนต่างๆ ที่แสนจะจริงจัง เป็นงานเป็นการ และพิถีพิถันในการได้มาซึ่ง Okinawa Sea Salt นั่นเป็นอย่างไร
ตั้งแต่การเลือกทำเลและจุดที่จะนำน้ำทะเลมาผลิตเป็นเกลือ ต้องห่างจากฝั่งออกไป 50 เมตร และใช้น้ำทะเลในระดับลึก 5 เมตร จากมหาสมุทรเท่านั้น โดยที่บริเวณนั้นต้องไม่มีบ้านเรือนปลูกสร้างอยู่ เพื่อให้ได้น้ำทะเลที่สะอาดบริสุทธิ์และเป็นธรรมชาติมากที่สุด
นำน้ำทะเลขึ้นมาแล้ว ไม่ได้ใช้การผลิตเกลือแบบของที่อื่นๆ ไม่ว่าจะใช้การตากแดด ทำนาเกลือแบบแถวแม่กลองหรือบ้านแหลมเพชรบุรี หรือต้มด้วยความร้อนแบบเกลือสินเธาว์ของภาคอีสานไทย
แต่ที่โรงงานแห่งนี้ จะใช้การพ่นน้ำทะเลเป็นละอองฝอยขนาดเล็กเหมือนหมอก เข้าไปในห้องสะอาดที่มีอุณหภูมิสูง 50 องศาเซลเซียส จะทำให้ได้ผลึกเกลือขาวบริสุทธิ์ตกลงมาบนพื้นอย่างช้าๆ
ในทุกๆ 10 วัน จะมีเจ้าหน้าที่สวมชุดสะอาดแบบเจ้าหน้าที่ห้อง lab หรือนักบินอวกาศ เข้าไปทำการรวบรวมเกลือออกมา
ขั้นตอนต่อไป จะมีเจ้าหน้าที่นั่งทำการตรวจตาเกลืออย่างละเอียด เพื่อกำจัดสิ่งแปลกปลอม ซึ่งมีอยู่น้อยมากมาก โดยทำงานในห้องระบบปิด ที่เชื่อถือได้ ก็จะได้เกลือบริสุทธิ์ออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ให้ใช้สอยกัน
แยกเป็นสองชนิดคือ ละเอียดมาก (Powder) ขนาดเล็กกว่า 500 ไมครอน ส่วนขนาดใหญ่ขึ้นมาจะเป็น Granule ขนาดมากกว่า 500 ไมครอน
ข้อดีของ Granule คือไม่ค่อยชื้นง่าย เหมือนเกลือทั่วๆไป และมีเกลือแร่สูงกว่าแบบละเอียด
เราได้ซื้อเกลือสำเร็จรูปมาทั้งสองชนิด ถุงละ 111 กรัม ราคาประมาณ 100 กว่าบาท
พอได้รับความรู้ และซึมซับบรรยากาศของเกลือทะเลแห่งโอกินาวา ก็ต้องมาชิมไอศครีมเกลือทะเล ที่มีชื่อเสียงมากคือ Sea Salt Soft Serves สีขาวใส่โคนราคา 110 บาท
ถ้าเป็นชนิดพิเศษ Umi-Sora จะราคา 130 บาท ไอศครีมทั้งสองอย่าง จะมีราคาสูงกว่าไอศครีมที่มีชื่อเสียงของโอกินาวาคือ Blue Seal ซึ่งจะขายที่ราคา 90 บาท
เราสั่งมาลองชิมทั้งสองแบบ และเลือกแบบที่ใส่ถั่วแดงด้วย ต้องยอมรับเลยว่า รสชาติของไอศครีมยี่ห้อนี้ กลมกล่อม อร่อยยอดเยี่ยมมาก มีกลิ่นหอมชวนทาน รสชาติหวานละมุนเสริมด้วยเค็มจาก Sea Salt จึงทำให้ขายได้ราคาแพง เพราะอร่อยจริงจัง
เรานั่งทานไอศครีมบนชิงช้าของร้านที่ชั้นสอง สามารถมองเห็นมหาสมุทรแปซิฟิค แหล่งที่นำน้ำทะเลมาผลิตเกลือประกอบเป็นไอศครีมที่กำลังทานอยู่ ทำให้ได้อารมณ์และบรรยากาศมาก
หลังจากนั้นก็จะเป็นไฮไลท์จุดชมวิวที่สวยที่สุดของโอกินาวา คือหน้าผาแห่งความสุข Happy Cliff ที่เห็นวิวมหาสมุทรแปซิฟิก จากหน้าผาของเกาะโอกินาวา
ที่ได้รับการกล่าวขานว่า สวยที่สุดของเกาะ
และเส้นทางการเดินไปชมวิว ก็ง่ายมาก ขึ้นบันไดไปเพียง 10 กว่าขั้น แล้วเดินเท้าสบายสบายอีกไม่กี่สิบเมตร
ก็จะมาถึงจุดชมวิวบนหน้าผาสูงชัน มองออกไปจะท้องทะเลกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา สมกับเป็นแปซิฟิก
น้ำทะเลสีฟ้าครามและมรกต น้ำใสมาก จนมองเห็นปะการังได้อย่างชัดเจน
แต่ที่สวยงามมากคือ คลื่น ใช่แล้วครับ คลื่นทะเล แต่สวยงามแปลกตามาก
นอกจากคลื่นจะมีขนาดใหญ่มากแล้วยังไม่ได้เกิดขึ้นที่บริเวณใกล้เคียงชายฝั่งเท่านั้น
หากแต่เกิดกลางทะเล ห่างจากฝั่งออกไปหลายสิบเมตร บางจุดมากถึง 100 เมตร
โดยเกลียวคลื่นจะม้วนตัวตกลงมาเป็นละอองน้ำสีขาวเป็นฟองสวยงามมาก
คลื่นลูกแล้วลูกเล่า ทยอยวิ่งมาอย่างต่อเนื่อง วิ่งมาตลอดเวลาไม่ขาดสายเลย
และมีหลากหลายจุดมาก
อยู่ตรงหน้าบ้าง
ข้างซ้ายก็มี ข้างขวาก็สวย
ดูกันไม่รู้จักเบื่อเลยครับ
และที่สำคัญคือ มีจุดชมวิวบนหน้าผาหลายจุดมาก แต่ละจุดก็จะมีวิวที่แตกต่างกันออกไป และมีเหลือเฟือ ไม่ต้องต่อคิวกันแย่งถ่ายรูป ไม่ต้องเบียดเสียดกันให้เสียอารมณ์
หลังจากซึมซับบรรยากาศคลื่นของมหาสมุทรใหญ่ที่สุดในโลกแล้ว
ก็ต้องตัดใจเดินทางต่อไป มุ่งสู่ปลายทางเกาะสุดท้าย คือ Ikei Island เพื่อไปเล่นชิงช้ายักษ์ Giant Swing
ขับรถผ่านถนนเชื่อมเกาะ เข้าไปในเขตโรงแรม จะเห็นเสาชิงช้าขนาดใหญ่โตมองเห็นได้แต่ไกล จอดรถลงไปเล่นด้วยความสนุกสนานตื่นตาตื่นใจมาก
ประมาณ 4 โมงเศษ ระยะเวลาขับรถกลับโรงแรมบนเกาะใหญ่ประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง ถือเป็นสุดยอดอีกช่วงหนึ่ง
ด้วยอากาศที่เย็นสบาย ไม่มีแดดเพราะเมฆมาบังให้พอดี รถเช่าของเราซึ่งเป็นโฟล์คเปิดประทุนสีแดงสด จึงได้ถูกใช้งานแบบ Full Option โดยเปิดหลังคาเพื่อสัมผัสอากาศสะอาดและบริสุทธิ์
การขับรถเปิดประทุน ชมวิวผ่านสะพานของเกาะต่างๆในมหาสมุทรนี้ ในบางช่วงมีเพลงของ Lady Gaga ในหนังเรื่อง Top Gun : Maveric ได้บรรยากาศสุดสุด จากเพลงไพเราะ อากาศบริสุทธิ์สะอาด ลมเย็นสบายมาก
ต้องบอกว่าประทับใจมากตั้งใจว่าจะหาโอกาสมาขับรถกินลมชมวิวมหาสมุทร และฟังเพลงแบบนี้อีก
แนะนำเลยนะครับ
บินจากเมืองไทยมาเพียง 4 ชั่วโมง
เกาะกลางมหาสมุทร
ที่ผู้คนมีนิสัยดี
ค่าของชีพถูกกว่าญี่ปุ่นเมืองใหญ่
วิวสวย อากาศบริสุทธิ์
อาหารอร่อย
บรรยากาศดี
มาให้รางวัลชีวิตกันดูสักครั้งครับ
โฆษณา