18 เม.ย. เวลา 07:13 • ปรัชญา
“พอ”ไม่เคยมีมาตรวัดเพราะ
ทันทีที่วัดก็ไม่ใช่“พอ”อีกต่อไป
กลายเป็น“เงื่อนไข”และสิ่งที่มีเงื่อนไขนั้นย่อมไม่มีวันพอโดยธรรมชาติในตัวเอง
พอไม่ใช่จุดแต่เป็นความสัมพันธ์ระหว่าง“ความอยาก”กับ “การยอมรับ”
ถ้าความอยากยังเป็นผู้ตั้งคำถาม ต่อให้โลกทั้งใบวางอยู่ตรงหน้า คำตอบก็ยังเป็น“ยังไม่พอ”ดอก
ถ้าการยอมรับเป็นผู้ตอบแม้มีเพียงเศษเสี้ยวเดียวก็“พอ”ได้อย่างสมบูรณ์
ผู้คนพยายามหาเกณฑ์กลาง
ความเสมอภาคมาตรฐานเดียวล้วนตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าความพอเป็นวัตถุทั้งที่จริงมันเป็นท่าทีของจิต“อยากรึพอ”
เห็นด้วยกับการเรียกร้องโหยหาให้ทำอัตตาเท่ากันฟังดูยุติธรรม
ช่างสวยงดงามแต่แฝงไปด้วยความย้อนแย้งลึกที่สุด
อัตตาที่พยายามลบอัตตา
กำลังยืนยันอัตตาในรูปแบบ
ที่แนบเนียนกว่าเดิมเพราะยัง
คงอยากให้เป็นไปตามแบบ
ที่ตนเห็นว่าถูกอยู่ดี
ความเสมอภาคจึงไม่อาจเกิด
จากการทำให้ทุกคนเท่ากัน
แต่เกิดเมื่อเราเลิกต้องการให้
ทุกคนเป็นไปตามแบบเดียวกัน
ความพอเพียงในชีวิตจึงไม่ใช่
การมีเท่ากันหรือมีน้อยลงตามสูตรดอกแต่คือการที่ความอยากหยุดอ้างสิทธิ์เหนือความเป็นจริง
เมื่อความอยากเงียบลงโลกไม่ต้องเปลี่ยนเพื่อให้เราพอตัวเราต่างหากที่ไม่ต้องเปลี่ยนโลกเพื่อจะพอ
สิ่ง“สำคัญที่สุดในความพอ” จึงไม่ใช่ปริมาณไม่ใช่ความยุติธรรมเชิงตัวเลขแต่คืออิสรภาพจากการต้องเปรียบเทียบเพราะตราบใด
ที่ยังมีการเทียบจะไม่มีคำว่าพอ
มีแต่ลำดับชั้นของความขาด
“ปะต้าคิดว่าความพอไม่เคยขาด
มีแต่ความอยากที่ไม่เคยพอก่ะเท่านั้นเอง”ครับ
โฆษณา