Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
เศรษฐศาสตร์และการพัฒนาประเทศ
•
ติดตาม
18 เม.ย. เวลา 08:26 • หุ้น & เศรษฐกิจ
ยกเลิกอ้างอิงค่าการกลั่นสิงคโปร์ ??
ช่วงที่ผ่านมา สถานการณ์ราคาน้ำมันทำให้สังคมเกิดการถกเถียงกันอย่างมากของความเหมาะสมในการอิงค่าการกลั่นกับค่าการกลั่นอ้างอิงที่สิงคโปร์ ผมจึงลองชวน AI คุย เพื่อทำความเข้าใจ ได้คำอธิบายอย่างง่าย ที่แม้จะไม่ถูกต้องอย่างละเอียด แต่ก็น่าจะทำให้คนที่ไม่ได้อยู่ในอุตสาหกรรมการกลั่นพอจะทำความเข้าใจในคำศัพท์ทางเทคนิคนี้ได้ดีขึ้น และตอบได้ว่า เราควรจะยังต้องอิงกับค่าการกลั่นที่สิงคโปร์อยู่ต่อไปอีกหรือไม่
ค่าการกลั่น = รายได้จากการขายน้ำมันและผลิตภัณฑ์อื่นที่ได้จากการกลั่นน้ำมัน – ต้นทุนน้ำมันดิบ
เพื่อความง่าย ขอเรียกฝั่งรายได้ว่า รายได้จากการขายน้ำมัน และ ราคาน้ำมันกับราคาผลิตภัณฑ์อื่นที่ได้จากการกลั่นว่า ราคาน้ำมัน
รายได้จากการขายน้ำมัน = ราคาน้ำมัน x ปริมาณน้ำมันที่ขายได้
ราคาน้ำมันทุกประเทศใน region อิงกับราคาสิงคโปร์ เพราะถ้าประเทศไหนราคาสูงกว่า ผู้นำเข้าก็เลือกที่จะนำเข้าน้ำมันแทนการซื้อในประเทศ ประเทศไหนราคาต่ำกว่า ผู้ผลิตก็เลือกที่จะส่งออกน้ำมันแทนการขายในประเทศ และถ้ามีการห้ามทำเช่นนั้น การลักลอบก็จะเกิดขึ้น
ฝั่งรายได้ของทุกประเทศจึงถูกอิงกับสิงคโปร์
ส่วนฝั่งต้นทุนน้ำมันดิบ เนื่องจากทุกประเทศล้วนนำเข้าน้ำมันดิบที่อ้างอิงราคากลางเช่น Dubai หรือ Brent ซึ่งสิงคโปร์ก็อ้างอิงราคากลางนี้ ด้วยเหตุนี้ ราคาน้ำมันดิบของทุกประเทศจึงใกล้เคียงกัน และใกล้เคียงกับสิงคโปร์
อย่างไรก็ตาม ต้นทุนน้ำมันดิบของแต่ละโรงกลั่นไม่เท่ากันเพราะประเภทของน้ำมันดิบที่นำมาใช้กลั่นไม่เหมือนกัน ค่าขนส่งต่างกัน ค่าประกันภัยต่างกัน
ด้วยเหตุนี้ ค่าการกลั่นของแต่ละโรงกลั่นจึงไม่เท่ากัน
นอกจากนี้ เนื่องจากค่าการกลั่นของแต่ละโรงกลั่นในแต่ละประเทศไม่ต่างจากค่าการกลั่นอ้างอิงสิงคโปร์มากและไปในทิศทางเดียวกัน ด้วยเหตุนี้ หากต้องการดูภาพรวมของโรงกลั่นโดยทั่วไป นักวิเคราะห์หลักทรัพย์จึงนิยมดูที่ค่าการกลั่นอ้างอิงของสิงคโปร์ไปเลย
อีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญคือ เนื่องจากสิงคโปร์เป็นเกาะที่อยู่ในจุดที่ได้ประโยชน์จากที่ตั้ง เรือขนน้ำมันดิบขนาดใหญ่แล่นผ่านและแวะจอดได้ง่ายทำให้ต้นทุนค่าขนส่งน้ำมันดิบของสิงคโปร์มักจะต่ำมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่นรอบๆ ค่าการกลั่นของสิงคโปร์จึงสะท้อน “ต้นทุนส่วนเพิ่ม” ของอุตสาหกรรมกลั่นน้ำมันในภูมิภาคได้ดี และหากโรงกลั่นใดก็ตามมีค่าการกลั่นน้อยกว่าสิงคโปร์มาก (ต้นทุนสูงกว่ามาก) ในมุมมองด้านการลงทุน ก็จะมองว่าโรงกลั่นนั้นไม่คุ้มค่าที่จะลงทุนในระยะยาว
การอิงค่าการกลั่นกับสิงคโปร์ ในอีกทางนึงจึงเป็นการบังคับให้โรงกลั่นต้องปรับปรุงประสิทธิภาพเพื่อให้ได้ค่าการกลั่นไม่น้อยกว่าค่าการกลั่นอ้างอิงที่สิงคโปร์
แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า เมื่อนักวิเคราะห์ใช้ค่าการกลั่นอ้างอิงสิงคโปร์แล้ว ค่าการกลั่นของแต่ละโรงกลั่นในแต่ละประเทศจะต้องเท่ากับค่าการกลั่นอ้างอิงสิงคโปร์ด้วย เพราะ อย่างไรเสีย ค่าการกลั่นของแต่ละโรงก็ต้องเป็นค่าการกลั่นของตัวเอง และไม่เท่ากับค่าการกลั่นอ้างอิงสิงคโปร์ เพียงแต่ ใกล้เคียงกันและไปในทิศทางเดียวกัน
ดังนั้น การเรียกร้องให้ยกเลิกอ้างอิงกับค่าการกลั่นอ้างอิงสิงคโปร์เพื่อทำให้เราคุมราคาน้ำมันเองได้ จึงเป็นการเรียกร้องที่เกิดจากความไม่เข้าใจหรือความเข้าใจผิด เพราะการอิงสิงคโปร์ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการสูญเสียอิสรภาพในการกำหนดราคาน้ำมันสุกและราคาน้ำมันดิบของตน เนื่องจากราคาทั้งสองเป็นราคาตลาดที่ไม่มีใครมีอำนาจในการกำหนดได้อยู่แล้ว หากใครกำหนด ก็จะทำให้เกิดการไหลเข้าหรือไหลออกของน้ำมันตามราคาที่ถูกบิดเบือนและส่งผลต่อปริมาณและราคาในประเทศ จนในที่สุด ก็จะถูกตลาดบีบให้ต้องกลับไปใช้ราคาอ้างอิงนี้อยู่ดี
กลับมาที่องค์ประกอบของค่าการกลั่น ซึ่งเท่ากับ รายได้จากการขายน้ำมันหักด้วยต้นทุนน้ำมันดิบ ที่แจงไปเบื้องต้นรายการหนึ่งแล้วว่าต่างกันเพราะประเภทของน้ำมันดิบต่างกันและราคาซื้อน้ำมันดิบแม้จะประเภทเดียวกันอาจต่างกันด้วยปัจจัยหลายประการนั้น ฝั่งรายได้ก็มีตัวแปรที่น่าสนใจและเป็นที่ถกเถียงกันอย่างมากคือ ราคาน้ำมันสุกหน้าโรงกลั่นที่ขายในประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่ใช้ ราคาน้ำมันอ้างอิงสิงคโปร์ บวกด้วย ค่าขนส่งจากสิงคโปร์มาประเทศนั้น บวกด้วยค่าประกันภัย และบวกต้นทุนปริมาณน้ำมันที่อาจสูญเสียหรือระเหยระหว่างทาง
ซึ่งไทยก็ใช้สูตรนี้เช่นกัน
ปัญหาอยู่ที่ว่า น้ำมันเกือบทั้งหมดที่ใช้ในประเทศไทยกลั่นในไทย ไม่ได้นำเข้าจากสิงคโปร์ แล้วทำไมต้องบวกต้นทุนขนส่ง ประกันภัย และค่าสูญเสียระหว่างขนส่ง ด้วย และด้วยเหตุนี้ ผู้ที่ไม่เห็นด้วย จึงมองว่า ราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่นของไทยต้องตัดส่วนนี้ออกไป ซึ่งหากดูเพียงแค่นี้ ก็เห็นว่าควรตัดออกไปจริงๆ แต่ทำไมรัฐบาลไม่สั่งให้ตัด ตรงกันข้ามรัฐบาลเอง (ตั้งแต่อดีตทุกรัฐบาล) เป็นผู้อนุมัติให้ใช้สูตรนี้
แล้วทำไมต้องบวก ถ้าตัดออกไปแล้วจะเกิดอะไรขึ้น
เพื่อตอบคำถามนี้ ขอเริ่มจากการสมมุติว่า ราคาน้ำมันอ้างอิงสิงคโปร์เท่ากับ 100 ค่าขนส่งรวมค่าประกันภัยและค่าสูญเสียเท่ากับ 5 รวมกันเป็น 105 โรงกลั่นในไทยจะตั้งราคาหน้าโรงกลั่นไว้ที่ 105 ไม่ใช่ 100 ทั้งที่ราคาหน้าโรงกลั่นควรจะเป็น 100 หากไม่รวมค่าขนส่ง ประกันภัย และค่าสูญเสีย (ขอเรียกสั้นๆ ว่า ค่าขนส่ง) เพราะค่าเหล่านั้นโรงกลั่นไม่ได้จ่ายจริง
(ในความเป็นจริง ค่าขนส่งน้ำมันระหว่างไทย-สิงคโปร์ จะไม่สูงมากขนาดนี้ แต่ยกตัวอย่างตัวเลขเพื่อให้เห็นชัด)
ทีนี้ สมมุติต่อไปว่า รัฐบาลบังคับให้โรงกลั่นต้องเอา 5 บาทออก เพราะไม่ได้จ่ายจริง แต่ให้ขายเพียง 100 เท่ากับราคาอ้างอิงสิงคโปร์
สิ่งที่เกิดขึ้นคือ จะมีผู้นำเข้าจากต่างประเทศที่นำเข้าน้ำมันจากไทยใกล้กว่านำเข้าจากสิงคโปร์ติดต่อซื้อน้ำมันจากโรงกลั่นไทยในราคา 100 บาท ซึ่งเมื่อรวมค่าขนส่งจากไทยไปประเทศนั้นแล้วถูกกว่านำเข้าจากสิงคโปร์ไปประเทศนั้น
จะเกิดการไหลออกของน้ำมันจากประเทศไทยไปประเทศอื่นทันที
สถานการณ์นี้จะรุนแรงมากขึ้นหากประเทศที่มีโรงกลั่นเช่นเดียวกันกับเรา อนุญาตให้โรงกลั่นของเขาเพิ่มค่าขนส่งนี้เข้าไปได้เป็น 105 บาท (สมมุติว่าระยะทางจากสิงคโปร์ เท่ากับไทย และระยะทางจากไทยไปประเทศนั้นไม่มากกว่าสิงคโปร์ไปประเทศนั้น) ซึ่งหมายความว่า ราคาหน้าโรงกลั่นของไทยเมื่อรวมค่าขนส่งจะต่ำกว่าราคาหน้าโรงกลั่นของประเทศนั้นทันที การไหลออกของน้ำมันไทยไปยังประเทศนั้นก็จะมีมากขึ้น
และหากรัฐบาลสั่งห้าม สิ่งที่จะเกิดตามมาคือ ผู้ผลิตที่ไม่ใช่ ปตท. จะย้ายฐานออกจากประเทศ ส่วน ปตท. แม้จะไปไหนไม่ได้ แต่ก็จะมีผู้ค้าบางคนมาซื้อน้ำมันจาก ปตท. ไปลักลอบส่งออกอยู่ดี การสั่งห้ามจึงไม่เกิดข้อดีอะไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นผลเสียต่อการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ
และหากมองอีกมุมหนึ่ง ถ้าไม่มีโรงกลั่นในประเทศ คนไทยก็ต้องไปซื้อน้ำมันจากสิงคโปร์และจ่ายค่าขนส่งที่ต้องเพิ่มขึ้นจากราคาน้ำมันนี้อยู่ดี
ด้วยเหตุนี้ การตัดราคาขนส่งออกทั้งที่ไม่ได้จ่ายจริงจึงเป็นผลเสียมากกว่าผลดี
แต่ถ้าถามว่า ค่าขนส่งสมมุติที่ถูกเพิ่มเข้ามานี้เป็นกำไรแฝงของโรงกลั่นหรือไม่ ก็มองได้สองทาง
ถ้ามองว่าโรงกลั่นไม่ได้จ่ายจริง อันนี้ก็ตอบว่าเป็นกำไรแฝง
แต่ถ้ามองว่าถึงแม้โรงกลั่นไม่ได้จ่ายจริง แต่ก็เป็นแรงจูงใจให้โรงกลั่นขายน้ำมันในประเทศไม่ส่งออก (เป็น security of supply) เพราะหากไม่มีกำไรแฝงนี้ ก็ไม่มีความแตกต่างระหว่างการขายในประเทศกับการส่งออก
แล้วถ้าไม่เก็บเพิ่มทั้ง 5 บาท แต่เพิ่มเพียง 2.5 บาท จะเกิดอะไรขึ้น
ถ้าสมมุติว่ารัฐบาลสั่งให้โรงกลั่นลดค่าขนส่งสมมุติลงครึ่งหนึ่งเหลือ 2.5 บาท ทำให้ราคาหน้าโรงกลั่นเหลือเพียง 102.5 บาท แทนที่จะเป็น 105 บาท
สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ราคาหน้าโรงกลั่นในประเทศก็อาจจะยังต่ำกว่าราคาหน้าโรงกลั่นของประเทศอื่นที่มีระยะทางเดียวกันอยู่ดี การไหลออกของน้ำมันจะยังเกิดขึ้นแม้จะน้อยลงก็ตาม แต่ในระยะยาว ก็จะไหลออกไปเรื่อยๆ และเสี่ยงต่อการเกิดน้ำมันขาดแคลนเช่นเดียวกัน หากราคายังไม่ parity กับประเทศอื่น
ด้วยเหตุนี้จึงอาจกล่าวได้ว่า
"ราคาหน้าโรงกลั่น ไม่ได้มีไว้เพื่อบอกว่าโรงกลั่นมีกำไรเท่าไหร่ แต่มันมีไว้เพื่อกำกับว่าน้ำมันควรจะไหลไปที่ไหน"
สุดท้าย
หากย้อนกลับไปดูที่ค่าการกลั่น ซึ่งเท่ากับ ราคาน้ำมันสุก - ต้นทุนน้ำมันดิบ
จะเห็นได้ว่า ต้นทุนน้ำมันดิบของไทย มากกว่า ต้นทุนน้ำมันดิบของสิงคโปร์ เพราะต้องบวกค่าขนส่งเพิ่มจากสิงคโปร์มาไทย แต่ ค่าการกลั่นอ้างอิงสิงคโปร์ ไม่ได้บวกต้นทุนนี้เข้าไป แต่โรงกลั่นไทยต้องจ่ายจริง นั่นหมายความว่า หากยังคงราคาน้ำมันสุกไว้ที่ราคาอ้างอิงที่สิงคโปร์ ค่าการกลั่นของไทยก็จะน้อยกว่าค่าการกลั่นอ้างอิง (ถ้าน้ำมันดิบ และผลิตภัณฑ์จากน้ำมันดิบเป็นประเภทเดียวกันในปริมาณเท่ากันทุกประการ)
ดังนั้นการที่โรงกลั่นไทยนำค่าขนส่งสมมุตินี้เข้ามารวมจึงเป็นการชดเชยกับค่าขนส่งน้ำมันดิบไปด้วยในตัว แม้จะไม่เท่ากันเป๊ะก็ตาม
การเมือง
ความคิดเห็น
เศรษฐกิจ
บันทึก
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย