เมื่อวาน เวลา 11:00 • ธุรกิจ

ภาพลวงตาแสนล้าน บทเรียนธุรกิจจากความสำเร็จชั่วคราวของ Zoom

ผมว่าทุกคนน่าจะจำช่วงเวลาที่เราต้องกักตัวอยู่บ้านได้ดี ในตอนนั้นทุกอย่างในชีวิตต้องย้ายไปอยู่บนหน้าจอคอมพิวเตอร์
และมีแอปพลิเคชันหนึ่งที่กลายมาเป็นเหมือนโครงสร้างพื้นฐานของโลกใบนี้ นั่นคือแอปพลิเคชันชื่อคุ้นหูอย่าง Zoom
ช่วงเวลานั้นบริษัทเติบโตเร็วที่สุดในโลกจนมูลค่าบริษัทเคยพุ่งทะยานไปแตะระดับ 160,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
แต่เชื่อไหมครับว่าเพียงแค่สองปีต่อมา มูลค่าของบริษัทกลับร่วงหล่นลงมาถึง 90%
สิ่งที่น่าสนใจคือเหตุผลของการร่วงหล่นนี้แทบไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับตัวซอฟต์แวร์เลย…
เรื่องราวทั้งหมดเริ่มต้นจากชายคนหนึ่งที่มีชื่อว่า Eric Yuan เขาเป็นชาวจีนที่ใฝ่ฝันอยากจะเดินทางมาทำงานที่สหรัฐอเมริกาในยุคฟองสบู่ดอตคอม
ความมุ่งมั่นของเขาไม่ธรรมดา เพราะเขาเคยถูกปฏิเสธวีซ่าถึง 8 ครั้ง ก่อนจะทำสำเร็จในครั้งที่ 9
หลังจากนั้นเขาได้เข้ามาทำงานเป็นวิศวกรยุคบุกเบิกที่บริษัท WebEx ซึ่งทำโปรแกรมประชุมทางวิดีโอ
จนกระทั่งในปี 2007 บริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Cisco ได้เข้าซื้อกิจการ WebEx ไปด้วยมูลค่า 3,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
การเข้าซื้อกิจการครั้งนั้นทำให้ Eric Yuan ได้ก้าวขึ้นเป็นรองประธานฝ่ายวิศวกรรม
ทุกวันเขาจะคอยพูดคุยกับลูกค้าที่ใช้งาน WebEx และเขาก็ค้นพบความจริงที่น่าปวดใจว่า ลูกค้าแทบทุกคนไม่มีความสุขกับการใช้งานเลย…
ปัญหาที่พบมีตั้งแต่สายหลุดบ่อย เสียงดีเลย์ไม่ตรงกับภาพ และที่น่ารำคาญที่สุดคือการจะเข้าร่วมประชุมแต่ละครั้ง ผู้ใช้งานต้องดาวน์โหลดโปรแกรมเสริมจุกจิกมากมาย เขาตั้งใจสรุปทุกข้อร้องเรียนไปนำเสนอต่อทีมผู้บริหาร
แต่คำตอบที่ได้รับกลับมาจากเบื้องบนคือ บริษัทไม่ได้สนใจที่จะลงทุนปรับปรุงผลิตภัณฑ์นี้อีกแล้ว
เมื่อเสียงของลูกค้าและเสียงของคนทำงานไม่ถูกรับฟัง จุดแตกหักจึงเกิดขึ้นในที่สุด
ในปี 2011 Eric Yuan ตัดสินใจทิ้งความมั่นคงและลาออกจาก Cisco เขานำวิศวกรคู่ใจออกมาร่วมงานด้วยประมาณ 40 คน เพื่อก่อตั้งบริษัทของตัวเองเพื่อแก้ปัญหาที่เขาเห็นมาตลอด…
ในช่วงแรกบริษัทใช้ชื่ออื่นก่อนที่จะเปลี่ยนมาเป็น Zoom ในเวลาต่อมา
สิ่งที่ทำให้พวกเขาแตกต่างจากคู่แข่งในตลาดตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นคือความน่าเชื่อถือของระบบและความเรียบง่ายในการใช้งาน
เป้าหมายของพวกเขาคือการทำให้การประชุมลื่นไหลที่สุด โดยเฉพาะการใช้งานบนอุปกรณ์มือถือ ซึ่งเป็นสิ่งที่ซอฟต์แวร์รุ่นเก่าในตลาดยังทำได้ไม่ดีพอ และผลลัพธ์ก็พิสูจน์ให้เห็นว่าเขาคิดถูก
เมื่อ Zoom เปิดตัวระบบการประชุมต่อสาธารณะครั้งแรกในเดือนมกราคม 2013 เพียงแค่สิ้นเดือนแรก บริการของพวกเขาก็มีผู้ใช้งานถึง 400,000 คน และพุ่งทะลุ 1 ล้านคนภายในเดือนพฤษภาคมของปีเดียวกัน…
บริษัทเติบโตอย่างรวดเร็วในกลุ่มลูกค้าองค์กรธุรกิจและมหาวิทยาลัยชั้นนำ
ภายในปี 2017 บริษัทได้รับเงินทุนจำนวน 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐจากกองทุนชื่อดังอย่าง Sequoia Capital
เงินทุนก้อนนั้นทำให้บริษัทมีมูลค่าแตะ 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ก้าวเข้าสู่สถานะยูนิคอร์นอย่างเต็มตัว
และต่อมาในเดือนเมษายน 2019 พวกเขาก็ได้นำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ Nasdaq
ในตอนนั้นพวกเขาเป็นเพียงบริษัททำซอฟต์แวร์สื่อสารสำหรับองค์กรที่ทำกำไรได้ดี แต่ยังคงจับตลาดเฉพาะกลุ่ม ไม่ได้เป็นที่รู้จักในวงกว้างระดับคนทั่วไปเดินถนน…
แต่แล้วโลกก็ต้องเผชิญกับจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ที่สุดเมื่อโรคระบาดมาเยือน
ความต้องการในการสื่อสารผ่านวิดีโอระเบิดขึ้นแทบจะในชั่วข้ามคืน ทุกอย่างบนโลกใบนี้เปลี่ยนไปเร็วกว่าที่ใครจะคาดคิด
จำนวนผู้เข้าร่วมประชุมรายวันพุ่งสูงขึ้นถึง 30 เท่าในช่วงเวลาเพียงแค่สี่เดือน จากผู้ใช้งาน 10 ล้านคนในเดือนธันวาคม 2019 กลายเป็น 300 ล้านคนในเดือนเมษายน 2020
Zoom เปลี่ยนสถานะจากแค่เครื่องมือในที่ทำงาน กลายมาเป็นโครงสร้างพื้นฐานระดับโลกที่ทุกคนขาดไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นการเรียนออนไลน์ การทำงาน หรือแม้แต่การพูดคุยกับครอบครัว…
เพราะปริมาณผู้ใช้งานที่มหาศาลนี้ ทำให้ในไตรมาสเดียวรายได้ของบริษัทพุ่งขึ้นถึง 355% เอาชนะตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ไปได้อย่างขาดลอย หุ้นของบริษัทพุ่งขึ้นเกือบสี่เท่าภายในปีเดียว
ในวันที่ 31 สิงหาคม 2020 ราคาหุ้นทำสถิติปิดตัวสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ในตอนนั้นทุกคนต่างคิดว่านี่คือมาตรฐานใหม่ของการใช้ชีวิต และพวกเขาคือราชาแห่งยุคสมัยใหม่ที่ไม่มีใครโค่นลง
แต่วิกฤตมักจะมาในตอนที่เรากำลังหลงระเริงและไม่ทันระวังตัว
รอยร้าวแรกเริ่มปรากฏให้เห็นในตัวเลขงบการเงิน อัตรากำไรขั้นต้นของบริษัทเริ่มลดลงจากช่วงก่อนโรคระบาดที่ 80% ลงมาอยู่ที่ 71%…
สาเหตุหลักเป็นเพราะผู้ใช้งานฟรีนับล้านคนได้สร้างต้นทุนมหาศาลให้กับบริษัท
บริษัทต้องจ่ายค่าเช่าระบบเซิร์ฟเวอร์และพื้นที่เก็บข้อมูลบนคลาวด์จากผู้ให้บริการอย่าง Amazon และ Oracle
ผู้ใช้งานฟรีเหล่านี้กินทรัพยากรไปมหาศาลโดยไม่ได้สร้างรายได้กลับคืนมาเลยแม้แต่น้อย ยิ่งมีคนใช้ฟรีเยอะ บริษัทยิ่งต้องแบกรับต้นทุนโครงสร้างพื้นฐานที่หนักอึ้งขึ้นเรื่อยๆ
รอยร้าวที่สองคือเรื่องของความน่าเชื่อถือ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่สุดของการทำธุรกิจซอฟต์แวร์องค์กร
คณะกรรมาธิการการค้าแห่งรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ได้เข้ามาตรวจสอบและพบความจริงที่น่าตกใจ…
พวกเขาพบว่าระบบรักษาความปลอดภัยของบริษัทไม่ได้ดีอย่างที่โฆษณาไว้
บริษัทอ้างว่ามีระบบเข้ารหัสข้อมูลจากต้นทางถึงปลายทางโดยไม่มีใครแอบอ่านได้ แต่ความจริงแล้วมันไม่ได้เข้ารหัสอย่างสมบูรณ์
เรื่องนี้ทำให้ผู้ใช้งานเกิดความรู้สึกปลอดภัยแบบผิดๆ นอกจากนี้ยังมีปัญหาเรื่องการปล่อยให้มีคนแปลกหน้าบุกรุกเข้ามาแทรกแซงการประชุมเพื่อแสดงภาพอนาจาร หรือใช้ภาษาเหยียดเชื้อชาติ
เรื่องฉาวนี้จบลงที่บริษัทต้องยอมจ่ายเงิน 85 ล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อยุติคดีความที่ถูกกล่าวหาว่าละเมิดความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้งาน รวมถึงการแอบแชร์ข้อมูลส่วนบุคคลให้กับบริษัทเทคโนโลยีรายอื่น…
แต่รอยร้าวที่ใหญ่ที่สุดกลับเป็นเรื่องละเอียดอ่อนทางการเมือง อัยการสหรัฐฯ ได้ตั้งข้อหาอดีตผู้บริหารระดับสูงของบริษัทที่ประจำอยู่ในประเทศจีนในข้อหาแทรกแซงและสั่งปิดห้องประชุมผ่านวิดีโอ
การปิดห้องประชุมเหล่านั้นเป็นงานที่จัดขึ้นเพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์ทางการเมืองในอดีต โดยถูกกล่าวหาว่าเป็นการทำตามคำร้องขอของรัฐบาลจีน ซึ่งถือเป็นเรื่องร้ายแรงมากในสายตาชาติตะวันตก
แม้ว่าบริษัทจะทำการไล่พนักงานคนดังกล่าวออกไปแล้ว แต่เหตุการณ์นี้ก็ทำให้เกิดคำถามตัวโตๆ ว่า แท้จริงแล้วแพลตฟอร์มนี้กำลังปกป้องข้อมูลผู้ใช้หรือรับใช้ผลประโยชน์ของใครกันแน่…
สำหรับบริษัทที่สร้างขึ้นบนรากฐานของความเชื่อใจ ความเสียหายเหล่านี้สะสมและกัดกินภาพลักษณ์ของบริษัทอย่างรวดเร็ว และเมื่อสถานการณ์โรคระบาดเริ่มคลี่คลาย ผู้คนได้รับวัคซีนและเริ่มใช้ชีวิตปกติ
การเติบโตของผู้ใช้งานเริ่มชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด ผู้คนกลับไปทำงานหรือเรียนหนังสือแบบพบหน้ากันจริงๆ ราคาหุ้นที่เคยอยู่บนจุดสูงสุดก็เริ่มดิ่งหัวลงอย่างรวดเร็ว
ทีมผู้บริหารเข้าใจสถานการณ์ดีว่าพวกเขาไม่สามารถพึ่งพารายได้จากการประชุมผ่านวิดีโอเพียงอย่างเดียวได้อีกต่อไป บริษัทจำเป็นต้องกระจายความเสี่ยงไปสู่ธุรกิจรูปแบบใหม่…
พวกเขาจึงประกาศแผนการครั้งประวัติศาสตร์ในเดือนกรกฎาคม 2021 นั่นคือการเข้าซื้อกิจการบริษัทผู้ให้บริการระบบศูนย์บริการลูกค้าสัมพันธ์บนคลาวด์ที่มีชื่อว่า Five9
ดีลนี้มีมูลค่าสูงถึง 14,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยถูกออกแบบมาในรูปแบบการใช้หุ้นของบริษัทตนเองไปแลกเปลี่ยนแทนการจ่ายด้วยเงินสดก้อนโต
บริษัทหวังว่าฐานลูกค้าองค์กรของ Five9 จะช่วยให้พวกเขากลายเป็นแพลตฟอร์มการสื่อสารแบบครบวงจรได้อย่างรวดเร็วที่สุด แต่โชคร้ายที่แผนการยิ่งใหญ่นี้กลับพังไม่เป็นท่า…
ในวันที่ 30 กันยายน 2021 ผู้ถือหุ้นของ Five9 ได้ลงคะแนนโหวตคว่ำดีลนี้
เหตุผลหลักที่ข้อตกลงล้มเหลวก็คือ ราคาหุ้นของ Zoom ที่เป็นเหมือนสกุลเงินในการซื้อกิจการกำลังดิ่งลงอย่างหนัก
บริษัทที่ปรึกษาด้านการลงทุนได้ออกมาเตือนผู้ถือหุ้นฝั่งถูกซื้อว่า การรับค่าตอบแทนเป็นหุ้นที่กำลังราคาตกนั้นมีความเสี่ยงสูงเกินไป ราคาหุ้นที่ตกต่ำได้ทำลายอำนาจในการขยายกิจการของพวกเขาไปจนหมด
นอกจากนี้กระทรวงยุติธรรมของสหรัฐฯ ก็เข้ามาตรวจสอบเรื่องความมั่นคงที่มีความเชื่อมโยงกับประเทศจีนเพิ่มเติมอีก การตกต่ำของราคาหุ้นได้ย้อนกลับมากัดกินโอกาสในการรอดชีวิตของบริษัทเสียเอง…
สิ่งที่ตามมาคือความยากลำบากที่ค่อยๆ ปรากฏชัดเจนขึ้น ภายในเดือนพฤษภาคม 2022 บริษัทรายงานการเติบโตของรายได้เพียง 12% ซึ่งถือว่าเติบโตช้าที่สุดนับตั้งแต่เข้าตลาดหลักทรัพย์
ราคาหุ้นร่วงลง 85% มูลค่าบริษัทเกือบ 140,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐได้สลายหายไปในอากาศเหมือนภาพลวงตา
ในขณะเดียวกันคู่แข่งยักษ์ใหญ่ก็เริ่มรุกคืบเข้ามาแย่งส่วนแบ่งตลาดอย่างหนักหน่วง
บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีต่างพัฒนาซอฟต์แวร์ประชุมของตัวเองและพ่วงไปกับระบบปฏิบัติการพื้นฐานที่มีคนใช้ทั่วโลกอยู่แล้ว ทำให้ลูกค้าหลายรายเริ่มเปลี่ยนใจไปใช้ของฟรีที่ติดมากับระบบ…
เมื่อรายได้ไม่เติบโตดั่งหวัง การลดรายจ่ายและการหั่นต้นทุนจึงเป็นทางออกเดียวที่เหลืออยู่
ในเดือนกุมภาพันธ์ 2023 บริษัทต้องประกาศปลดพนักงานประมาณ 1,300 ตำแหน่ง
นี่คิดเป็นตัวเลขราว 15% ของพนักงานทั้งหมด Eric Yuan ในฐานะผู้นำองค์กรได้ประกาศลดเงินเดือนตัวเองลงถึง 98% และขอสละสิทธิ์รับโบนัสเพื่อแสดงความรับผิดชอบต่องานที่ล้มเหลว
แต่ช่วงเวลาที่ตลกร้ายที่สุดและเป็นการตบหน้าความเชื่อมั่นของบริษัทอย่างจัง เกิดขึ้นในการประชุมพนักงานประจำปี 2023 ที่เนื้อหาหลุดรอดออกไปสู่สายตาสาธารณชน…
Eric Yuan ประกาศให้พนักงานบางส่วนต้องเดินทางกลับเข้ามาทำงานที่ออฟฟิศ
ลองจินตนาการดูว่าซีอีโอของบริษัทที่เป็นสัญลักษณ์ของการทำงานจากที่บ้าน กำลังยอมรับความจริงบางอย่าง
เขากำลังยอมรับกลายๆ ว่าผลิตภัณฑ์ของตนเองนั้นยังไม่ดีพอที่จะทดแทนการมาเจอกันตัวเป็นๆ การสร้างวัฒนธรรมองค์กรและการทำงานร่วมกันยังคงต้องการปฏิสัมพันธ์ของมนุษย์จริงๆ
จนในที่สุด เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2024 บริษัทได้ตัดสินใจครั้งใหญ่โดยการตัดคำว่า Video ออกจากชื่อจดทะเบียนบริษัทอย่างเป็นทางการ เพื่อลบภาพจำเดิมๆ ทิ้งไป…
พวกเขาเปิดตัวฟีเจอร์ AI เข้ามาช่วยในการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นการช่วยสรุปการประชุม ร่างอีเมล หรือจัดการตารางงาน เพื่อเป็นความพยายามครั้งใหม่ในการอยู่รอด
ความหวังของพวกเขาคือการทำให้บริษัทกลายเป็นแพลตฟอร์มการทำงานที่เก่งกาจ มากกว่าที่จะเป็นแค่โปรแกรมเอาไว้เปิดกล้องคุยกันเหมือนในอดีต ซึ่งเราก็ต้องติดตามกันต่อไปว่าแผนนี้จะสำเร็จหรือไม่
เพราะโลกธุรกิจยุคใหม่เต็มไปด้วยคู่แข่งที่ทรงพลังและพร้อมจะแย่งชิงพื้นที่หน้าจอของผู้ใช้งานตลอดเวลา ปัญหาของเรื่องราวทั้งหมดนี้ไม่เคยอยู่ที่ตัวซอฟต์แวร์เลย…
ผลิตภัณฑ์ของพวกเขายอดเยี่ยม เสถียรภาพสูง และสามารถรองรับผู้ใช้งานหลายร้อยล้านคนได้อย่างน่าทึ่งในช่วงเวลาที่โลกต้องการมากที่สุด แต่บทเรียนธุรกิจที่ซ่อนอยู่มันลึกซึ้งกว่านั้น
เรื่องนี้สอนให้เราต้องแยกแยะให้ออกระหว่างสิ่งที่เกิดขึ้นชั่วคราว กับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างอย่างถาวร
โรคระบาดได้สร้างความต้องการที่พุ่งสูงลิ่วจนดูเหมือนจะเป็นมาตรฐานใหม่ของโลก
ตลาดหุ้นและนักลงทุนต่างประเมินมูลค่าบริษัทโดยเชื่อว่าพฤติกรรมนี้จะอยู่กับเราตลอดไป
บริษัทเองก็หลงระเริงไปกับตัวเลขเหล่านั้น มีการจ้างงานอย่างมหาศาลเพื่อรองรับการเติบโต…
พวกเขาใช้จ่ายเงินจำนวนมากเพื่อรักษาตำแหน่งในตลาด ที่ท้ายที่สุดแล้วมันจะต้องหดตัวลงเมื่อสถานการณ์โลกกลับเข้าสู่สภาวะปกติ ความผิดพลาดคือการประเมินสถานการณ์ผิดไป
เรื่องราวทั้งหมดนี้ให้ข้อสรุปที่เจ็บปวดว่า การประชุมผ่านวิดีโอนั้นเป็นเพียงแค่ “ฟีเจอร์” หนึ่งในการทำงาน
แต่มันไม่ใช่ “แพลตฟอร์ม” หรือระบบนิเวศหลักที่ควบคุมทุกอย่างของการทำงานเอาไว้ได้
บริษัทสื่อสารที่เคยร้อนแรงที่สุดแห่งนี้ต้องใช้เวลาหลายปี และต้องจ่ายค่าบทเรียนนี้ด้วยมูลค่าตลาดนับหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อที่จะเข้าใจความแตกต่างของสองคำนี้อย่างถ่องแท้
References : [cnbc, bloomberg, forbes, theverge, reuters]
◤━━━━━━━━━━━━━━━◥
หากคุณชอบคอนเทนต์นี้อย่าลืม 'กดไลก์'
หากคอนเทนต์นี้โดนใจอย่าลืม 'กดแชร์'
คิดเห็นอย่างไรคอมเม้นต์กันได้เลยครับผม
◣━━━━━━━━━━━━━━━◢
ติดตามสาระดี ๆ อัพเดททุกวันผ่าน Line OA ด.ดล Blog
คลิกเลย --> https://lin.ee/aMEkyNA
——————————————–
ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
=========================
โฆษณา