19 เม.ย. เวลา 12:30 • อสังหาริมทรัพย์

[mon livre: จัดการทรัพย์สินก่อนจะเป็นมรดก] บทที่ 5 | เงินเพื่ออนาคตไม่สำคัญเท่าลูกสมุน 🏠📜

กลับมาตามสัญญาค่ะ หลังจบบทที่ 4 ที่สรุปได้ว่าครอบครัวเราต้อง "ควักเนื้อ" จ่ายค่าน้ำใจให้คนรู้จักปีละเป็นแสน หลายคนคงอยากรู้ใช่ไหมคะว่า "แผนทวงคืนอิสรภาพให้ทรัพย์สิน" ของเราคืออะไร?
สารภาพตามตรงค่ะว่า แผน Pitching รอบแรกถูกพับเก็บเข้าลิ้นชักไปอย่างรวดเร็ว เพราะแม่มองว่ามาตรการของเรานั้นดู “โหดร้าย” เกินไปสำหรับคนที่รู้จักกันมานาน จนเราเองก็เริ่มลังเลว่า หรือ “การช่วยเหลือกันแบบมีสติ” ที่เคยตั้งใจไว้ มันจะใช้ไม่ได้กับคนใกล้ตัวกันแน่?
เมื่อเป็นแบบนั้น เราจึงนำเสนอแผนใหม่ที่ “เป็นมิตร” กว่าเดิม บนพื้นฐานข้อมูลใหม่ที่แม่หลุดปากบอกว่า “จริงๆ คุณเอก็มีทรัพย์สินอื่นนะ ไม่ได้สิ้นไร้ไม้ตอกอย่างที่เราเข้าใจ” ข้อมูลนี้ทำให้เราใจชื้นขึ้นมาก และมองว่าแผนนี้คุณแม่กับคุณเอน่าจะคุยกันได้ง่ายขึ้น
สรุปแผนวิน-วิน (ที่เราคิดไปเอง): เราเสนอให้คุณเอเริ่มกระบวนการ “เปลี่ยน” ทรัพย์สินของเขา (ซึ่งมีมูลค่ามากกว่า 2 ล้านบาท เท่ากับราคาทุนที่แม่ผ่อนแทนให้มาตลอด) ให้กลายเป็นเงินเพื่อนำมาใช้หนี้คืนแม่ โดยที่คุณเอไม่ต้องย้ายออกจากบ้านเลย! ในระหว่างดำเนินการ จะไม่มีการเก็บค่าเช่าใดๆ ทั้งสิ้น ให้เขาอยู่ต่อได้ตามปกติ แลกกับการ “เริ่มต้น” บริหารทรัพย์สินตัวเองให้เข้าที่เข้าทาง และไม่พึ่งพาแต่แม่เราฝ่ายเดียวอีกต่อไป
แต่เรื่องมันไม่ง่ายแบบนั้น… เมื่อแม่บอกว่าไม่กล้าคุยเรื่องนี้เพราะ “เกรงใจเขา”
โอ้ขุ่นพระ! ใครต้องเกรงใจใครกันแน่คะ? ครั้งแรกที่ได้ยินเราไปต่อไม่ถูกเลยค่ะ ตรรกะที่ว่า “คนอาศัยต้องเกรงใจเจ้าของบ้าน” กลายเป็น “เจ้าของบ้านเกรงใจผู้อาศัย” แทน เราต้องใช้เวลาตกตะกอนกับ Reaction นี้ของแม่อยู่นานมาก จนได้ข้อสรุปว่าความเกรงใจนี้มาจาก 3 สาเหตุหลักค่ะ:
  • 1.
    กลัวขาด "ลูกสมุน": คุณเอเป็นคนที่แม่เรียกใช้ไหว้วานจิปาถะประจำ (แม้จะให้เงินทุกครั้ง) ทั้งขับรถ ซ่อมบ้าน ขนของ ซึ่งคุณเอก็พร้อมมาหาเสมอ แม่มองว่าถ้าไม่มีเขา แล้วใครจะทำ? ในเมื่อลูกอย่างเราก็ยุ่งแต่กับงาน
  • 2.
    พันธะทางใจ: เคยช่วยกันมานาน ก็ควรช่วยกันตลอดไป (อาจจะหมายถึงชั่วลูกชั่วหลาน) การไปตัดความช่วยเหลือดื้อๆ จะดูไม่ดี แล้วเขาจะอยู่ยังไง?
  • 3.
    ชะล่าใจ: แม่รู้สึกว่าตอนนี้ไม่ได้ลำบาก มีเงินเหลือเฟือ ทำไมจะช่วยคนอื่นไม่ได้? (แม้เราจะกางตัวเลขค่าใช้จ่ายในอนาคตและพลังของดอกเบี้ยทบต้นให้ฟังจนคอแห้งแล้วก็ตาม)
นาทีนั้นเรารู้เลยค่ะว่า ตัวเลข ความเสี่ยง(ซึ่งแม่เองเป็นคนทำให้เราฉุกคิดขึ้นได้แท้ๆ) หรือเงินเฟ้อที่เราอธิบายไปยาวยืด ไม่ได้ทำให้แม่เปลี่ยนความคิดในการแบกชีวิตคนอื่นไว้บนบ่าเลยแม้แต่น้อย
จากการพูดคุยอย่างจริงจัง แม้ว่าพ่อกับแม่ยอมรับในหลักการจัดการที่ดินเพื่อแปรสภาพเป็นเงินสดให้เร็วและมากที่สุด เพื่อนำมาลงในหุ้นไทยปันผลสูง (70%) และ หุ้นเติบโตในตลาดอเมริกา (30%) ให้ดอกเบี้ยทบต้นทำงานทันสำหรับแก้สมการติดลบในบทที่ 2 และเป็นกันชนค่ารักษาพยาบาล (ซึ่งเราจะแชร์เรื่องการจัดพอร์ตนี้ในซีรีส์ “รักตัวเองด้วยการลงทุน” ฝากติดตามด้วยนะคะ)
โดยเราตกลงกันว่าจะเริ่มจากที่ดินปลอดภาระก่อน แล้วค่อยขยับไปจัดการที่ดินที่มีภาระติดพันตามลำดับ
แต่ในความยิมยอมนั้น กลับมี 'เงื่อนไขที่ไม่ได้พูดออกมาตรงๆ' (แต่มันชัดเจนผ่านการกระทำ) คือท่านอนุญาตให้เราจัดการได้ 'เฉพาะที่ดินที่ท่านทำใจปล่อยได้' เท่านั้น ส่วนที่ดินแปลงที่มีคนอาศัยอยู่...กลายเป็น 'เขตหวงห้าม' ทั้งที่เราพยายามชี้ให้เห็นความเสี่ยงซ้ำแล้วซ้ำเล่าก็ตาม
สุดท้ายเราจึงต้องเปลี่ยนแผนและ "ปรับใจ" ใหม่ค่ะ เพราะในเมื่อเราไม่ได้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินนั้น มุมมองที่ว่า “ทรัพย์สินที่พ่อแม่เพียรหามาทั้งชีวิต ควรถูกนำมาใช้เพื่อตัวท่านเองอย่างคุ้มค่าที่สุด” อาจไม่ใช่สิ่งที่ท่านต้องการ มากไปกว่าการได้ช่วยเหลือผู้อื่น แม้คนคนนั้นจะไม่พยายามช่วยเหลือตัวเองเลยก็ตาม
ในมุมของท่าน สิ่งนี้คือ “ความภูมิใจและน้ำใจประเสริฐ” แต่ในมุมของเรา นี่คือ “ความเสี่ยงสูงสุดที่จะทำให้ทรัพย์สินหายวับไปในพริบตา” เพราะยิ่งได้เงินมาเร็วและมากเท่าไหร่ ความเสี่ยงยิ่งลดเร็วเท่านั้น
เมื่อมุมมองสองเจเนอเรชันไม่มีวันบรรจบกัน เราจึงทำได้เพียง “ทำใจ” และ “ทำดีที่สุด” ในส่วนที่ยังทำได้
ขั้นตอนต่อไป เราจะเริ่มคำนวณแผนใหม่โดยใช้เฉพาะเงินจากที่ดินปลอดภาระเท่านั้น (ซึ่งทำเลและราคาไม่ดีเท่าที่ดินที่มีภาระติดพัน) มาดูกันว่าเงินทุนเท่านี้ จะรับภาระค่าดูแลในภาวะพึ่งพิงได้นานแค่ไหน?
ปล. อาจต้องรอนานหน่อยนะคะ เพราะต้องใช้เวลาทำความเข้าใจกับครอบครัวด้วย แต่สัญญาว่าคืบหน้าเมื่อไหร่จะกลับมาเล่าให้ฟังแน่นอน... ติดตามตัวเลขที่ออกได้ในตอนหน้าค่ะ
คุณผู้อ่านล่ะคะ เคยเจอสถานการณ์ "ความเกรงใจทำพิษ" แบบนี้บ้างไหม? แล้วจัดการใจตัวเองกันยังไง แวะมาแชร์ให้เราฟังหน่อยนะ
โฆษณา