25 เม.ย. เวลา 03:00 • หนังสือ

11 แก่นความรู้จากหนังสือ ‘Suddenly Talent วิชาเก่งปุปปัป’

หนังสือที่จะทำให้เราค้นพบความเก่ง ความเชี่ยวชาญได้
โดยใช้เวลาไม่กี่เดือน หรือไม่กี่วัน
จะเป้นอย่างไร ผมสรุปไว้แล้วครับ
✅ 1 พรสวรรค์ คือ การลดข้อผิดพลาดของตัวเองให้ได้มากที่สุด
หากอยากเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ จงเริ่มลงมือทำและตามหาข้อผิดพลาดนั้นๆ
✅ 2 คนที่เก่งระดับอัจฉริยะ คือ คนที่มุ่งมั่นในเรื่องเดียวตลอดเวลา ทั้งปี
อย่างไมเคิล เฟลฟ์ ที่ซ้อมทุกวัน วันละ 6 ชั่วโมง ตลอด 5ปีถึงได้แชมป์โอลิมปิก
แต่หากเราหมกมุ่นไม่ได้ระดับนั้น
การเป็นคนเก่งระดับ ‘เก่งพอตัว’ เป็นสิ่งที่เราสามารถไปถึงได้
✅ 3 ความเก่งแบ่งออกเป็น 4 ระดับ
ระดับ 1 ห่วยแตก = ความรู้เป็น 0
ระดับ 2 งั้นๆ = ระดับที่เราไปถึงได้อย่างรวดเร็ว
ระดับ 3 เก่งพอตัว = ฝึกในระดับหนึ่งจนคนอื่นมองว่าเราคือ ผู้เชี่ยวชาญ (เรามีโอกาสไปถึงได้)
ระดับ 4 อัจฉริยะ = เก่งที่สุดตลอดกาล
แล้วจะทำให้เก่งพอตัวได้อย่างไรล่ะ
✅ 4 เราจะเก่งพอตัวได้ต้องมี หลัก ECS
Energy (พลังงาน) -> Confidential (ความมั่นใจ) -> Skill (ทักษะ)
✅ 5 Energy (พลังงาน)
การเรียนรู้เรื่องใหม่ควรเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป
หากก้าวกระโดดเกินไป การเรียนรู้จะขาดช่วงได้
เราสามารวัดด้วยปัจจัยว่า ‘อะไรต่อ’ หากขั้นตอนมันไม่มากเกินไป
สิ่งนี้จะปรากฏออกมาในการเรียนรู้เอง
เช่น ขั้นตอนการวาดรูปวาฬ เริ่มต้นจากการวาดรูปสี่เหลี่ยม
แล้วอะไรต่อล่ะ วาดปาก แล้วอะไรต่อล่ะ
การได้เห็นภาพแบบนี้ นั่นคือ การบอกว่าทักษะนั้นไม่ได้ยากเกินไป
✅ 6 Confident (ความมั่นใจ)
มี 2 ความแคลงใจที่ทำให้ความมั่นใจเราลดลง
1 รู้สึกว่าเราเก่งไม่พอ
2 คนอื่นมีพรสวรรค์มากกว่าฉัน
ทั้ง 2 อย่างเกิดจากการเปรียบเทียบกับคนอื่น
มักเกิดในทักษะเชิงสร้างสรรค์ เพราะคนปกติคงไม่ชมกันว่า อีกคนเดินเก่งกว่าเรา
แต่จะมีคนเปรียบเทียบว่าคนนี้วาดรูปเก่งกว่าเรา
✅ 7 มันไม่มีสิ่งที่เรียกว่า ฟอร์มตก หรือ ภาวะเขียนไม่ออก หรือ ไม่เก่งคณิตศาสตร์ หรอก
มีแต่ความมั่นใจเท่านั้นที่หายไป
สามาถแก้ได้ผ่านการสร้างพื้นที่แห่งความปลอดภัยในการเรียนรู้ออกมา
✅ 8 Skills (ทักษะ)
สุดท้ายตาม ECS เราเริ่มต้นด้วย พลังงาน ต่อด้วยความมั่นใจ และสุดท้ายเป็นทักษะ
และเราจะถูกมองว่าเรามีทักษะ เมื่อเราทำกิจกรรมหนึ่งได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ
✅ 9 เราพัฒนาได้ช้า ก็เพราะเรายังทำผิดพลาดไม่พอต่างหาก
ยิ่งเป็นทักษะที่คนอื่นสอนได้ยากยิ่งต้องลงมือทำ
ยิ่งทำมากสมองจะจับรูปแบบได้เอง เช่น การแยกว่าไข่ไก่ใบไหนเป็นเพศผู้หรือเพศเมีย
✅ 10 เราจะเรียนรู้ข้อผิดพลาดได้ดีเมื่อเรียนรู้แบบกลุ่ม แต่ไม่ควรเกิน 5-7 คน
✅ 11 สิ่งที่เราควรทำคือ เก่งพอตัว 7/10 และสะสมทักษะหลายๆทักษะจะดีกว่า
เพราะมันดีกว่าถ้าเราเลือกจะเป็นคนเก่งพอตัวในหลายๆด้าน เช่น การวาดรูป การทำอาหาร การเขียนโค้ด การทำสวน การตลาด มากกว่าเป็นอัจฉริยะเพียงแค่ด้านเดียว
ความคิดเห็นหลังอ่าน
เป็นหนังสือที่ดีมากๆเล่มหนึ่งครับ
มันทำให้เรารู้ว่า หากเราอยากจะเก่งเรื่องอะไรสักเรื่อง
ไมจำเป็นต้องเรียนรู้จนสุดจนเป็นอัจฉริยะ
แต่เราสามารถเรียนรู้ในระดับ 7/10 ก้เพียงพอแล้ว
แถมด้วยกระบวนการเรียนรู้ต่างๆ ที่ผมชอบมากอีกอย่างคือการเล่าเรื่องครับ
เริ่มจากเรื่องง่ายๆให้เรารู้เสึกทำตามได้อย่างการวาดรูปวาฬ
แถมแต่ละบทมีสรุปให้ด้วยว่าเราควรเรียนรู้อย่างไร
เหมาะกับทุกคนเลยครับ แถมเล่มไม่หนา อ่านวันเสาอาทิตย์ก็จบครับ
เพิ่มเติมสำหรับคำนิยมของพี่รุตน์ อานนทวงศ์ที่เขียนในเล่ม
สำหรับผม ผมเห็นด้วยครัล
ที่อยากให้คุณ Sean เป็นรัฐมนตรีการศึกษา
เพราะเขาเข้าใจกระบวนการเรียนรู้อย่างแท้จริง
ในความเป็นจริง แทบไม่มีใครเข้าใจเลยว่าการเรียนรู้ต้องการพื้นที่ปลอดภัย
ต้องการเวลาในการลองผิดลองถูก
มีพื้นที่น้อยมากที่ให้เราได้ใช้เวลาเรียนรู้ครับ
สำหรับผม เป็นอีกเล่มที่ให้กำลังใจผมครับ ทั้งในแง่การเรียนรู้สกิลใหม่
และตอบคำถามได้ว่า ทำไมบางทีบางอย่าง ผมใช้เวลาทำมามากมายก็ไม่เก่งพอตัวเสียที
มันเป็นเพียงเพราะว่าเรายังลองผิดลองถูกไม่มากพอนั่นเอง
สุดท้ายก็อยากฝากไว้กับทุกคนนะครับ
ไม่ว่าจะอยากเรียนรู้เรื่องอะไร จงลองผิดลองถูกให้มาก
แล้วความเชี่ยวชาญมันจะตามมาเอง
เป็นหนังสือที่น่าสนใจมากครับ
สำนักพิมพ์ We learn
ผู้เขียน Sean D’Sousa
จำนวนหน้า 223 หน้า
โฆษณา