เมื่อวาน เวลา 08:29 • ความคิดเห็น

วิมานในอากาศ

ใครที่กำลังท้อถอยถึงความเสียเปรียบที่ตัวเองมี เรื่องทำเลที่ตั้ง
ความไม่มีของเราเมื่อเทียบกับคนอื่น ดูยังไงก็ด้อยกว่า อยากให้ลองอ่านเรื่องนี้ดูครับ…
โรงแรมขนาดกลางร้อยห้องอยู่ในทำเลที่เข้าถึงก็ไม่ง่าย ถนนทางเข้าก็คับแคบ ห้องหับก็พอใช้ได้แต่ค่อนข้างเก่า จะดีหน่อยก็คือติดแม่น้ำเจ้าพระยา เริ่มจากมีคนจองแค่ 10% ในวันที่ “เขา” มาถึง
แต่หลังจากนั้น โรงแรมนี้ก็กลายเป็นโรงแรมอันดับหนึ่งของโลกติดต่อกันหลายปี ราคาแพงกว่าโรงแรมห้าดาวด้วยกันเกือบสองเท่า ด้วยชื่อเสียงด้านการบริการแบบไทยๆ ที่แขกบ้านแขกเมือง ดาราระดับโลกต้องเจาะจงมาพัก
“เขา” การเปลี่ยน service ที่เป็นนามธรรมและจับต้องได้ยากให้กลายเป็น product ที่ทรงพลัง
เปลี่ยนโรงแรมเก่าๆให้กลายเป็นตำนานระบือลือไกล สร้างวิมานจากบรรยากาศการบริการ อาหารและประวัติศาสตร์ของไทย เป็น soft power ของไทยเป็นเคสแรกๆก่อน soft power ไหนๆเลยด้วยซ้ำ
พี่จิ๋ม สุวภา เจริญยิ่งผู้ที่ทำเคสเอาโรงแรมโอเรียนเต็ลเข้าตลาด เล่าถึงบุคคลอันเป็นที่รักของทุกคน ที่เป็นตำนานของโอเรียนเต็ลว่าเป็นคนที่อารมณ์ดี ไม่เคยใช้อารมณ์กับใคร เช้าๆก็จะเดินทั่วโรงแรม เจอขยะก็เก็บใส่กระเป๋ากางเกง เจอใบไม้สีน้ำตาลก็จะเด็ดเก็บใส่กระเป๋าเสื้อ ทำเป็นตัวอย่างให้ทุกคนเห็นเป็นเวลาหลายทศวรรษ
1
นิตยสาร famous hotel เล่าว่า “เขา”จะเริ่มวันด้วยการอยู่แถว lobby โรงแรมตั้งแต่เช้าด้วยรอยยิ้มที่สดใสเพื่อทักทายและรับฟังปัญหาที่เกิดขึ้นของแขกเมื่อคืน และเริ่มย้ายตัวเองไปอยู่แถวแคชเชียร์ตอนแขก checkout เพื่อเงี่ยหูฟังเสียงบ่นหรือปัญหาต่างๆต่อในขณะที่ผู้จัดการโรงแรมคนอื่นจะอยู่แต่ในออฟฟิศ
“เขา” พยายามชวนนิตยสารให้เจาะลึกและเขียนถึงเรื่องประวัติศาสตร์และตำนานต่างๆของโรงแรมและมีเรื่องใหม่ๆมาให้เขียนทุกปี
“เขา” ผู้สร้างโรงแรมโอเรียนเต็ลจนกลายเป็นโรงแรมอันดับหนึ่งของโลกนั้น
จับพลัดจับผลูมาไทยเพราะหลงรักภรรยาชาวไทยและตามมาหางานทำที่นี่จนอยู่กับโอเรียนเต็ลมาถึง 42 ปีและเกษียณไปเมื่อสิบกว่าปีก่อน
คนที่โอเรียนเต็ลจะเรียก “เขา” ว่าคุณเคิร์ท ชื่อเต็มของเขาก็คือ Kurt Wachtveitl ชาวเยอรมัน จบการโรงแรมจากสวิส ปรัชญาจากสเปนและประวัติศาสตร์ศิลปะจากอิตาลี และเริ่มงานที่โอเรียนเต็ลเมื่อปี 1967 ในวันที่เขาเริ่มงาน โอเรียนเต็ลมี occupancy rate แค่ 10%….
คุณเคิร์ทเคยให้สัมภาษณ์ในนิตยสารไฮคลาสไว้ถึงหัวใจของความสำเร็จว่ามาจากความเสมอต้นเสมอปลายสี่ด้าน ด้านแรกคือตัวเขาที่ยืนระยะมาสี่สิบปี ด้านที่สองคือพนักงานที่อยู่กันอย่างยาวนาน อายุการทำงานประมาณ 15 ปี ด้านที่สามคือแขกประจำที่มาต่อเนื่องจนส่งต่อเป็นรุ่นลูกและรุ่นหลาน และด้านที่สี่คือเจ้าของโรงแรมที่ให้อิสระในการทำงานกับคุณเคิร์ทมาโดยตลอด
นอกจากตัวคุณเคิร์ทเองที่มีหัวใจด้านการบริการนำ แสดงให้พนักงานเห็นในทุกรายละเอียดเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต
คุณเคิร์ทไม่เหมือนผู้จัดการโรงแรมอื่นตั้งแต่ย้ายตัวเองมาอาศัยที่โรงแรมเพื่อที่จะได้แก้ไขปัญหาได้ 24 ชั่วโมง พิสูจน์ความมุ่งมั่นที่จะทำให้แขกพอใจและทำให้พนักงานและทีมบริหารมีเป้าหมายเดียวกันและเข้าถึงความต้องการของแขกแต่ละคนได้
1
พี่จิ๋มเล่าว่า แขกประจำของโรงแรมนั้นประทับใจโอเรียนเต็ลจากรายละเอียดเล็กๆน้อยๆที่พนักงานใส่ใจและจำได้เสมอว่าชอบอะไรไม่ชอบอะไร ไม่ว่าจะหายไปกี่ปีก็ตาม ขนาดแค่เห็นทะเบียนรถก็รู้ว่าแล้วใครมา ชื่ออะไร ชอบอะไรเป็นพิเศษ
มีเรื่องหนึ่งที่คุณเคิร์ทผู้มีประสบการณ์ในหลายประเทศเห็นถึงความแตกต่างก็คือคนไทยมีใจบริการเป็นนิสัย ไม่เหมือนชาติอื่น มีมารยาทงดงามไม่เหมือนที่อื่นในโลก
1
คุณเคิร์ทเล่าว่ามารยาทของคนไทยมาจากจิตและวิญญาณ ต่างจากคนเยอรมันที่ถ้าให้เสิร์ฟกาแฟ คนเยอรมันจะรู้สึกว่าตัวเองเป็นทาสแต่ให้ไปซ่อมรถกลับชอบ เหมือนเป็นธรรมชาติของคน คนไทยมีจุดเด่นมากๆตรงนี้ รักงานบริการ และถ้าได้รับคำชมบ่อยๆ ทำดีต่อเนื่องก็จะเป็นนิสัยไปโดยปริยาย และชาติไหนก็ไม่มีจิตวิญญาณแบบนี้เลย
1
แขกทั้งโลกถึงประทับใจการบริการแบบไทยอย่างที่สุด…
ผู้ถือหุ้นก็เป็นส่วนสำคัญมากๆเพราะให้อำนาจ ให้อิสระในการตัดสินใจแก้ปัญหาแม้แต่ปัญหาใหญ่ๆแล้วค่อยบอกทีหลัง เลยทำให้เขาเอง ผู้บริหารและพนักงานรู้สึกเป็นเจ้าของ นึกว่าเป็นโรงแรมของตัวเอง งานหนักงานวุ่นจนไม่กลับบ้านกลับช่องก็ไม่รู้สึก
แน่นอนว่าการตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาก็เป็นข้อดีเพราะรุ่มรวยทางประวัติศาสตร์ มีกิจกรรมที่เกิดริมแม่น้ำมากมาย มีทิวทัศน์ที่งดงาม เป็นหน้าที่ของคุณเคิร์ทที่ต้องดูแลรักษาอย่างสม่ำเสมอเหมือนกับแจกันราชวงศ์หมิงอันล้ำค่าที่ไม่ให้แตกหรือตกหล่นไป
…ต่อข้อสงสัยว่าทำไมถึงอยู่ที่เดิมได้นานๆสี่สิบกว่าปี คุณเคิร์ทบอกว่าเพราะเจอในสิ่งที่ชอบก็เลยอยู่ได้นาน เจ้าของก็เทคแคร์ดี พนักงานก็เต็มที่กับงาน ถ้าผมมีพนักงานดีผมก็จะเป็น GM ที่ดี ถ้าผมมีพนักงาน ผมก็จะเป็น GM ที่แย่ พนักงานทำให้ผมดูดี เจ้าของก็ให้ไปดูงานที่ดีๆเพื่อเอาไอเดียมาใช้ปรับปรุงโอเรียนเต็ล จะมีอะไรดีไปกว่านี้อีก.
1
ถ้าผมต้องไปเป็นทันตแพทย์ จัดฟันทุกวันหรือทนายที่ฟ้องหย่าเจอสามีภรรยาทะเลาะกันตลอดเวลา ผมว่าผมไม่ทำอะไรเลยจะดีกว่า… คุณเคิร์ทตอบแบบหัวเราะๆ
คุณเคิร์ทยังไม่ได้ทำแค่เปลี่ยนโรงแรมโอเรียนเต็ล แต่ได้วางมาตรฐานโรงแรมไทยสู่ระดับโลกด้วยการตั้ง The oriental Hotel Apprenticeship Programme (OHAP) อันโด่งดังเพื่อที่จะเทรนคนไทยรุ่นใหม่เข้าสู่อาชีพการโรงแรมอย่างเป็นรูปธรรม และยังทำเรื่องหลักสูตรอาหารไทย “The Oriental Professional Thai Chef Programme.(OPTC) ที่สร้างเชฟไทยไปทั่วโลกในปัจจุบันอีกด้วย…
“ ผมมีคติประจำตัวเหมือนไนกี้คือ just do it ทำให้ดีที่สุด
เมื่อเราเริ่มต้นจะประสบความสำเร็จ เราก็สามารถที่จะหล่อเลี้ยงความสำเร็จที่เราได้มานั้นให้เป็นความสำเร็จในชั้นต่อไป ต้องมีความสม่ำเสมอ ทำดีที่สุด และที่สำคัญก็คือคุณต้องโชคดี สำคัญมากเลย ซึ่งผมก็โชคดีมาก และส่วนหนึ่งก็คือภรรยาผม บ่อยครั้งที่อะไรหลายๆอย่างน่าจะไปในทางร้าย แต่มันก็กลับโชคดีและผ่านมาได้
ตลอดชีวิตของผมไม่เคยคิดถึงปีหน้า ปีถัดไป ผมจะปล่อยให้มันเกิดขึ้น และทำสิ่งที่ดีที่สุด มีโชค ทุกสิ่งทุกอย่างมันก็จะมาเป็นชิ้นๆ ก็เหมือนกับจิ๊กซอว์ที่ต้องเอามาต่อเรียงให้เป็นภาพนั่นเอง “
เป็นบทสรุปของชายผู้เปลี่ยนโรงแรมไทยร้อยห้องให้กลายเป็นโรงแรมอันดับหนึ่งของโลก เปลี่ยนจุดอ่อนของสภาพโรงแรมให้กลายเป็นโรงแรมที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์
เปลี่ยนจิตบริการของคนไทยให้กลายเป็นจุดขายและสร้างบุคลากรภาคโรงแรมและอาหารให้กลายเป็น softpower ของไทยอย่างเป็นรูปธรรม และสร้างรากฐานให้กับพลังนุ่มนิ่มไทยจนได้รับการยอมรับในระดับโลกจนวันนี้..
คนที่คนโอเรียนเต็ลเรียกว่า “คุณเคิร์ท” ผู้เดินเด็ดใบไม้สีน้ำตาลทั่วโรงแรมใส่กระเป๋าเสื้อทุกเช้าครับ….
โฆษณา