Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
Hi Story - ที่นี่มีเรื่องเล่า
•
ติดตาม
20 เม.ย. เวลา 08:35 • บันเทิง
LSS-EP.16–สตรีข้ามเพศคนแรกของโลก
เกือบ 100 ปีก่อน บนโลกใบนี้ มีชายหนุ่มชาวเดนมาร์กคนหนึ่งได้มีโอกาสลองสวมใส่เสื้อผ้าผู้หญิงแล้วเกิดค้นพบตัวเอง ทำให้ตัดสินใจเข้ารับการผ่าตัดแปลงเพศเปลี่ยนจากชายเป็นหญิงครั้งแรกของโลก บทสรุปเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร ขอเชิญรับฟังเรื่องราวของลิลี่ เอลเบ สตรีข้ามเพศคนแรกของโลก เชิญรับฟังครับ
เรื่องที่ผมกำลังจะเล่าต่อจากนี้ต้องบอกว่าถูกบอกเล่าผ่านไดอารีของลิลี่ เอลเบ หรือบางคนออกเสียงว่าเอลบี ไดอารี่เล่มนี้ถูกพัฒนากลายไปเป็นหนังสือที่ตีพิมพ์ครั้งแรกปี 1933 และก็กลายเป็นหนังสือขายดีในสมัยนั้นก่อนจะถูกพัฒนาต่อมาเป็นนวนิยายชื่อ The Danish Girl ในปี 2000
ซึ่งนวนิยายเล่มนี้ก็กลายเป็นหนังสือที่ขายดีมากๆ อีกเช่นกัน ต่อมาปี 2015 ก็ถูกทำเป็นภาพยนตร์ในชื่อเดียวกันโดยผู้ที่ได้เล่นเป็นนักแสดงนำได้แก่ เอ็ดดี้ เรดเมย์น (Eddie Redmayne) นักแสดงท่านนี้ถ้าใครนึกไม่ออกก็คือพระเอกในเรื่อง Fantastic beasts สัตว์มหัศจรรย์นั่นเองครับ
ย้อนกลับไปปี ค.ศ.1882 เทียบเคียงกับยุคสมัยของประเทศไทยช่วงนี้จะตรงกับ พ.ศ.2425 ยุครัชกาลที่ 5 ได้มีเด็กน้อยเพศกำเนิดชายรายหนึ่งได้ถือกำเนิดขึ้น ท่านผู้ฟังลองทายดูครับว่าเด็กน้อยคนนี้เกิดขึ้นที่ไหน หลายท่านน่าจะเดาถูก ใช่ครับเด็กน้อยคนนี้เกิดที่ประเทศเดนมาร์กตามชื่อหนังสือและภาพยนตร์ The Danish Girl เลย เด็กคนนั้นชื่อไอนาร์ เวเกเนอร์
ไอนาร์ เวเกเนอร์ ก็เติบโตมาเป็นวัยรุ่นธรรมดาคนหนึ่งที่มีความชื่นชอบด้านศิลปะ เมื่อเข้าสู่วัยที่ต้องเรียนมหาวิทยาลัย ไอนาร์ก็เลยย้ายออกจากบ้านในต่างจังหวัดไปเรียนในเมืองโคเปนเฮเกน เมืองหลวงของประเทศเดนมาร์ก อารมณ์เหมือนเด็กต่างจังหวัดเอนฯติดจุฬาประมาณนั้นครับคุณผู้ฟัง และที่มหาวิทยาลัยนี่แหละครับที่ทำให้พ่อหนุ่มไอนาร์ในเวลานั้นได้พบกับหญิงสาวนามว่าเกอร์ด้า ก็อตลีบ นักศึกษาศิลปะรุ่นน้อง
คู่รักศิลปินคู่นี้คบหาดูใจกันได้ระยะหนึ่งก่อนที่จะแต่งงานกันในปี 1904 ตอนนั้นไอนาร์อายุ 22 ปี ขณะที่ เกอร์ด้ามีอายุ 19 ปี ถ้าเปรียบเทียบกับบ้านเราก็เทียบเท่าพี่บัณฑิตเพิ่งเรียนจบไปแต่งงานกับน้องปี 2 อะไรแบบนั้น แต่ในสมัยนั้นต้องเข้าใจก่อนว่าคนเขานิยมแต่งงานกันเร็วอยู่แล้วครับ
แม้ว่าทั้งคู่จะเป็นศิลปินใช่ไหมครับ แต่ศิลปินก็มีหลายแขนงหลายความถนัดต่างกันไปไอนาร์สามีเนี่ยจะถนัดวาดพวกวิว ทิวทัศน์ ธรรมชาติ อะไรแบบนี้ ส่วนเกอร์ด้าภรรยาเนี่ยจะถนัดงานวาดภาพพวกแฟชั่น วาดคนแต่งตัวเพื่อเป็นภาพประกอบในหนังสือแฟชั่น นิตยสาร อะไรแบบนั้น
ทีนี้เกอร์ด้าเนี่ยก็ติสต์ประมาณหนึ่งครับชอบอ้อนวอนขอให้สามีซึ่งเป็นคนที่มีรูปร่างผอม เอวบาง ร่างน้อยเนี่ยลองสวมเสื้อผ้าผู้หญิงแล้วมาเป็นแบบให้หน่อยอยากจะลองวาด ซึ่งไอนาร์ก็ยังไม่ติสต์ขนาดนั้นครับ ในเวลานั้นก็คอยปฏิเสธมาตลอดแม้ภรรยาจะรบเร้าเพียงใดก็ตาม
ทีนี้เกอร์ด้าก็มีนางแบบประจำคนหนึ่งชื่อ แอนนา ลาร์สเซน (Anna Larssen) ที่จะคอยมาเป็นนางแบบสวมเสื้อผ้าแล้วยืนให้เกอร์ด้าวาดรูป วันหนึ่งคุณแอนนาเนี่ยดันมีธุระมาไม่ได้ แทนที่เกอร์ด้าจะพักผ่อนไปแต่วันนี้แต่เธอไม่อยากพักครับ ยังคงมีอารมณ์อยากวาดรูปอยู่ดีทำไงดีล่ะ หันไปทางไหนก็ไม่เจอใครนอกจากสามี ก็อย่ากระนั้นเลยไปรบเร้าสามีอีกรอบ
ไม่รู้ว่าครั้งนี้ใช้วิธีไหนนะครับเกอร์ด้าผู้เป็นภรรยาสามารถรบเร้าให้สามีอย่างไอนาร์ยินยอมสวมเสื้อผ้าผู้หญิง สวมถุงน่อง ใส่ส้นสูง ยืนสวยๆ เก๋ๆ เป็นแบบให้เกอร์ด้าวาดรูปได้สำเร็จ พร้อมกับตั้งชื่อให้กับสามีในเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายผู้หญิงใหม่ว่า ลิลี่
เพียงแต่ครั้งแรกที่ไอนาร์ได้ลองแต่งตัวเป็นผู้หญิงเขากลับมีความรู้สึกแปลกๆ รู้สึกเหมือนเสื้อผ้า ถุงน่อง และรองเท้าส้นสูงที่เพิ่งใส่ครั้งแรกเนี่ยเหมือนเป็นบ้านที่คุ้นเคย รู้สึกชื่นชอบกับการแต่งกายแบบนี้ พอรูปที่เกอร์ด้าวาดเสร็จตัวไอนาร์ก็พบว่ารูปที่ได้มันช่างสวยงามมากและตัวเขาในรูปวาดนี้ก็เหมือนผู้หญิงจริงๆ และสวยมากสวยแบบสวยไปเลย
หลังจากนั้นไอนาร์ก็เริ่มชอบ เริ่มติดใจการแต่งเป็นผู้หญิง เริ่มอินกับการเป็นผู้หญิงมากขึ้น เหมือนเขาค้นพบตัวตนของตัวเองที่ซุกซ่อนอยู่ จนหลายครั้งก็รู้สึกว่าตัวเองเป็นผู้หญิงจริงๆ เขาเริ่มแต่งตัวเป็นผู้หญิงบ่อยครั้งขึ้นแม้ภรรยาจะไม่ได้ร้องขอก็ตาม
จนกระทั่งในปี 1912 ไอนาร์ก็กล้าที่จะแต่งกายเป็นผู้หญิงและปรากฏตัวต่อสาธารณะโดยทุกครั้งที่ปรากฏตัวในเครื่องแต่งกายผู้หญิงไอนาร์จะเลือกใช้ชื่อว่าลิลี่ที่ภรรยาตั้งให้ โดยมีเกอร์ด้าคู่ชีวิตที่เข้าใจ คอยสนับสนุนและอยู่เคียงข้างตลอดเวลา ณ เวลานี้เขาค้นพบตัวเองว่าจิตใจของเขากลายเป็นผู้หญิง กลายเป็นลิลี่อย่างเต็มตัวแล้วครับ ต่อจากนี้ผมจะขอเรียกว่าลิลี่เลยนะครับ
ต้องบอกว่าช่วงเวลานั้นแม้แต่ในยุโรปก็ตาม การที่ชายแต่งกายเป็นหญิงยังไม่ใช่เรื่องที่เป็นที่ยอมรับ สังคมยังไม่เปิดกว้างเท่ากับสมัยนี้ เรื่องราวของลิลี่แรกๆ คนรอบตัวก็คิดว่าเป็นการแสดงเพราะเจ้าตัวก็เป็นศิลปินยังไม่มีปฏิกริยาต่อต้านเท่าไรนัก
แต่พอนานวันเข้าสังคมเริ่มรับรู้แล้วว่านี่ไม่ใช่การแสดงแล้ว ลิลี่ก็เลยไม่เป็นที่ยอมรับในสังคม บรรดาเพื่อนฝูง คนรู้จัก ครอบครัว เพื่อนบ้าน ชาวบ้านชาวช่องไม่เข้าใจครับและก็ไม่ยอมรับ ไม่เห็นด้วยกับการแต่งกายของไอนาร์ หลายครั้งก็แสดงออกถึงความรังเกียจอย่างชัดเจน ภาพวาดของเกอร์ด้าที่ให้สามีของตนแต่งกายเป็นหญิงเพื่อเป็นแบบวาดรูปก็เป็นเรื่องอื้อฉาวใหญ่โตในสังคม
ลิลี่และเกอร์ด้าทนกับสภาพสังคมที่ไม่ถูกยอมรับในเดนมาร์กไม่ไหวตัดสินใจย้ายไปอยู่ที่ปารีส เมืองหลวงของฝรั่งเศส โดยหวังว่าบ้านใหม่ สังคมใหม่ ที่ไม่มีใครรู้จักภูมิหลังของลิลี่มาก่อนจะทำให้ชีวิตของทั้งคู่ดีขึ้น ซึ่งก็ถือว่าดีขึ้นจริงๆ ลิลี่ถูกแนะนำตัวว่าเป็นพี่สาวของเกอร์ด้าและคนที่นั่นก็เชื่ออย่างสนิทใจเพราะลิลี่รูปร่างบอบบางเหมือนผู้หญิงอยู่แล้ว พอแต่งตัวแต่งหน้าไปก็เหมือนผู้หญิงดีๆ คนหนึ่งนี่เอง
ถึงแม้ลิลี่จะสามารถใช้ชีวิตแบบผู้หญิงได้ตามที่เธอต้องการ สามารถแต่งตัวเป็นผู้หญิงและเข้าสังคมในฐานะผู้หญิงได้อย่างแนบเนียนมาตลอดเป็นเวลาหลายปี แต่สิ่งหนึ่งที่ยังคงเป็นหนามชีวิตของเธอก็คือเพศกำเนิดของเธอ
ลิลี่ไม่ต้องการหลงเหลือความเป็นชายในร่างกายเธอเลย เธออยากเป็นผู้หญิงอย่างมากจนมีอาการซึมเศร้าอยู่หลายปี ตอนแรกเธอซึมเศร้าหนักจนมีอาการคิดสั้น แต่แล้วก็ปรากฎที่เยอรมันตอนนั้นเนี่ยดันมีคลินิกเรื่องเพศ มีการรักษาบำบัดทางเพศ รวมทั้งกำลังมองหาวิธีการผ่าตัดแปลงเพศอีกด้วย
ลิลี่พอรู้ข่าวก็มีความหวังสิครับ รีบตีตั๋วไปเยอรมันเลย และในปี 1920 เธอก็ได้มีโอกาสพบกับนายแพทย์ชาวเยอรมัน ดร.แม็กนัส เฮิร์ชเฟลด์ (Dr. Magnus Hirschfeld) นายแพทย์ท่านนี้สนใจที่จะทำการแปลงเพศให้กับลิลี่ ซึ่งต้องบอกก่อนนะครับว่าสมัยนี้ยังไม่เคยมีใครทำมาก่อน ทุกคนที่มีเพศกำเนิดเป็นชายแต่ใจเป็นหญิงมีอยู่บ้างในสังคม แต่ทุกคนในตอนนั้นจะใช้ชีวิตในร่างกายเพศชายไปจนสิ้นอายุขัย ทำให้การแปลงเพศที่ถูกบัญญัติขึ้นใหม่เป็นเรื่องที่อันตรายมากและเป็นการทดลองแปลงเพศครั้งแรกของโลก
การแปลงเพศของลิลี่ไม่ใช่ว่าได้พบกับหมอแม็กนัสปุ๊บแล้วก็ขึ้นเขียงผ่าจบเลยนะครับ ระหว่างขั้นตอนระหว่างกระบวนการปรึกษา ศึกษาทำความเข้าใจของทั้งลิลี่และ ดร.แม็กนัส กินเวลาไปประมาณ 10 ปี เลยทีเดียว จนในที่สุดปี 1930 ลิลี่ในวัย 48 ปี ก็ได้รับการผ่าตัดจริงๆ แต่ก็อย่างที่บอกครับว่าสมัยนั้นการแปลงเพศเป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้น การตัดสินใจของลิลี่ถือว่าเธอใจเด็ดมากและการผ่าตัดของเธอก็เริ่มมีปัญหา
ตลอดระยะเวลา 2 ปี ตั้งแต่เริ่มผ่าตัด เธอต้องเข้ารับการผ่าตัดถึง 4 ครั้ง ขั้นตอนการผ่าตัดนำลูกอัณฑะออกจากร่างกายหมอแม็กนัสเป็นผู้จัดการ แต่หลังจากผ่าออกมาแล้วเพื่อให้เป็นผู้หญิงโดยสมบูรณ์ยังไม่จบแค่นั้นครับ ต้องมีการสร้างช่องคลอด ปลูกถ่ายรังไข่ ปลูกถ่ายมดลูก ซึ่งขั้นตอนหลังๆผู้รับผิดชอบได้แก่ ดร.เคิร์ต วาร์เนโครส (Dr. Kurt Warnekros) สูตินรีแพทย์ชื่อดังชาวเยอรมันในยุคนั้น
การผ่าตัดครั้งประวัติศาสตร์ของโลกทั้ง 4 ครั้งนี้ได้มีการบันทึกไว้เป็นเอกสารอย่างละเอียด แต่น่าเสียดายว่าภายหลังเอกสารเหล่านี้ได้ถูกทำลายทิ้ง
ถึงแม้การผ่าตัดแปลงเพศของลิลี่จะถูกดูแลโดยหมอที่เรียกว่าเป็นตัวท็อปของโลกในเวลานั้น แต่การแพทย์ในสมัยเกือบร้อยกว่าปีก่อนอะครับคุณผู้ฟัง ไม่ได้เจริญก้าวหน้าเท่าปัจจุบัน ขณะเดียวกันลิลี่ก็มีความตั้งใจอย่างแรงกล้าว่าเธอจะต้องเป็นผู้หญิงสมบูรณ์แบบให้ได้ เธออยากมีโอกาสตั้งครรภ์และเป็นแม่ของใครสักคน
การผ่าตัดครั้งที่ 1-3 เป็นการผ่าตัดเอาความเป็นชายออกจากตัวเธอ ส่วนการผ่าตัดที่เป็นที่ท้าทายที่สุดคือครั้งที่ 4 ที่เป็นการผ่าตัดใส่ความเป็นหญิงเข้าสู่ร่างกาย การผ่าตัดครั้งที่ 4 นี่นายแพทย์มากฝีมือในขณะนั้นยังยอมรับเลยครับว่ามีโอกาสล้มเหลวสูง
หลังการผ่าตัดลิลี่เปลี่ยนมาใช้นามสกุลเอลเบหรือเอลบี ที่มาจากแม่น้ำสายที่ไหลผ่านสถานที่ผ่าตัดครั้งที่ 4 ของเธอในประเทศเยอรมัน ลิลี่ เอลเบ ถูกยอมรับว่าเป็นผู้หญิงถูกต้องตามกฎหมายหลังการผ่าตัดทำให้การแต่งงานของเธอกับเกอร์ด้าเมื่อสมัย 20 กว่าปีก่อนถูกศาลแพ่งเดนมาร์กตัดสินให้กลายเป็นโมฆะ เพราะสมัยนั้นยังไม่มีการสมรสเท่าเทียม
มีเกร็ดเล็กน้อยว่าหลังจากการหย่าจากเกอร์ดา ลิลี่ก็ได้มีโอกาสใช้ชีวิตในฐานะภรรยาของชายหนุ่มจนถูกขอแต่งงานแล้วด้วยซ้ำ
อย่างไรก็ตามครับการฝังรังไข่และมดลูกเข้าสู่ร่างกายของลิลี่ปรากฏว่าร่างกายของเธอต่อต้าน หลังการผ่าตัดครั้งที่ 4 เสร็จสิ้นไปเพียง 3 เดือน ลิลี่ก็เสียชีวิตจากภาวะหัวใจวาย
การแปลงเพศของลิลี่ครั้งนี้แม้จะถือว่าไม่ประสบความสำเร็จนักแต่สร้างแรงกระเพื่อมถามสังคม กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญอย่างมหาศาล ในเวลาต่อมาประเทศเดนมาร์กก็กลายเป็นประเทศแรกที่เลิกนิยามเพศทางเลือกว่าเป็นอาการป่วยทางจิต การผ่าตัดแปลงเพศก็ถูกพัฒนาต่อมาจนมีความปลอดภัยสูงมากในปัจจุบัน
ก่อนลิลี่เสียชีวิตเธอได้เขียนจดหมายฉบับหนึ่งถึงน้องสาว
มีเนื้อหาท่อนหนึ่งว่า “ฉันรู้แล้วว่าความตายได้ใกล้เข้ามา เมื่อคืนฉันฝันถึงแม่ เธออุ้มฉันไว้ในอ้อมแขน และเรียกฉันว่า ลิลี่… และพ่อก็อยู่ตรงนั้นด้วย” แสดงให้เห็นว่าเธอคาดหวังการยอมรับจากพ่อและแม่มาตลอด
สุดท้ายแม้ว่าลิลี่จะเสียชีวิตจากการแปลงเพศ แต่อย่างน้อยเธอก็ได้มีโอกาสได้ใช้ชีวิตในฐานะผู้หญิงคนหนึ่งตามที่เธอใฝ่ฝัน แต่ต่อให้เธอจะไม่แปลงเพศหรือแปลงเพศไม่สำเร็จก็ตาม ผมเชื่อเหลือเกินว่าเราคงปฏิเสธความเป็นหญิงที่อยู่ภายใน ตามเจตจำนงค์ของเธอไม่ได้อยู่ดี
ขออุทิศตอนนี้ให้กับทุกความหลากหลายบนโลกใบนี้ ผมคาดหวังว่าในสังคมที่พวกเราพูดเรื่องความเท่าเทียมมากขึ้นเรื่อยๆ นั้น วันหนึ่งเราจะเลิกพูดเรื่องความเท่าเทียมเพราะพวกเราจะได้อยู่ในสังคมแบบนั้นกันจริงๆ
#lgbt #lgbtq #lilielbe #ลิลี่เอลบี #ลิลี่เอลเบ #history #ที่นี่มีเรื่องเล่า #ประวัติศาสตร์ #longstoryshort
ประวัติศาสตร์
ความรู้รอบตัว
เรื่องเล่า
บันทึก
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย