วันนี้ เวลา 09:42 • ประวัติศาสตร์

ความฝันในหอแดง 90 พิรุณสารทสายัณห์ริมบัญชร

วันหนึ่ง แบบร่างภาพเขียนบนผืนผ้าไหมที่ส่งไปร่างข้างนอกเสร็จเรียบร้อยส่งกลับมา เป่าวี่จึงมาขลุกอยู่กับซีชุนทุกวันเผื่อมีอะไรให้ช่วยเหลือ ทั่นชุน หลี่หวาน หยิงขุน เป่าไชก็มานั่งสนทนากันด้วย ด้านหนึ่งก็มาดูความก้าวหน้าของภาพเขียน อีกด้านหนึ่งก็ถือว่าใช้เป็นที่พบปะ
เป่าไชเห็นว่าอากาศเย็นสดชื่น กลางคืนก็ยาวขึ้นเรื่อยๆ จึงไปหารือกับมารดา ของานเย็บปักมาทำ กลางวันไปเยี่ยมสนทนากับแม่เฒ่าเจี่ยและหวางฮูหยินวันละสองเที่ยว ว่างก็มานั่งสนทนากับพวกพี่น้องในอุทยาน หมดเวลากลางวันไป ตกเย็นจึงทำงานเย็บปักใต้แสงตะเกียงจนถึงยามสามจึงเข้านอน
ส่วนไต้วี่นั้น ทุกปีหลังวสันตฤดู และหลังสารทฤดู โรคประจำตัวหวนมาเยือน ยิ่งสารทฤดูปีนี้เห็นแม่เฒ่าเจี่ยอารมณ์ดีมีความสุข จึงเป็นเพื่อนเที่ยวด้วยสองครั้ง ทำให้ร่างกายอ่อนล้า ระยะหลังนี้อาการไอกลับมาอีกและหนักกว่าเดิม จึงไม่ออกไปไหนได้แต่นอนพักอยู่ในห้อง พอนึกเบื่อ ก็เฝ้ารอพวกพี่น้องมานั่งคุยแก้เหงา ถึงเวลาพวกเป่าไชมาเยี่ยม พูดคุยด้วยได้ไม่กี่คำ กลับเหนื่อยหน่ายอีก พวกพี่น้องเข้าใจดีว่านางป่วย ปกติร่างกายอ่อนแอ จึงไม่ถือสาว่านางต้อนรับไม่ดี
วันนี้เป่าไชมาเยี่ยมอีก และคุยกันถึงอาการป่วยของนาง เป่าไชว่า
“หมอที่มารักษาแต่ละคนนับว่าเก่ง แต่เจ้ากินยาที่พวกเขาสั่งแล้วกลับไม่เห็นผล ไม่แคล้วต้องเปลี่ยนหมอดีคนใหม่มาอีก ถ้ารักษาได้ก็คงดี ทุกปีต้องป่วยทุกหน้าฝนหน้าร้อน อายุก็ยังไม่มาก แต่ก็ไม่เด็กแล้ว จะเป็นเช่นนี้ตลอดไปได้อย่างไร”
ไต้วี่ว่า “ไม่มีประโยชน์ ข้ารู้ว่าอาการป่วยของข้ารักษาไม่หาย อย่าว่าแต่ตอนป่วยเลย ถึงตอนอาการดีสภาพร่างกายข้าเป็นอย่างไรก็เห็นอยู่”
เป่าไชพยักหน้าว่า “ถึงจะเป็นอย่างที่ว่า โบราณว่า “คนกินธัญพืชหล่อเลี้ยงชีวิต 食谷者生” ที่เจ้ากินอยู่ทุกวันนี้ไม่เพียงพอที่จะบำรุงเลือดเนื้อและสติปัญญา ไม่ใช่เรื่องที่ดี”
ไต้วี่ถอนหายใจว่า “เกิดดับชะตากำหนด โชคลาภสวรรค์ลิขิต เรี่ยวแรงมนุษย์สุดขัดขืน ปีนี้รู้สึกอาการหนักกว่าปีที่ผ่านๆ มา”
ระหว่างพูดก็ไอไปด้วยสองสามหน
เป่าไชว่า “เมื่อวานข้าดูใบสั่งยาของเจ้า รู้สึกว่าโสมกับอบเชยจะมากเกินไป ถึงจะมีฤทธิ์บำรุงสติ แต่ก็ร้อนเกินไป ข้าเห็นว่าควรปรับสมดุลตับบำรุงกระเพาะก่อน ไฟในตับลดลงแล้วกำกับธาตุดินได้ กระเพาะเป็นปกติ ย่อมกินดื่มเลี้ยงชีพได้ ทุกเช้านำรังนกชั้นหนึ่งหนึ่งตำลึง น้ำตาลกรวดห้าเฉียน ต้มกับโจ๊กในหม้อเงิน กินจนเคยชินแล้ว บำรุงเลือดลมดีกว่ากินยา”
ไต้วี่ถอนหายใจว่า “เจ้าดีต่อทุกคนเป็นปกติ ส่วนข้ากลับเป็นคนขี้แระแวงจนแอบคิดว่าเจ้ามีลับลมคมใน ตั้งแต่วันที่เจ้าเตือนว่าหนังสือประโลมโลกนั้นไม่ดี ข้าก็รู้สึกขอบใจเจ้า และสำนึกว่าข้าเข้าใจเจ้าผิดมาโดยตลอด ตรองดูแล้ว นับแต่ท่านแม่ของข้ามาด่วนจากไป ข้าก็ไม่มีพี่น้อง โตมาจนปีนี้อายุสิบห้า ก็เพิ่งมีเจ้ามีชี้แนะข้าเช่นวันนั้น มิน่าเล่ายายหยุนถึงว่าท่านเป็นคนดี (สื่อเซียงหยุน) ก่อนนี้นางชมเจ้า ข้ายังไม่ยอมรับ จนกระทั่งมารู้ด้วยตัวเอง
ที่เจ้าเพิ่งบอกข้าให้กินโจ๊กรังนก ถึงรังนกจะไม่ใช่ของหายาก แต่ร่างกายข้าอ่อนแอ ทุกปีต้องเชิญหมอจัดยา ซื้อโสม อบเชย ก็แทบพลิกฟ้าพลิกดินอยู่แล้ว หากยังก่อเรื่องใหม่ ให้ต้มโจ๊กรังนก เหล่าไท่ไท่ ไท่ไท่ กับพี่เฟิ่งทั้งสามคงไม่ว่ากระไร แต่พวกแม่บ้านสาวใช้ คงหาว่าข้ามากเรื่อง
เจ้าก็รู้ คนเหล่านี้เห็นเหล่าไท่ไท่รักและเอ็นดูเป่าวี่และพี่เฟิ่ง ยังมองเหมือนเสือจ้องเหยื่อแอบนินทากันลับหลัง หากเป็นข้าคงยิ่งกว่านั้น ข้าไม่ใช่เจ้านายของพวกเขา เป็นเพียงผู้มาพักอาศัย พวกเขายิ่งมีเหตุให้ไม่พอใจข้า ตอนนี้ข้าไม่มีที่จะไป จะหาเรื่องให้พวกเขาติเตียนข้ายิ่งขึ้นทำไม”
เป่าไชว่า “จะว่าไป ข้าก็เหมือนกับเจ้า”
ไต้วี่ว่า “เจ้าจะเปรียบกับข้าได้อย่างไร เจ้ายังมีแม่ มีพี่ชาย ที่นี่ยังมีกิจการค้า บ้านช่องห้องหอยังมีอยู่ที่เดิม เจ้ามาอยู่ที่นี่ในฐานะญาติ ไม่ได้รบกวนพวกเขาสักครึ่งเหวิน จะกลับไปเมื่อไรก็ได้ ข้าไม่มีอะไรเลย เสื้อผ้าอาหาร ทุกสิ่งอย่างกลับเหมือนพวกคุณหนูทุกอย่าง มีหรือพวกบ่าวไพร่จะไม่รังเกียจข้า”
เป่าไชยิ้มว่า “ต่อไปก็เพียงเพิ่มค่าชุดเจ้าสาวเท่านั้น ตอนนี้เพียงกังวลว่าเมื่อไรจะถึงวันนั้น”
ไต้วี่ได้ฟังพลันหน้าแดง ยิ้มว่า
“คนเขาเห็นเจ้าเป็นคนจริงจัง จึงเอาความในใจมาเล่าสู่กันฟัง เจ้ากลับมาล้อข้าเล่น”
เป่าไชยิ้มว่า “ถึงจะล้อเล่นก็เป็นเรื่องจริง เจ้าวางใจ ข้าอยู่ที่นี่วันหนึ่ง จะช่วยเจ้าสบายใจวันหนึ่ง มีเรื่องอะไรก็บอกข้า ช่วยได้ข้าจะช่วย ถึงข้าจะมีพี่ชาย เจ้าก็รู้จักเขาดี ข้าก็เหมือนมีแม่ที่มากกว่าเจ้าเท่านั้น พวกเราเหมือนลงเรือลำเดียวกันควรเห็นใจกัน เจ้าเป็นคนฉลาด ทำไมต้องมา “ถอนใจเป็นซือหม่าหนิว 司马牛之叹”
(ซือหม่าหนิว 司马牛 เป็นศิษย์ขงจื่อ 孔子 ถอนใจว่า ใครใครก็มีพี่น้อง มีแต่ข้าที่ตัวคนเดียว ; ถอนใจเป็นซือหม่าหนิว 司马牛之叹 จึงเป็นสำนวนหมายถึง ตัวคนเดียวไม่มีพี่น้อง)
ที่เจ้าพูดมาก็ถูก เรื่องน้อยดีกว่าเรื่องมาก พรุ่งนี้ข้าจะไปหาท่านแม่ บ้านเราน่าจะยังมีรังนกอยู่ ข้าจะส่งมาให้เจ้าสักหลายตำลึง เจ้าเอาให้สาวใช้ต้มให้กินทุกวัน ไม่ต้องไปรบกวนคนอื่นเขา”
ไต้วี่ยิ้มว่า “ถึงของจะเล็กน้อย แต่เจ้ามากน้ำใจนัก”
เป่าไชว่า “มีอะไรต้องพูดเช่นนี้กัน ข้าเสียใจเพียงว่าไม่อาจดูแลทุกคนได้ทั่วถึง ตอนนี้ข้าว่าเจ้าคงเหนื่อยแล้ว ข้ากลับดีกว่า”
ไต้วี่ว่า “ไว้เย็นนี้ เจ้ามาคุยกับข้าใหม่”
เป่าไชรับปากแล้วลากลับ
ไต้วี่ดื่มข้าวต้มอ่อนๆ ได้สองคำ แล้วกลับเอนกายนอน อาทิตย์ไม่ทันตกดิน อากาศเปลี่ยนแปลง ฝนตกเปาะแปะ ฝนเดือนสารทเอาแน่นอนไม่ได้ สายัณห์วันนี้ฟ้าพลันมืดดำ ฝนต้องยอดไผ่พาใจหดหู่ ไต้วี่รู้ว่าเป่าไชคงมาไม่ได้แล้ว จึงคว้าเอาหนังสือเล่มแรกที่หยิบได้มาอ่านใต้แสงตะเกียง เป็นหนังสือ 《รวมบทเพลง 乐府杂稿》ซึ่งมีบทกวีหลายบท รวมถึง 《จำพรากรำพัน 别离怨》 จึงเกิดอารมณ์สุนทรีเขียนบทกวีเลียนบทข้างต้น 《เลียนจำพราก 代别离》 โดยใช้ลีลาเพลง
《มาลีวสันตนทีรุจีเพ็ญ 春江花月夜》 ตั้งชื่อบทกวีว่า
《พิรุณสารทสายัณห์ริมบัญชร 秋窗风雨夕》
秋花惨淡秋草黄,耿耿秋灯秋夜长。
已觉秋窗秋不尽,那堪风雨助凄凉!
助秋风雨来何速?惊破秋窗秋梦绿。
抱得秋情不忍眠,自向秋屏移泪烛。
泪烛摇摇爇短檠,牵愁照恨动离情。
谁家秋院无风入?何处秋窗无雨声?
罗衾不奈秋风力,残漏声催秋雨急。
连宵脉脉复飕飕,灯前似伴离人泣。
寒烟小院转萧条,疏竹虚窗时滴沥。
不知风雨几时休,已教泪洒窗纱湿。
ฤดูสารทบุปผชาติช่างเหี่ยวห่อ
ตะเกียงทอราตรีทอดยาวมิสิ้น
ฤๅบัญชรสารทสิงสู่อยู่อาจินต์
เสียงลมฝนยินยลดลโศกา
ลมสารทโชยโปรยหยาดฝนอย่างไวว่อง
ฝันสีทองพลันต้องตื่นฟื้นผวา
สารทตรอมตรมนิทรารมณ์มินำพา
น้ำตาเทียนหลั่งไหลไล้ฉากบัง
เปลวเทียนไหวเทียนใกล้เหลือเพียงตอ
ใจหวั่นไหวรันทดท้อจวนเจียนคลั่ง
ลานบ้านใครไร้ลมสารทพัดประดัง
ใครอาจสั่งห้ามฝนตกต้องหน้าต่าง
ผ้าห่มไหมมิพอทนลมสารทได้
น้ำหยดไหลคล้ายเร่งเร้าพิรุณพร่าง
ตลอดคืนฝนเปาะแปะลมครวญคราง
ใต้ตะเกียงเสียงอย่างคนร่ำพิไร
ทิ้งไอหนาวกลางลานพานอ้างว้าง
นอกหน้าต่างน้ำพร่างพรูจากยอดไผ่
ลมและฝนมิรู้ยอมหยุดยามใด
น้ำตาไซร้รดบัญชรจนเปียกปอน
(น้ำหยดไหล 残漏 ถังน้ำหยดบอกเวลาสมัยโบราณ)
ท่องเสร็จเก็บพู่กันแล้วเตรียมตัวเข้านอน สาวใช้พลันมาแจ้งว่า
“นายรองเป่ามา”
ไม่ทันขาดคำ เป่าวี่ก้าวเข้ามาพร้อมงอบใบใหญ่ ใส่เสื้อฟางกันฝน
ไต้วี่อดไม่ได้ยิ้มว่า “ชาวประมงมาแต่ไหน”
เป่าวี่รีบถามว่า “วันนี้ดีขึ้นไหม กินยาหรือยัง วันนี้กินข้าวได้เท่าไร”
ถามพลางถอดงอบและเสื้อฝน แล้วเอื้อมมือถือตะเกียง อีกมือป้องไฟไว้ นำมาส่องหน้าไต้วี่ จ้องมองดูแล้วยิ้มว่า
“วันนี้สีหน้าดีขึ้นบ้าง”
เป่าวี่ถอดเสื้อฝนฟางออกแล้ว ไต้วี่เห็นเสื้อคลุมสั้นสีแดงกลางเก่าใหม่ คาดทับด้วยผ้าคาดเอวสีเขียว เหนือเข่าเป็นกางเกงไหมสีเขียวทอลาย ใต้เข่าเป็นถุงเท้ายาวเดินลายทอง รองเท้าไม่หุ้มส้นลายผีเสื้อและดอกไม้ ไต้วี่จึงถามว่า
“ข้างบนกลัวฝน รองเท้ากับถุงเท้าข้างล่างไม่เห็นกลัวฝน แต่ก็ยังสะอาดดี”
เป่าวี่ยิ้มว่า “ข้าใส่มาครบชุดอยู่ ในชุดยังมีเกี๊ยะไม้ ข้าถอดไว้ที่ระเบียง”
ไต้วี่สังเกตอีกว่างอบและเสื้อฝนที่ใส่นั้นฝีมือปราณีตไม่ใช่ประเภทที่หาซื้อได้ทั่วไปในตลาด จึงถามว่า
“ถักจากหญ้าอะไรนี่ ใส่แล้วจึงไม่เห็นเหมือนตัวเม่น”
เป่าวี่ว่า “ของสามอย่าง (เป็นหนึ่งชุด) นี้เป็นของกำนัลจากท่านอ๋องเป่ยจิ้ง 北静王 เวลาฝนตกท่านก็สวมเช่นนี้ ถ้าเจ้าชอบ ข้าจะหาให้เจ้าชุดหนึ่ง งอบนี่น่าสนใจนะ ยอดด้านบนถอดได้ เวลาหิมะตกในหน้าหนาว จะสวมหมวกก็ถอดแกนไม้ไผ่เอายอดหมวกออก เหลือแต่ขอบเป็นวง เวลาหิมะตกใส่ได้ทั้งชายหญิง ไว้ข้าจะหาให้เจ้าสักใบไว้ใส่หน้าหนาว”
ไต้วี่ยิ้มว่า “ข้าไม่เอา ใส่แล้วดูเหมือนเมียชาวประมงในภาพเขียนหรือตัวงิ้วบนเวที”
พูดไปแล้ว พลันนึกโยงไปถึงเรื่องที่นางเพิ่งทักเป่าวี่ไป หลุดปากไปแล้วจึงนึกอายจนหน้าแดง ก้มหมอบกับโต๊ะแล้วไอไม่หยุด
เป่าวี่กลับไม่ทันสังเกต เห็นบนโต๊ะมีบทกวีอยู่จึงหยิบขึ้นมาอ่านแล้วเอ่ยปากชมว่าดี ไต้วี่ได้ฟังก็รีบแย่งไปจากมือแล้วนำไปเผากับตะเกียง
เป่าวี่ยิ้มว่า “ข้าจำได้หมดแล้ว”
ไต้วี่ว่า “ข้าจะพักผ่อนแล้ว เจ้ากลับไปเถิด พรุ่งนี้ค่อยมาใหม่”
เป่าวี่ล้วงอกเสื้อหยิบเอานาฬิกาพกทองคำขนาดผลมันฮ่อ 核桃 ออกมาดู เข็มนาฬิกาชี้บอกเวลาปลายซวีต้นไห้ 戌末亥初 (ราว 21:00 น.) จึงว่า
“ควรพักผ่อนได้แล้ว รบกวนเจ้าให้เหนื่อยเสียครึ่งวัน”
ว่าแล้วก็สวมงอบและเสื้อฝนเดินออกไป แล้วกลับหลังหันมาอีก ถามว่า
“เจ้าอยากกินอะไร บอกข้า พรุ่งนี้เช้าข้าจะไปบอกท่านย่า ชัดเจนกว่าบอกพวกแม่บ้าน”
ไต้วี่ยิ้มว่า “ไว้คืนนี้ข้าคิดดู แล้วค่อยบอกเจ้าพรุ่งนี้เช้า ฝนแรงขึ้นแล้ว รีบไปเถิด มีผู้ติดตามหรือไม่”
เสียงแม่บ้านสองคนดังมาว่า “มี เดี๋ยวเตรียมร่ม จุดโคมรอด้านนอก”
ไต้วี่ยิ้มว่า “จุดโคมในอากาศอย่างนี้หรือ”
เป่าวี่ว่า “ไม่เป็นไร เป็นโคมเขาแพะ ไม่กลัวฝน”
ไต้วี่หันกลับไปหยิบโคมแก้วทรงกลมจากบนชั้น สั่งให้คนจุดเทียนไขใส่ แล้วส่งมาให้เป่าวี่ว่า
“นี่สว่างกว่า สำหรับใช้กลางฝน”
เป่าวี่ว่า “ข้าก็มีโคมแบบนี้ แต่กลัวเขาสะดุดล้มแล้วทำแตก จึงไม่ได้จุด”
ไต้วี่ว่า “โคมแตกจะเป็นเงินเท่าไรเชียว คนล้มสิหลายเงิน เจ้าใส่เกี๊ยะยิ่งไม่คุ้นชิน โคมนั่นให้พวกเขาถือนำ ส่วนนี่เบาและสว่าง เจ้าถือเอง พรุ่งนี้ค่อยเอามาคืน แต่ถึงแตกไปก็ไม่เป็นไร อยู่ๆ เจ้ากลายเป็นพวก “ผ่าท้องซ่อนมุก 剖腹藏珠” ได้อย่างไร”
(ผ่าท้องซ่อนมุก 剖腹藏珠 หวงสมบัติ ผ่าท้องซ่อนของไว้ ผลที่สุดถึงแก่ความตาย)
เป่าวี่รับโคมแก้วไป ให้แม่บ้านทั้งสองถือร่มและโคมเขาแพะนำทาง ด้านหลังมีสาวใช้อีกสองคนถือร่มให้ เป่าวี่ส่งโคมแก้วให้นางถือ แล้วเกาะไหล่เดินกลับกันไป
แม่บ้านสองคนมาจากลานขิงหอม ถือโคมและร่ม นำรังนกมาห่อใหญ่ ทั้งยังมีน้ำตาลโพ้นทะเลมาอีกห่อ เป็นผงละเอียดขาวเหมือนหิมะ ส่งให้แล้วว่า
“นี่ดีกว่าที่หาซื้อได้ทั่วไป คุณหนูเราบอกว่า คุณหนูกินหมดแล้วจะส่งมาให้ใหม่”
ไต้วี่ว่า “เกรงใจจริง” แล้วสั่งว่า “ไปนั่งดื่มชาข้างนอกก่อน”
สองแม่บ้านยิ้มว่า “ไม่ดื่มชาแล้ว พวกเรายังมีธุระ”
ไต้วี่ยิ้มว่า “ข้ารู้ว่าพวกเจ้ายุ่ง วันนี้อากาศเย็น กลางคืนยาว เหมาะชุมนุมยามเย็นเล่นการพนัน”
แม่บ้านผู้หนึ่งว่า “บอกคุณหนูตามตรง ปีนี้ข้ามือขึ้น ไหนๆ ตกเย็นก็ต้องมีคนอยู่ยาม ละเลยก็ไม่ดี อยู่ยามทั้งทีก็จัดชุมนุมเสีย ได้ทั้งเฝ้ายาม ทั้งแก้เหงา”
ไต้วี่ได้ฟังก็ยิ้มว่า “เสียเวลาหาทรัพย์ของพวกเจ้า ต้องฝ่าฝนส่งของมาให้”
แล้วหันไปสั่งคนว่า
“เอาเงินให้พวกนางสักหลายร้อยเฉียนเป็นค่าเหล้า และค่าไล่ฝน”
สองแม่บ้านยิ้มว่า “เกรงใจคุณหนู ต้องมาให้ค่าเหล้า”
ว่าแล้วก็โขกศีรษะคำนับ ออกไปรับเงินข้างนอก กางร่มเดินกลับไป
จื่อเจวียน 紫鹃 นำรังนกไปเก็บ กลับมาเก็บตะเกียงปลดม่านลง ดูแลให้ไต้วี่เข้านอน ไต้วี่นอนหนุนหมอนพลางคิดถึงเป่าไช นึกอิจฉานางที่มีทั้งแม่และพี่ชาย พลางคิดถึงเป่าวี่ที่ดีต่อนางเสมอมา แต่นางไม่วายระแวง แล้วนอนฟังเสียงฝนตกต้องยอดไผ่และใบตองนอกหน้าต่างดังเปาะแปะ อากาศเย็นแทรกผ้าม่านมา น้ำตาพานไหลไม่รู้ตัว กระทั่งยามสี่จึงค่อยหลับไป
(จบบทที่สี่สิบห้า)
ตอนก่อนหน้า : ภักดีย่อมได้ดี
ตอนถัดไป : ยวนยาง

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา