20 เม.ย. เวลา 23:27 • ความคิดเห็น
BangkokThailand

Productivity Culture อาจกำลังทำลายชีวิตเรา

ทุกวันนี้โลกเหมือนจะบอกเราตลอดว่า
ถ้าอยากประสบความสำเร็จ
เราต้องทำงานให้มากขึ้น
ตื่นให้เช้าขึ้น
พัฒนาตัวเองให้เร็วขึ้น
ในอินเทอร์เน็ตเต็มไปด้วยคำพูดแบบ
“ตื่นตี 5 แล้วชีวิตจะเปลี่ยน”
“คนที่สำเร็จเขาทำงานตอนที่คนอื่นกำลังนอน”
“อย่าหยุดจนกว่าจะสำเร็จ”
มันฟังดูดี
ฟังดูมีไฟ
ฟังดูเหมือนเป็นสูตรของความสำเร็จ
แต่ไม่มีใครถามเลยว่า
ถ้าเราต้องใช้ชีวิตแบบนี้ทุกวัน
สุดท้ายมันจะพาเราไปสู่ความสำเร็จจริง
หรือพาเราไปสู่ความเหนื่อยล้าแทน
ทุกวันนี้คำว่า productive กลายเป็นเหมือนคุณค่าของคน
ถ้าคุณยุ่งทั้งวัน
คนจะมองว่าคุณขยัน
ถ้าคุณมีหลายโปรเจกต์
หลายเป้าหมาย
หลายสิ่งที่ต้องทำ
คุณจะดูเหมือนเป็นคนที่ “กำลังไปข้างหน้า”
แต่ถ้าวันไหนคุณอยากพัก
อยากนอนเฉย ๆ
อยากดูหนังทั้งวัน
จู่ ๆ คุณจะเริ่มรู้สึกผิด
รู้สึกเหมือนกำลังเสียเวลา
รู้สึกเหมือนชีวิตกำลังถอยหลัง
ทั้งที่ความจริงแล้ว
การพักมันควรจะเป็นเรื่องปกติของมนุษย์
ปัญหาคือ
โลกสมัยนี้ทำให้เรารู้สึกว่า
การพัก = ความล้มเหลว
คนจำนวนมากเลยเริ่มใช้ชีวิตเหมือนเครื่องจักร
เช้าไปทำงาน
กลางคืนกลับมาพัฒนาตัวเอง
เสาร์อาทิตย์ทำ side hustle
ว่างเมื่อไหร่ก็ต้องหาอะไรทำให้ “มีประโยชน์”
ชีวิตกลายเป็นโปรเจกต์ที่ต้อง optimize ตลอดเวลา
แต่มีคำถามหนึ่งที่ไม่ค่อยมีใครพูดถึง
ถ้าเราต้องพยายามตลอดเวลาแบบนี้
เราจะได้ใช้ชีวิตจริง ๆ ตอนไหน
หลายคนเริ่มรู้สึกเหนื่อย
หมดไฟ
หรือรู้สึกว่าตัวเองไม่เคยดีพอ
ไม่ใช่เพราะเขาขี้เกียจ
แต่เพราะมาตรฐานของโลกมันสูงขึ้นเรื่อย ๆ
คุณทำงานดีขึ้น
โลกก็จะคาดหวังมากขึ้น
คุณเก่งขึ้น
การแข่งขันก็จะมากขึ้น
คุณพยายามมากขึ้น
แต่เส้นชัยก็เหมือนจะเลื่อนออกไปเรื่อย ๆ
สุดท้ายหลายคนเลยติดอยู่ในลูปแปลก ๆ
ทำงานมากขึ้น
แต่ไม่ได้มีความสุขมากขึ้น
productive มากขึ้น
แต่รู้สึกว่างเปล่ามากขึ้น
บางทีปัญหาอาจไม่ใช่ว่า
เราพยายามไม่พอ
แต่อาจเป็นเพราะ
เรากำลังอยู่ในวัฒนธรรมที่ทำให้มนุษย์ต้องพยายามตลอดเวลา
โลกที่ทุกคนต้องเร่ง
ต้องพัฒนา
ต้องไปให้ไกลกว่าเดิม
โดยที่ไม่มีใครหยุดถามเลยว่า
เรากำลังใช้ชีวิต
หรือแค่กำลังวิ่งตามอะไรบางอย่างที่ไม่มีวันถึง
โฆษณา