21 เม.ย. เวลา 03:59 • ธุรกิจ

ตอนที่ 4. ก่อนจะเปิดร้านในEtsy ต้องลงทุนอะไรบ้าง

ก่อนจะเปิดร้านในEtsy ต้องรู้ก่อนว่า เราจะต้องเสียเงินค่าอะไรบ้าง การวางขายสินค้าในEtsy ไม่ฟรี และเสียเงินทุกขั้นตอน และ ทุกอย่าง ตั้งแต่การสมัครเป็นคนขายในEtsyเลย
สำหรับตัวEtsy ในการสมัครเป็นคนขายครั้งแรก ต้องจ่ายค่าสมัคร 19 USD หรือ ตัดบัตรเครดิต เป็นเงินไทย 618.84 บาท ตามอัตราแลกเปลี่ยนวันนั้น ซึ่งเป็นราคาที่ยังไม่รวมภาษี ค่าภาษีจะมาในรอบบิลเดือนถัดไปอีก 1.54 USD
ทุกครั้งที่โพสต์ลงสินค้าใหม่ จะเสียค่าวางสินค้าชิ้นละ 0.2 USD และค่าภาษีอีก 0.01USD ทำให้เสียค่าวางสินค้ารวมเป็น ชิ้นละ 0.21USD หรือประมาณชิ้นละ 7.1 บาท (ตามอัตราแปลเปลี่ยนวันนั้น)
ถ้าเราขายได้ ก็จะต้องเสียค่าธรรมเนียมชิ้นละประมาณ 25% อย่างเช่น ตั้งราคาขาย 4.99 USD จะโดนหักค่าธรรมเนียม ประมาณ 1.12USD เหลือเงินอยู่ที่ 3.87 USD ถ้าตั้งราคาอยู่ที่ 3.99 USD จะโดนหักค่าธรรมเนียม 1 USD คงเหลือ 2.99USD แต่นี่ยังไม่ใช่ราคาที่จะได้เงินจริง เพราะมักจะไม่ได้ขายในราคาตั้งจริงๆ ในการทำการตลาด ต้องเชิญชวนลูกค้า มักจะมีโปรโมชั่นส่วนลด 10-80% จากราคาตั้ง นั่นหมายความว่า เงินที่ได้จริงก็จะน้อยลงไปอีก และเมื่อขายได้ ในการถอนเงิน ก็น่าจะเสียค่าธรรมเนียมในการถอนอีกประมาณ 3%
แล้วสินค้าแต่ละประเภทก็จะเรตราคาไม่เท่ากัน ซึ่งภาพระบายส่วนใหญ่ ก็จะอยู่ในเรตราคาประมาณ 1.99-5.99USD เท่านั้นเอง ไม่ว่าจะมีภาพ 10 หน้าหรือ 100 หน้าก็ราคาประมาณนี้
เรียกว่า การขายสินค้า ชิ้นแรก แทบจะไม่ได้อะไรเลย ต้องมียอดดาวน์โหลดจำนวนมาก ถึงจะคืนทุน และมีกำไร และถ้ามียอดดาวน์โหลดต่อเนื่องไปเรื่อยๆ นั่นถึงเป็นกำไรล้วนๆ เพราะทำครั้งเดียว สามารถขายได้เป็นสิบหรือเป็นร้อย ดาวน์โหลด ไม่จำกัดจำนวนครั้ง
ตามที่อ่านคำแนะนำจาก ChatGPT และ Gemini มา ต้องลงสินค้า 20-50 ชิ้น และใช้เวลาขั้นต่ำ 3-4 เดือน ถึงจะมียอดขายเข้ามา เรียกว่าต้องใช้เวลา และลงทุนไปจำนวนมากพอสมควร เพราะทุกชิ้นที่ลงขาย ต้องเสียค่าโพสต์ 0.21USD แล้วถ้าต้องลงถึง 50 ชิ้น ก็เท่ากับต้องจ่าย 10.5USD ก่อน และถ้าเกิน 4 เดือน ก็ต้องเสีย 0.21 USD อีกรอบ ต้องจ่าย 0.21USD ทุก 4 เดือน ต่อสินค้า 1 ชิ้น ถ้า 50 ชิ้น ก็เท่ากับ ต้องจ่าย 10.5USD ทุก 4เดือน ไม่ว่าเราจะขายได้หรือไม่ได้ก็ตาม
เหมือนร้านค้า ที่ต้องมีสินค้าวางขายจำนวนมาก ให้ลูกค้าเลือก ร้านค้าวางขายสินค้า 50 ชิ้น ลูกค้าอาจจะซื้อเพียง 1 ชิ้น หรือ 10 ชิ้น ก็แล้วแต่ แต่ต้องมีให้เลือก ให้ตัดสินใจว่าจะพอใจชิ้นไหน การลงสินค้าจำนวนมากจึงจำเป็น เพื่อให้ดูเหมือนร้านเราเป็นร้านใหญ่ น่าเชื่อถือ และน่าเลือกซื้อสินค้า
แล้วในการทำภาพระบายสี หรือ ดิจิตอลโปรดักส์ ไม่ใช่จ่ายแค่ Etsy ที่เป็นส่วนร้านค้า แต่ในการทำภาพออกมาขาย หรือผลิตสินค้า สร้างภาพระบายสี ต้องจ่ายให้ AI ด้วย เพราะเราไม่ได้วาดรูปเอง เราใช้ AI วาดรูปให้
ซึ่งก็ต้องมาเลือก AI ที่เหมาะสมกับการทำงาน ถ้าเลือก Chat GPT รายเดือน Go เดือนละ 259 บาท สร้างภาพได้มากพอสมควร แต่ยังไม่โปรพอ ถ้าเลือกพลัส 699 บาทต่อเดือน สร้างภาพได้มากขึ้นและเร็วขึ้น แต่มันแพงเกินจำเป็นไปไหม ฉันจึงไม่เลือก
อันที่จริง AI สร้างภาพสวยๆมีเยอะนะ อย่าง Midjourney แต่ส่วนใหญ่ไม่ฟรี และต้องมาให้ ChatGPT หรือ Gemini เขียน Prompt ให้ก่อน แล้วถึงนำ Promptไปสร้างภาพอีกที ทำให้ต้องเสียค่า เอไอ 2 ต่อ ทั้งสร้างภาพและเขียนPrompt แล้วทำไมต้องจ่าย 2 ต่อ หา AI ที่จ่ายตัวเดียว ทำได้ทั้งสร้างprompt และสร้างภาพเลยดีกว่า
ส่วนตัวฉันตัดสินใจเลือก Gemini AI Plus โปรโมชั่น เดือนละ 95 บาท 6 เดือน จากราคาเต็ม 189 บาทต่อเดือน จ่ายถูกกว่า Google Photos รายเดือน 99 บาท ได้พื้นที่เก็บ 200GB เท่ากัน แถมได้ใช้ AI ด้วย และถึงแม้ว่าจะกลับไปราคาปรกติ 189 บาทก็ยังถูกกว่า ChatGPT Go ราคา 259 บาท อยู่ดี
ถ้าจ่ายChatGPT ก็ยังต้องกลับมาจ่าย Google เพื่อซื้อพื้นที่จัดเก็บ Drive อยู่ดี เพื่อฝากไฟล์ ไว้ดาวน์โหลด ยังไงก็ต้องจ่ายGoogle ดังนั้นซื้อ Google Gemini ถือว่าคุ้มสุดแล้ว
เมื่อเราได้ภาพระบายจากเอไอแล้ว ขั้นตอนสำคัญคือ การรวมภาพระบายสี เป็นเล่ม หรือทำเป็นไฟล์ PDF เพื่อดาวน์โหลด จัดแต่งหน้าปก และ ทำภาพประกอบ เพื่อโพสต์ขายใน Etsy เครื่องมือที่สำคัญ ที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ Canva
Canva ฟรี มีข้อจำกัดเยอะ ไม่สามารถทำงานเพื่อผลิตสินค้าออกมาขายได้ เพื่อการใช้งานที่คล่องตัว ควรจะซื้อ Canva Pro ปีละ 1,850 บาท ซึ่งรับรองว่าใช้งานคุ้มแน่ๆ เพราะ ต้องใช้งานทำหลายอย่างมาก และจ่ายครั้งเดียวจบ รายปี ไม่มีจุกจิกต้องมาเสียเพิ่ม
สรุป ในการทำภาพระบายสีขายไฟล์ดิจิตอล ในEtsy ต้องลงทุน 3 อย่าง
1. Etsy จ่ายทั้งค่าสมัคร ค่าลงสินค้า ค่าธรรมเนียมถ้าขายได้ และค่าธรรมเนียมในการถอนเงิน
2. Gemini จ่ายค่าพลัสรายเดือน ทุกเดือน เอาไว้สร้างภาพขายและใช้ กูเกิลไดร์ฟ เพื่อวางไฟล์ สำหรับให้ลูกค้า ดาวน์โหลด
3. Canva Pro จ่ายรายปี ครั้ง่เดียวจบ เครื่องมือสำคัญ สำหรับทำงาน
ดังนั้นเมื่อรู้ว่าต้องจ่ายค่าอะไรบ้าง ลงทุนกับอะไรบ้าง การเงินก็เป็นตัวช่วยในการตัดสินใจได้ดีว่า จะทำหรือไม่ทำ หรือ ถ้าทำไปแล้ว เปิดร้านแล้ว ขายภาพไม่ได้ เรายินดีที่จะลงทุนเป็นระยะเวลาเท่าไหร่ ถึงจะถอนตัว เช่น ถ้าจ่ายทั้งหมดไป 3 เดือน ยังไม่เห็นรายได้สักบาท เราอาจจะอดทนรอได้ ไม่เป็นไร ยังใจเย็นพอ และ ยังมีทุนพอจะจ่ายค่ารายเดือนต่างๆ แต่ถ้าทำไปแล้ว สัก 1-2 ปี ยังไม่เห็นรายได้สักบาท อันนี้ก็ควรจะพิจารณาว่าจะอดทนต่อ หรือถอนตัวออกมาดี เพราะคงไม่สามารถทำงานฟรีไปได้เรื่อยๆหรอกนะ ถ้ารายได้ไม่เกิด
ฉันลงทุนทำไปแล้ว 3 เดือน อย่าว่ารายได้ไม่เกิดเลย คนแวะมาดูภาพก็แทบไม่มี เหมือนเปิดร้านแล้ว ยังไม่มีลูกค้าเข้าร้านสักคน แต่ยังอยู่ในช่วงสร้างเนื้อสร้างตัว ก็ยังอดทน ทำสมุดภาพระบายสีต่อไป ตอนนี้พึ่งทำได้ 10 เล่ม ก็ยังถือว่าเป็นร้านเล็กๆ ที่มีสินค้าน้อยมาก อาจจะยังดูไม่สนใจเท่าไหร่ ก็ยังต้องค่อยๆทำต่อไป เพื่อให้ร้านเติบโตขึ้น
โฆษณา